จารึก อนุพงษ์ กล่าวว่าร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเสนอไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่ควรเป็น และยังไม่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต จึงขอให้รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติให้ความสำคัญกับความเป็นประชาธิปไตยและความยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายจารึก อนุพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ตามที่รัฐบาลได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มา ๒ ฉบับ เพื่อแก้ไขในเขตเลือกตั้ง แล้วก็ในมาตรา ๑๙๐ กระผม อยากจะขอย้อนเรื่องนิดหนึ่งครับ ตั้งแต่ที่รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้เมื่อ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ท่านกล่าวไว้ในประเด็นสําคัญก็คือที่ต้องนํามาบริหารประเทศ มีอยู่ ๔ ข้อหลัก ๆ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือปกปัองและเทิดทูนสถาบัน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือสร้างความปรองดองสมานฉันท์บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยุติธรรม และการยอมรับของทุกภาคส่วน
ประเด็นที่ ๓ ก็คือฟุ๋นฟูเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างยั่งยืนและบรรเทา ผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนจะประสบนะครับ
ประเด็นที่ ๔ ก็คือพัฒนาประชาธิปไตย ระบบการเมืองให้มีความมั่นคง ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเปึนธรรม และเปึนที่ ยอมรับของสากลนะครับ
จากที่กล่าวมานี้จะเห็นว่ามันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายหลังจากวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงมีเหตุการณ์ที่เผาบ้านเผาเมือง และมี เหตุการณ์ที่ประชาชนประสบอุทกภัยมากมายนะครับ แสดงว่าการดําเนินการของรัฐบาล ก็ยังไม่บรรลุเปัาหมายเท่าที่ควรนะครับ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าสุดท้ายที่ท่านกล่าว ในวันนั้น ก็คือว่ารัฐบาลให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาอันเปึนองค์กรที่มีอํานาจหน้าที่ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดิน จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึด ประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยเปึนที่ตั้งอย่างแท้จริง ตรงนี้สิครับ การบริหารบางภาคส่วน ในบางเรื่องไม่เปึนที่ยอมรับของประชาชนในภาพรวมในส่วนใหญ่ แม้กระทั่งในวันนี้ก็ยังมี กลุ่มเสื้อสีต่าง ๆ ออกมาอยู่ที่หน้ารัฐสภานะครับ ถามว่าที่ท่านกล่าวถึงบรรลุแล้วหรือยัง ผมย้อนไปอีกหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ ป้ที่แล้วพรรคร่วมรัฐบาลได้เดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๖ ประเด็น ตามที่ท่านวุฒิสมาชิกดิเรก ถึงฝัืง ได้เสนอไว้ ๖ ข้อ คณะกรรมการ สมานฉันท์ซึ่งมีปฏิรูปการเมืองและการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในขณะนั้นพรรคฝ์ายค้าน ขออภัยได้เปลี่ยนท่าทีที่จะไม่เข้าร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกลายเปึนประเด็นหนักอกหนักใจของรัฐบาลเปึนอย่างยิ่ง หนทางสมานฉันท์ของ การเมืองไทยจะต้องถอยออกไปอีกในช่วงเวลานั้น ในทางเดียวกันรัฐบาลก็ติดกับดักของ การแก้ไขข้อสรุปต่าง ๆ การเดินหน้าแก้ไขคาดว่าจะต้องดําเนินการ ใน ๒ รูปแบบ รูปแบบที่ ๑ ก็คือใช้กระบวนการของรัฐสภาดําเนินการต่อไป ก็คือเสนอเรื่องเข้ามาสู่สภา
อีกวิธีหนึ่ง กําหนดว่าควรจะทําประชามติเพื่อที่จะสอบถามความต้องการ ของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรีเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภา ว่าถ้านายกรัฐมนตรียืนยันหนักแน่นว่าจะฟังเสียงประชาชนเปึนที่ตั้งก่อน การเสนอทําประชามติไม่ได้เปึนการยื้อเวลาแต่อย่างใด ท่านมองไปว่าพรรคที่ไม่เห็นด้วย กับการทําประชามติก็ไม่สามารถที่จะล้มการทําประชามติได้ เพราะเปึนแนวทางที่ดีที่สุด ในการที่จะรับฟังความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ หากประชาชนส่วนใหญ่คัดค้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตกไป ก็ถือว่าจบกันไปตรงนั้นนะครับ เพราะเปึนการฟังเสียง ของประชามติ ต่อมาวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ห่างกัน ๑ ป้เหมือนกัน ประมาณ ๑ ป้ รัฐบาลชุดนี้ครับ เปึนผู้เสนอว่าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ร่างเข้าสู่สภา ก่อนหน้านี้ เล็กน้อย พรรคร่วมรัฐบาลก็เคยขึงขังอยากจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเสนอขึ้นมาอีก ฉบับหนึ่งตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน จบสุดท้ายก็คือต่างฝ์ายต่างก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไป ซึ่งกันและกันไม่อาจจะผลักดันให้ถึงที่สุดได้ มองว่าการร่วมรัฐบาลในชุดปัจจุบันอยู่กันไป พอปะทังเพื่อที่จะช่วยกันบริหารบ้านเมืองให้มันมีความก้าวหน้าต่อไปตามลําดับในภาวะ ปัจจุบัน มีการพูดกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการตั้งใจ จริงของรัฐบาล ถามว่าเปึนการปฏิรูปการเมืองหรือการสร้างความสมานฉันท์ตรงไหน ที่แท้จริงเปึนเรื่องประโยชน์ของประชาชนหรือประโยชน์ของนักการเมือง นักเลือกตั้ง เท่านั้นละครับที่มีส่วนจะได้ในส่วนนี้ ที่จะมีโอกาสได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ต่างหาก ในแง่ของการเปึนผลดีหรือเปึนผลเสียของการพัฒนาการเมืองคงจะต้องถกเถียง อีกยาวนานกว่าเรื่องจะจบผมขอเรียนว่าในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มันไม่ได้แก้ไข เพื่อความเปึนประชาธิปไตยที่แท้จริง อย่างไรเสียไม่ได้ทําให้เกิดความมั่นคงหรือว่า มีความยั่งยืนแต่อย่างใดผมขอเรียนว่าความสมานฉันท์ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่ รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่บุคคล เพราะความแตกแยกที่เกิดขึ้นกับคนที่มีความคิดเห็นต่างกัน มีความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น ย่อมมีเกิดขึ้นได้ ดังนั้นทุกฝ์ายจะต้องลด จะต้องละ เลิก และโลภ และเลิกเห็นแก่ตัวของพวกพ้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันได้ ถ้าเปลี่ยนเปัาหมายพิจารณามุมมองใหม่โดยมองไปที่ผลประโยชน์ของส่วนรวม คือชาติ บ้านเมือง ความสุข ความเจริญงอกงาม ของการพัฒนาทางศิลปวัฒนธรรม การมีคุณธรรม จรรยาบรรณที่ดี ความรู้สึกสํานึกที่ดี ความเหมาะสม มองไปถึงประโยชน์ ของกลุ่มพวกและพรรคให้น้อยลงกว่าปัจจุบัน สิ่งที่ส่วนรวมจะได้รับคือความสุขและความร่มเย็น กระผมขอเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานรัฐสภาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ร่างนี้เปึนการสมานฉันท์ สามัคคีปรองดองหรือไม่ อย่างไร
ข้อ ๒ ประชาชนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์อย่างไรในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ กระผมจะขอรับฟังคําอภิปรายจากเพื่อนสมาชิกก่อนที่จะตัดสินใจลงมติ ขอบคุณครับ