รสสุคนธ์ ภูริเดช อภิปรายและข้อสังเกตต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นประเด็นที่ดิฉันมีความเห็น เช่น ความเสมอภาคในการเลือกตั้ง ส.ส. และการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศโดยส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเสนอให้รัฐสภาแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการและจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ไม่ลดสิทธิของส.ส.เดิม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติในเรื่องนี้
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รสสุคนธ์ ภูริเดช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใคร่ขออภิปรายและข้อสังเกตต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๔ ฉบับนะคะ ก่อนอื่นดิฉันก็จะเรียนท่านประธานว่าดิฉัน มีเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้วคือ วันชัย แสงสุขเอี่ยม ได้พูดในประเด็นที่เกี่ยวทั้ง ๔ ร่าง ดิฉันก็จะเน้นตรงประเด็นที่ดิฉันมีความเห็นนะคะ ร่างแรกก็คือ
๑. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ๗๑,๕๔๓ คน เปึนผู้เสนอ) ดิฉันมองว่า ในประเด็นที่ดิฉันตั้งคําถามก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ มีการทําประชามติทั้งฉบับแล้ว ข้อเสนอมีการเปลี่ยนแปลง โดยที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ๗๑,๕๔๓ คน มีการเปลี่ยนแปลง เปึนอันมาก เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาเปึนเพียงตัวแทนพี่น้องประชาชนเท่านั้นในบางเรื่อง แต่ไม่น่าที่จะเปึนตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้ทุกเรื่องและทั้งหมด โดยเฉพาะการแก้ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ดิฉันมองว่าเห็นควรจะเสนอให้ผ่านโดยการทําประชามติหรือการรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคและทุกส่วน แต่มิใช่หมายความว่าไม่ยอมรับนะคะ อันนี้ต้องเปึนประชามติ
๒. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวน ๑๐๒ คน เปึนผู้เสนอ)
๓. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘) (คณะรัฐมนตรีเปึนผู้เสนอ) นั้น ดิฉันมองว่า ปัญหาที่ได้เสนอมานั้น ท่านวันชัย แสงสุขเอี่ยม ซึ่งดิฉันขออนุญาตเอ่ยชื่อนะคะ ว่าท่าน ได้ตั้งประเด็นขึ้นมาแล้วดิฉันไม่พูดถึง สําหรับ ๒ ร่างอันนี้ดิฉันมองในลักษณะอย่างนี้ว่า ในกรณีที่หลักเกณฑ์วิธีการตลอดจนจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมีนั้น ดิฉัน มองว่าปัจจุบันประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบตัวแทนในปัจจุบัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาถือเปึนผู้ใช้อํานาจอธิปไตยแทนประชาชน ผู้เลือกตั้ง ดังนั้นหากคนทั่วประเทศมีความเสมอภาคในการเลือกตั้ง ส.ส. ได้ ๑ คน ไม่ว่า อยู่ที่ใดตามร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่ระบบ แบ่งเขตเรียงเบอร์ บางจังหวัดเลือก ส.ส. ได้ ๓ คน ๒ คน ๑ คนบ้าง ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนั้น ดิฉันมองว่าสมควรที่จะพิจารณาถึงความเหมาะสมของประชาชนในด้าน ความเสมอภาคที่ ๑ คนมี ๑ เสียง หรือเรียกว่า วันแมนวันโหวต ที่แสดงถึงความเปึน ประชาธิปไตยสูงสุดและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในการเลือกตั้งแบบเขตละ ๑ คน ประมาณ ร้อยละ ๙๐ เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา เปึนต้น จะได้ แสดงออกได้ทางหนึ่งผ่านทางการเลือกตั้งระบบเขตเดียวคนเดียว ตามที่ร่างทั้งของ คณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนผู้เสนอ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีข้อดีและข้อเสีย ที่ดิฉันมองว่าแบบดังกล่าวข้างต้นเท่าที่ปรากฏมาก่อนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ คือมีแนวโน้ม ที่ชัดเจนว่าด้วยเหตุผลการแบ่งเขตเลือกตั้ง การพัฒนาไปสู่ระบบพรรคการเมืองเปึนลักษณะแบบ ๒ พรรคใหญ่ ดังนั้นความจําเปึนในการอยู่รอดของพรรคการเมืองส่งผลให้พรรคการเมือง ขนาดเล็กที่มีความแตกต่างในเชิงอุดมการณ์หรือจุดยืนไม่มากนักมองเห็นความจําเปึน ในเชิงยุทธศาสตร์ที่จะต้องรวมเข้าด้วยกันเพื่อโอกาสในการแข่งขันในการเลือกตั้ง มิฉะนั้นอาจจะ ถูกกําจัดออกไปจากระบบการเมือง นอกจากนี้ดิฉันก็ยังมีความรู้สึกว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มันมีการกําหนดจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ แต่ต่อมาทาง ครม. ได้เสนอเปึน ๒ ลักษณะ ขึ้นมา ดิฉันก็ตั้งคําถามว่า ส.ส. เขต ๓๗๕ คน แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คนนั้น ความคิดมีเจตนารมณ์อย่างไร เพราะหากพิจารณาจากจํานวนตัวเลขแล้วเปึนที่คาดหมายได้ว่า ส.ส. ซึ่งมาจาก ส.ส. เขตคงจะมีความวุ่นวายเพราะว่าไปลดจํานวนของเขาลง
อีกประเด็นหนึ่งในกรณีที่ให้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ส่วนดีก็คือดิฉัน มองว่าอาจจะได้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ แต่ขณะเดียวกันดิฉันก็ มองว่ามันเปึนการทําให้นายทุนหรือผู้ที่มีความประสงค์อยากจะเข้ามาในรัฐบาลหรือ ในผู้ที่มีความเปึนพรรคที่จะได้เปึนรัฐบาลนั้นน่ะก็อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น อันนี้ ก็เปึนผลเสียนะคะ
สําหรับอันนี้ดิฉันมองอยู่แล้วว่าถ้ารัฐสภาแห่งนี้เห็นสมควรแก้ไขปรับปรุง และในส่วนที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์วิธีการ ตลอดจนจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันมองว่าต้องคํานึงถึงประโยชน์และความเรียกว่าไม่ทําให้ ส.ส. ที่เดิมเขามีสิทธิอยู่นั้น ลดน้อยลงไปนะคะ นี่คือเปึนความเห็นของดิฉัน
ทีนี้ท่านประธานที่เคารพคะดิฉันก็จะมีสิทธิพูดถึงในกรณีที่การขอแก้ไข มาตรา ๑๙๐ โดยกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทําหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภา ในฐานะที่ดิฉันเปึนสมาชิกวุฒิสภาได้ติดตามการทํางานของรัฐบาล โดยเฉพาะ ในประเด็นการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญนั้นดิฉันเห็นว่าปัญหาที่รัฐบาล และรัฐสภาพึงพิจารณานั้นมีดังนี้นะคะ ก็คือตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ระบุว่าต้องมีกฎหมาย กําหนดรายละเอียดการดําเนินการตามมาตราภายในหนึ่งป้ คือรายละเอียดมาตรานี้ไว้ ภายในหนึ่งป้ นับแต่วันที่รัฐบาลประกาศนโยบายต่อรัฐสภา ปัญหาคือหลังรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มีผลบังคับใช้ มีข้อขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นเปึนระยะ การตรากฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ภายในหนึ่งป้จึงไม่สามารถปฏิบัติได้ ดังนั้นความชัดเจนในการปฏิบัติจึงเปึนปัญหาในเรื่องใด ที่ต้องเข้าสภา แล้วเข้าสภาแล้วต้องมีขั้นตอนปฏิบัติอย่างไร อันนี้ดิฉันก็มองว่าการตีความ ของรัฐธรรมนูญนั้นก็เปึนทางออกก็คือต้องส่งไปให้กับศาลรัฐธรรมนูญนะคะ อันนี้ก็เปึน เหตุผลหนึ่งที่ดิฉันเห็นด้วยว่ามาตรา ๑๙๐ ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายลูกออกมานะคะ เพราะฉะนั้นถ้าแก้ไขแล้วจะมีประโยชน์อย่างไร ในรายละเอียดก็คือว่าหลักการเพิ่ม หรือสร้างความได้เปรียบในการที่จะไปเจรจานั้น ในกรณีที่รัฐบาลต้องอาศัยความรวดเร็ว หรือความต่อรองในการที่เปึนการติดต่อระหว่างประเทศในการเจรจานี้จะต้องดูในหลัก ที่ว่าการที่เราไม่เป่ดพื้นที่ให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากรัฐสภาก่อนนั้นจะ เปึนไปได้ไหมหรือทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําหรือการตัดสินใจของรัฐบาลเปึนไปเสีย ประโยชน์หรือไม่ อันนี้คือเปึนเจตนารมณ์ที่สําคัญของรัฐธรรมนูญนะคะ สําหรับดิฉันมองแล้ว เห็นว่าในกรณีที่พูดมานี้ตลอดดิฉันมองว่ารัฐบาลมีความรู้สึกอย่างเดียวกันคือว่าทําอย่างไร ที่รัฐบาลจะบริหารประเทศได้ด้วยความราบรื่น ความรู้สึกของดิฉันก็เช่นเดียวกับท่านสมาชิก ที่พูดมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่ามันควรจะมีการชี้แจงในประเด็นกรณีที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ของดิฉันคือคุณวันชัย แสงสุขเอี่ยม ได้พูดถึงนั้นดิฉันว่าเปึนประเด็นที่ถูกต้อง
ก่อนอื่นดิฉันก็มองว่าวันนี้ดิฉันได้รับความรู้สึกว่าการที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เสนอร่างทั้ง ๔ ร่างเข้ามานั้น ดิฉันมองว่ามันเปึนความกล้าหาญ และถูกต้องตรงที่ว่าเรื่องทั้งหมดที่เข้ามาในสภาแล้วก็ควรจะให้สภารับรู้ แล้วสมาชิกรัฐสภา จะได้แสดงความคิดเห็นเปึนอย่างไรก็เปึนความคิดเห็น ลงมติอย่างไรก็ต้องเปึนที่ยอมรับ ขอบคุณค่ะ