รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

วันชัย แสงสุขเอี่ยม หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่รัฐบาลเสนอ และเรียกร้องให้มีการประชามติ เพื่อให้ประชาชนได้ลงคะแนนเสียงเลือกระบบการเลือกตั้งส.ส. นอกจากนี้เขายังพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และวิจารณ์เรื่องความชัดเจนของมาตราใหม่

นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต้องขอบพระคุณรัฐบาลที่ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติเข้ามา ๒ ฉบับ แล้วก็มีฉบับของหมอเหวง คปพร. นี่มาอีกฉบับหนึ่ง รวมทั้งฉบับของ ๑๐๒ ส.ส. ด้วย ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช ….

ร่างที่ ๑ ร่างของ คปพร. โดยมีประชาชนเสนอชื่อ ๗๑,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานครับ ผมต้องให้ความเคารพกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เพราะว่ามีการทําประชามติ แล้วก็มีประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่า ๑๔ ล้านคน ซึ่งเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้ลงคะแนนลงประชามติ ก็ต้องเคารพเสียงประชาชนส่วนใหญ่ครับ แต่อันนี้ไม่ได้ละเลย ร่างฉบับนี้ของ คปพร. ที่มีประชาชนเสนอ ๗๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ความแตกต่างเยอะมาก ๑๔ ล้านคน กับ ๗๐,๐๐๐ กว่าคน ผมคิดว่าร่างของ คปพร. มันก็คล้ายกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อยู่แล้ว แล้วเราก็เข้าใจดี รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ดีอยู่แล้วอยู่ที่คนใช้มากกว่า ถ้าจะแก้ทั้งฉบับอย่างนี้ก็ขอเสนอว่าให้จัดให้มี สสร. ๓ เสียเลย ทําประชามติครับ เรามี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติแล้ว ใช้ให้เกิดประโยชน์ครับ

ส่วนร่างที่ ๒ ร่างของ ส.ส. ๑๐๒ คน ซึ่งเสนอโดย ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งหมด ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอถามพรรคร่วมรัฐบาลที่เสนอรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะว่าฉบับ ส.ส. ๑๐๒ คน เสนอมาแบบหนึ่งคือ ส.ส. เขตเดียวเบอร์เดียว ๔๐๐ คน ไม่มี ส.ส. แบบสัดส่วน ในขณะที่ฉบับของคณะรัฐมนตรี ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอยู่ด้วย ท่านก็เสนออีกระบบหนึ่งเปึน ส.ส. เขตเดียวเบอร์เดียว ๓๗๕ คน แล้วก็ ส.ส. สัดส่วน ๑๒๕ คน รวมเปึน ๕๐๐ คน หมายความว่าเสนอร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับเลย บุคคลกลุ่มเดียวกันเสนอทั้ง ๒ ฉบับ ที่มีความแตกต่างกัน ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ผมก็เลยเปึนงงว่าจะเอาระบบไหนกันแน่ แล้วก็ได้ทราบจากสื่อบางฉบับว่าจะถอน ก็ขอความชัดเจนหน่อยครับว่าจะถอนหรือว่า จะให้พิจารณากันอย่างไร เพราะท่านเสนอทั้งฉบับ ๑๐๒ คน กับฉบับ ครม. ไปด้วย

ทีนี้มาฉบับที่ ๓ ร่างของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับ ส.ส. ตามมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ก็เปลี่ยนจาก ๔๘๐ คน มาเปึน ๕๐๐ คน ให้เปึน ส.ส. เขตเดียวเบอร์เดียว ๓๗๕ คน แล้วก็ ส.ส. บัญชีรายชื่อทั้งประเทศ ๑๒๕ คน แทนการแบ่งกลุ่มจังหวัด ๘ กลุ่ม ก็อยากจะดูหลักการและเหตุผลว่า ครม. มีหลักการ และเหตุผลอย่างไร ผมก็ไปดูหลักการและเหตุผลเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในนี้ระบุเหตุผลว่าเปึนไปตามหลักการบนพื้นฐานของความเปึนธรรม และเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของการปกครอง ก็เลยจะเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะเปึนตัวแทนของ ครม. ผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญว่าจะสร้างความเข้มแข็ง ทําให้การปกครองเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร กับการแก้ไขระบบการเลือกตั้ง ๓๗๕ บวก ๑๒๕ มันจะทําให้การปกครองเข้มแข็งขึ้นจริง หรือไม่

ส่วนเหตุผลอีกประการหนึ่งก็บอกว่าจะทําให้การบริหารราชการแผ่นดิน เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เหตุผลนี้ก็เลยจะเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกันว่ามันจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างไร ส.ส. ระบบใหม่ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ มันจะทําให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพดีขึ้นจริงหรือ หรือว่ามันจะทําให้ รัฐบาลซึ่งเปึนผู้บริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนี้ก็ต้องพิจารณา หลักการและเหตุผล แต่ว่ามีประการหนึ่งเปึนข้อสังเกต ด้าน ส.ส. เขตก็ซอยเขตให้มันเล็กลง จากเขตละ ๓ คนก็เปึนเขตละ ๑ คน ก็เปึนเขตเดียว เบอร์เดียว แต่ในทางตรงกันข้าม ส.ส. สัดส่วนกลับเพิ่มเขตให้มันใหญ่ขึ้น ก็แปลกดีนะครับ กลุ่มจังหวัดมีทั้งหมด ๘ กลุ่ม ตั้งแต่ ๓ จังหวัดไปจนถึง ๑๕ จังหวัด แต่ว่ากลับมาเปลี่ยนเปึน ๗๖ จังหวัด ทั้งประเทศเปึนเขตการเลือกตั้งของ ส.ส. สัดส่วน นั่นหมายความว่า ส.ส. สัดส่วน มันเปลี่ยนจากเขตกลุ่มจังหวัดที่เล็ก ๓-๑๕ จังหวัดกลายเปึน ๗๖ จังหวัดเลย ดูแล้วแนวความคิด ๒ แนวสวนทางกันนะครับ ส.ส. เขตกลับทําให้เปึนเขตเดียวเบอร์เดียวเล็กลงแต่ ส.ส. สัดส่วน กลับทําให้กลุ่มจังหวัดมันใหญ่ขึ้นเปึน ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศเลย ก็งงอยู่ว่าท่านจะเอาอย่างไร กันแน่ แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรกับประชาชน

ทีนี้ในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๔ เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับ การทําหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา หลักการและเหตุผลท่านก็บอกว่า ยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน เนื่องจากไม่มีความชัดเจนเพียงพอ จึงเปึนอุปสรรคในการดําเนิน นโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐ ก็เลยจะเรียนถามว่ามันเปึนอุปสรรคอย่างไร ถ้าใช้ มาตรา ๑๙๐ เดิมกับการที่จะแก้ไขใหม่มันจะลดอุปสรรคจริงหรือท่านก็ต้องตอบว่ามันลด อุปสรรคอย่างไร

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่าแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนในการนําไปปฏิบัติ อย่างถูกต้องต่อไป ก็ต้องเรียนถามว่าจะมีความชัดเจนมากกว่ามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จริงหรือ แล้วก็ได้ดูรายละเอียดแล้วก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็อภิปราย ละเอียดกันมาเยอะ ดูแล้วมันก็ไม่ได้ชัดเจนกว่ามาตรา ๑๙๐ ปัจจุบัน ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะ มีสาระน้อยกว่าฉบับปัจจุบันเสียอีกนะครับ

หลักการและเหตุผลต่อไปท่านก็บอกว่า โดยให้มีการตรากฎหมาย กําหนด รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของหนังสือสัญญาที่จะต้องมีลักษณะใด จึงจะนําเสนอให้ รัฐสภาเห็นชอบ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ก็ระบุอยู่แล้วว่าต้องให้มีการตรากฎหมาย แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการออกกฎหมายมาเลยสักทีหนึ่ง แล้วก็จะให้แน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้แล้ว ท่านจะตรากฎหมายประกอบมาตรานี้ออกมา ปัจจุบันก็ยังไม่มี ผ่านมาหลายป้แล้ว ๓ ป้แล้ว จะให้แน่ใจได้อย่างไรว่าจะออกกฎหมายได้ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ ยอมปรับปรุงเสียใหม่ ก็คงจะต้องขอคําชี้แจงให้ชัดเจนก่อนที่จะรับร่างไว้พิจารณา หรือว่า จะไม่เห็นชอบด้วย ซึ่งก็ต้องติดตามดูพรุ่งนี้ ท่านประธานครับ ขออีกนิดเดียวขอยก พุทธสุภาษิตมากล่าวสักเล็กน้อย การไม่ทําความชั่วทั้งปวงหนึ่ง การบําเพ็ญแต่ความดีหนึ่ง การทําจิตของตนให้ผ่องใสหนึ่ง นั่นเปึนคําสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขันติคือความอดทน เปึนตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพานเปึนบรมธรรม ผู้ทําร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่า เปึนบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอื่นไม่ชื่อว่าเปึนสมณะ การไม่กล่าวร้าย การไม่ทําร้ายหนึ่ง การไม่สํารวมในปาฏิโมกข์หนึ่ง ความเปึนผู้รู้จักประมาณในอาหารหนึ่ง ที่นั่งนอนอันสงบหนึ่ง ความเพียรในอธิจิตหนึ่ง นั่นเปึนคําสอนของพระพุทธเจ้า ก็ขอบคุณท่านประธานมากครับ เราคงต้องรอดูกันพรุ่งนี้ว่ารัฐสภาแห่งนี้จะตัดสินใจอย่างไร แล้วก็ต้องขอคําชี้แจงจาก ผู้เสนอกฎหมายให้ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ