สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อภิปรายว่าไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ให้ผลประโยชน์แก่ประชาชน แต่ให้ผลประโยชน์แก่นักการเมือง และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตัวแทนของตนเอง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การอภิปรายของผมในวันนี้ในฐานะ ส.ส. ฝ์ายค้าน ต้องยืนยันครับ ว่าพวกผมเห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยภาคประชาชน ๗๑,๐๐๐ กว่าคน และไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐบาลที่เสนอ มาทั้ง ๒ ฉบับ ฉบับแรก เรื่องที่มาของ ส.ส. มาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ ไม่เห็นด้วย ฉบับที่ ๒ เรื่องการทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศ มาตรา ๑๙๐ ไม่เห็นด้วย ร่างที่เสนอโดย ส.ส. ๑๐๒ คน จากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เห็นด้วย ผมมีเหตุผลครับว่าเหตุใดจึงไม่เห็นด้วยกับ การเสนอของรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ท่านประธานต้องยอมรับว่าประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน ถ้าเขาไม่ได้ รับประโยชน์เขาจะเสนอเข้ามาทําไม โดยเฉพาะ ๗๑,๐๐๐ กว่าคนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ก็เปึนผู้มีสิทธิในการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่เสนอลงนามมา เข้าชื่อกันมา ๒๐๐,๐๐๐ กว่าชื่อ แต่คัดแล้วเหลือ ๗๐,๐๐๐ กว่าชื่อ ท่านประธาน ความแตกต่างที่รัฐบาลเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญขึ้นมาก็ด้วยการศึกษาของนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเปึนประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งขึ้นมาภายหลังเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ป้ ๒๕๕๓ เมื่อป้ ๒๕๕๒ ท่านประธาน คณะกรรมการอีกคณะหนึ่งก็ถูกตั้งขึ้นมา คณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปทางการเมือง และศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีนายดิเรก ถึงฝัืง เปึนประธานคณะกรรมาธิการ คณะนั้นตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ ภายหลัง เหตุการณ์สงกรานต์เลือด ผมมองอย่างนี้ครับท่านประธาน ทั้ง ๒ คณะตั้งขึ้นมานั้น รัฐบาลต้องการเพียงยื้อเวลาและแก้เกี้ยว เพราะต้องการความปรองดองให้เกิดขึ้น อ้างไปอย่างนั้นละครับ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วมันมีวาระซ่อนเร้นมากมาย เดี๋ยวผมจะชี้ ให้สังคมไทยได้ฟังครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะชุดของคณะกรรมการ ท่านสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ท่านสรุปเอาดื้อ ๆ สรุปง่าย ๆ ครับ ว่าประชาชนเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๒ ประเด็นนี้ โดยใช้วิธีการเป่ดคู่สายโทรศัพท์ แล้วให้ประชาชนโทรศัพท์ เข้ามา ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่ามีคนโทรศัพท์เข้ามา ๑,๖๐๐ กว่าราย แล้วก็ สรุปเอาเลยว่าประชาชนเห็นด้วย ถามว่า ๑,๖๐๐ กว่ารายที่โทรศัพท์มานั้นมีสิทธิ ในการเลือกตั้งไหม เหมือนกับที่ภาคประชาชนเสนอมา ๗๑,๐๐๐ ชื่อหรือไม่ โมเม เอาง่าย ๆ โดยใช้หลักวิชาการมั่ว ๆ ท่านประธาน แบบนี้ยอมรับไม่ได้ แล้วยังไปให้ สัมภาษณ์อีกว่าที่จริงแล้วได้ให้สํานักงานสถิติแห่งชาติไปสอบถามพี่น้องประชาชน ในแบบสอบถาม ผมอยากจะถามครับว่าเจ้าหน้าที่สํานักงานสถิติไปกรอกเองหรือไม่ มีหลักฐานอะไร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ละครับท่านประธาน ผมถึงไม่เห็นด้วยกับการที่ รัฐบาลเสนอ ๒ ร่างนี้เข้ามา และคนที่ได้ประโยชน์เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกถามว่า พอแก้ประเด็นเหล่านี้แล้วใครได้ประโยชน์ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บอกว่า ถ้าแก้ ๖ ประเด็นตามคณะกรรมการชุดคุณดิเรก นักการเมืองได้ประโยชน์ แต่ถ้าแก้ ๒ ประเด็นนี้คุณอภิสิทธิ์พูดเหมือนกับว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ ผมจะบอกให้สังคม ได้รู้เลยว่านายอภิสิทธิ์ได้ประโยชน์กับพรรคพวกแค่นั้นเอง ผมมีเหตุผลประกอบครับ เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล
ประการแรก ผมรู้สึกแปลกใจและไม่เข้าใจ รัฐบาลโดยการนําของนายอภิสิทธิ์ อ้างว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญ ๒ ประเด็นนี้จะทําให้เกิดความปรองดองขึ้นในประเทศ มันอดคิด ไม่ได้ท่านประธาน ถ้าแก้เรื่องเขตเลือกตั้ง มาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ นายอภิสิทธิ์จะได้ ประโยชน์ คือจะได้ไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย ใช่หรือไม่ แก้ความขัดแย้งครับ จะได้ปรองดองกับพรรคเล็ก แล้วก็เปึนการเป่ดโอกาส ให้พรรคเล็ก ๆ เอาชนะพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง สอดแทรกเข้ามา การกระทําอย่างนี้ พูดง่าย ๆ ว่านายอภิสิทธิ์เอาใจพรรคร่วมรัฐบาล
ประเด็นที่สอง ที่แก้มาตรา ๑๙๐ ถ้าแก้หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ก็จะได้แอบไปทําข้อตกลงกับประเทศกัมพูชา โดยกลุ่มพันธมิตรไม่ต้องรับรู้ ก็จะออกมาประท้วงไม่ทัน รัฐบาลจะได้ไม่ต้องทะเลาะหรือขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตร เห็นไหมครับได้ประโยชน์อีก หรืออาจจะแอบไปทําข้อตกลงกับต่างประเทศเช่นประเทศจีน ในกรณีรถไฟฟัาความเร็วสูง เพราะมันมีข่าวลือครับว่ามีเงินมหาศาลตกหล่นที่พวกผม ได้อภิปรายไปท่านประธาน อันนี้เปึนประโยชน์ถึงได้แก้มาตรา ๑๙๐ ท่านประธาน นายอภิสิทธิ์ต้องยอมรับว่าฉลาด พรรคประชาธิปัตย์ฉลาดแน่นอน ถ้าไม่เห็นประโยชน์ ก็ไม่แก้หรอกครับ ถามว่าทําไมชุดของท่านดิเรกบอกให้เสนอแก้เรื่องที่มาของ ส.ว. ว่า ต้องมาจากการเลือกตั้ง ทําไมรัฐบาลไม่หยิบยกเข้ามา กลัวใช่ไหมครับ นายอภิสิทธิ์ กลัวว่าถ้าหยิบยกเข้ามา เพื่อน ๆ สมาชิกวุฒิสภาจะไม่โหวตสนับสนุนรัฐธรรมนูญ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แบบนี้เหมือนกับการให้สินบนครับท่านประธาน มันต้องแก้ ให้ถูกต้อง ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกตัวแทนของตนเอง การแก้ปัญหาให้ประชาชน ของ ส.ส. ส.ว. ที่พวกผมเคยให้การสนับสนุนพี่น้องประชาชนในการช่วยเหลือ เมื่อประชาชนทุกข์ยาก ประชาชนประสบความยากลําบาก พวกผมทําหนังสือถึงรัฐบาลได้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรี รัฐบาล ไปดูแลปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน วันนี้พวกผม ทําไม่ได้มันอะไรกัน ต้องถามสิ่งเหล่านี้ครับท่านประธาน
ที่สําคัญที่สุดรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึนรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน อย่างแท้จริง ท่านประธานคงจะจําได้นะครับว่าที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในป้ ๒๕๔๐ สมัยนั้นมาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชน ไม่ได้มาจากคณะปฏิรูป ไม่ได้มาจากการรัฐประหารเหมือนตอนร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ โดยเฉพาะการทําประชามติรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ อยู่ภายใต้อํานาจของรัฐ อยู่ภายใต้ ปลายกระบอกป๋นของฝ์ายทหาร โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ของผม อยู่ภายใต้ สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึก แล้วถามว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะเปึน ของประชาชนหรือ วันนี้มาอ้างกันว่า ๑๔ ล้านคนเห็นชอบ แต่จริง ๆ แล้วท่านประธาน รู้ไหมครับว่า ๑๔ ล้านคนนั้นบางคนถูกหลอกให้ไปรับร่างก่อน ให้ไปลงประชามติก่อน จะได้มีการเลือกตั้งแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง ประชาชนเขาซื่อสัตย์ เขาต้องการเห็นความสงบ ก็ไปลงประชามติ โดยฝ์ายผู้มีอํานาจหลอกลวงเขา อันนี้คือประการแรกที่ผมไม่เห็นด้วย
ประการที่สองครับท่านประธาน ที่ผมแปลกใจและไม่เข้าใจคือ กลุ่มคน หลาย ๆ กลุ่มที่เคยออกมาสนับสนุนคัดค้านไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยลงมติว่าไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการสมานฉันท์ชุด คุณดิเรก ถึงฝัืง ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๖ ประเด็น โดยอ้างเหตุผลนานาประการครับ โดยเฉพาะอ้างว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เพิ่งจะเริ่มใช้ได้ไม่กี่ป้ต้องใช้ไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยแก้ไข วันนี้กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ได้แสดงให้สังคมได้เห็นถึงธาตุแท้ของตนเอง ล้วนแล้วแต่เล่นปาหี่หลอกลวงประชาชนมาโดยตลอด โดยเฉพาะพรรคเก่าแก่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่นําโดยนายอภิสิทธิ์ เล่นการเมืองโดยหวังเพียงแค่ความอยู่รอด ของตนเองในตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงเท่านั้น