อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และชี้ว่าควรใช้ดุลยพินิจเสนอหนังสือสัญญาเข้าสภาอย่างรอบคอบเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายความกังวลต่อร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่แยกกระบวนการพิจารณาหนังสือสัญญา และเสนอให้สภาตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อครอบคลุมทุกประเภทสัญญา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รัฐบาลขอเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... โดยมีหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับที่มา ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เหตุผล โดยที่เปึนการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนไปตามหลักการ บนพื้นฐานของความเปึนธรรมและเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข และทําให้การบริหาราชการแผ่นดิน เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงจําเปึนต้องตรารัฐธรรมนูญนี้
ฉบับที่ ๒ มีหลักการและเหตุผล ดังต่อไปนี้
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวการทํา หนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
เหตุผล โดยที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กําหนดให้ หนังสือสัญญาที่รัฐบาลทํากับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ ในเรื่องที่มี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผล ผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญนั้น ยังมี ความเข้าใจที่แตกต่างกันเนื่องจากไม่มีความชัดเจนพอเพียงจึงเปึนอุปสรรคในการดําเนิน นโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนในการนําไป ปฏิบัติอย่างถูกต้องต่อไป โดยให้มีการตรากฎหมายกําหนดรายละเอียดเกี่ยวกับประเภท ของหนังสือสัญญาที่จะต้องมีลักษณะใดจึงจะนําเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบ จึงจําเปึนต้อง ตรารัฐธรรมนูญนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากกระผมจะได้ใช้สิทธิอภิปรายในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ร่าง ผมจะขอใช้เวลาช่วงแรกเพียงสั้น ๆ ในการอธิบายถึงที่มาของ ๒ ฉบับที่คณะรัฐมนตรีเปึนผู้เสนอ ซึ่งโดยสรุปก็คือการที่รัฐสภาแห่งนี้ ได้เคยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง หลังจากที่เราได้มีการเป่ดอภิปรายทั่วไป หลังเหตุการณ์เดือนเมษายน ป้ ๒๕๕๒ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีการสรุปว่า เห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็นเปึนเบื้องต้น ซึ่ง ๖ ประเด็นดังกล่าวนั้น ก็มีรวมถึง ๒ ประเด็นที่รัฐบาลได้นําเสนอในวันนี้ด้วย แต่หลังจากการที่คณะกรรมการ ชุดดังกล่าวได้สรุปรายงานและการศึกษาถึงตัวกระผมนั้น รัฐบาลได้พิจารณาว่ายังคงมี ความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะเสียงท้วงติงที่ว่า ๖ ประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อาจจะเปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของนักการเมือง หลังจากนั้นคณะกรรมการ ประสานงาน ซึ่งมีทั้งฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้าน และวุฒิสภา ก็ได้มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง และเมื่อช่วงปลายป้ที่แล้วก็ได้มีการไปพบกับผมที่ทําเนียบรัฐบาล ผมจึงเสนอทางออกว่า น่าจะได้มีการดําเนินการจัดทําประชามติในทั้ง ๖ ประเด็น เพื่อพิจารณาว่ารัฐสภา จะดําเนินการอย่างไรต่อไป แต่โดยที่การทําประชามตินั้นไม่สามารถที่จะไปผูกพัน ฝ์ายนิติบัญญัติได้ ผมจึงต้องขอความเห็นชอบจากวิป (Whip) ของทั้ง ๓ ฝ์าย แต่ต่อมา ปรากฏว่าวิปในส่วนของฝ์ายค้านนั้นไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีการดําเนินการดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องมีการมาทบทวนแนวทางของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกันต่อไป จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมป้นี้ รัฐบาลก็ได้มองเห็นว่าปมประเด็นความขัดแย้งในเรื่องของรัฐธรรมนูญนั้นยังคงเปึน สาเหตุหนึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และความขัดแย้งสมควรที่จะได้มีข้อยุติ
จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งครับ ซึ่งประกอบไปด้วย นักวิชาการที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียใด ๆ ทั้งสิ้นกับประโยชน์ของนักการเมือง มีท่านอธิการบดี ของนิด้า ขอประทานโทษเอ่ยนามท่านก็คือ อาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เปึนประธาน ซึ่งก็ได้สรุปมาว่าใน ๖ ประเด็นที่เคยมีการศึกษาก่อนหน้านี้นั้น มี ๑ ประเด็นที่ทางฝ์าย คณะกรรมการไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขครับ นั่นก็คือประเด็นที่จะแก้ไขให้ทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสามารถดํารงตําแหน่งทางการเมือง เช่น เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยเลขานุการ หรือตําแหน่งอื่น ๆ ที่เปึนข้าราชการการเมืองได้ คงเห็นว่าน่าจะได้มี การแก้ไขเพิ่มเติมใน ๕ ประเด็นครับ ผมได้นําเรื่องดังกล่าวนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่าใน ๕ ประเด็นนั้นยังคงมี ๓ ประเด็นซึ่งน่าจะเปึนปัญหา ถ้าหากว่ามีการนําเสนอแก้ไขเพิ่มเติม เพราะอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเปึนเรื่องของ ผลประโยชน์ที่ขัดกันหรือเปึนประโยชน์ของผู้เสนอ แล้วก็อาจจะนําไปสู่ความขัดแย้ง ๓ ประเด็นที่ว่านั้นก็คือ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของปัญหาการยุบพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ พรรคแกนนํารัฐบาลนั้นยังคงมีคดียุบพรรคอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือกรณีที่จะแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอํานาจของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกเช่นกันว่าเปึนการเพิ่มอํานาจให้แก่ พวกเราซึ่งเปึนผู้พิจารณาในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๓ ที่ทางรัฐบาลเห็นว่ายังไม่สมควรแก้ไขก็คือ การแก้ไขเพิ่มเติม ที่เกี่ยวข้องกับที่มาของวุฒิสภา เนื่องจากกรอบเวลาไม่อํานวย เพราะการดําเนินการ เกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของที่ได้มาจากการสรรหานั้น ก็กําลังจะมีกระบวนการในการเริ่มต้น ซึ่งก็จะเกิดปัญหาความสับสนว่ารัฐธรรมนูญ จะพิจารณาเสร็จทันหรือไม่ทัน แล้วจะนําไปสู่การปฏิบัติอย่างไร คงเหลือ ๒ ประเด็น ที่รัฐบาลเห็นว่าน่าจะสามารถดําเนินการได้โดยไม่ได้กระทบกระเทือนในเรื่องของ ความขัดแย้ง และไม่ได้เปึนเรื่องประโยชน์ของนักการเมืองซึ่งอาจจะถูกครหาได้
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของเขตเลือกตั้ง ซึ่งก็เปึนเรื่องที่มีการทบทวน พิจารณาจากข้อเสนอของคณะกรรมการที่ทางสภาได้แต่งตั้งขึ้น โดยคณะกรรมการ ของท่านอาจารย์สมบัติได้รับฟังเสียงท้วงติง ในแง่จุดแข็งจุดอ่อนของเขตเลือกตั้งใหญ่ เขตเลือกตั้งเล็ก หรือการเลือกแบบ ส.ส. หลายคนหรือคนเดียว แล้วก็มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยท่านได้สรุปว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขตละคนนั้นถูกต้อง ตามหลักสากลและมีความเปึนธรรมมากกว่า แต่เพื่อปัองกันจุดอ่อนของเขตเลือกตั้งเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง หรือการทําให้การเมืองไปอิงกับเรื่องของท้องถิ่นมากจนเกินไป ท่านก็จึงได้เสนอว่าสมควร จะได้มีการลดจํานวนเขตเลือกตั้งลงเหลือ ๓๗๕ เขต ซึ่งก็จะมีผลให้หลายเขตเลือกตั้งนั้น มีขนาดใหญ่ขึ้น
ประการที่สอง ก็คือมีการเพิ่มจํานวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งก็จะทําให้สัดส่วนของจํานวน ส.ส. ในสภาในส่วนที่เปึน การสะท้อนการแข่งขันในเชิงนโยบายและการแข่งขันระดับชาตินั้นเพิ่มมากขึ้นจาก ๘๐ คนเปึน ๑๒๕ คน
ประเด็นที่สอง ก็คือเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ ซึ่งก็เปึนเหตุผลที่ท่านสมาชิกที่ได้เสนอร่างก่อนหน้านี้ได้อภิปรายไปแล้ว นั่นก็คือปัจจุบันนั้น ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าหนังสือสัญญาประเภทใดบ้างที่จะต้องนําเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภา ซึ่งที่ผ่านมานั้นทางฝ์ายราชการก็มักจะมีความเกรงกลัวว่าจะดําเนินการ ฝ์าฝ๋นรัฐธรรมนูญก็จึงได้วินิจฉัยไปในทางที่ว่าหนังสือสัญญาต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง แถลงการณ์ต่าง ๆ นั้นจะต้องนําเสนอต่อรัฐสภาเกือบทั้งสิ้น ซึ่งในการพิจารณาของ ที่ประชุมแห่งนี้หลายครั้ง เพื่อนสมาชิกก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า หนังสือสัญญาที่ได้นําเข้ามานั้นไม่น่าที่จะต้องเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภา ด้วยเหตุผลนี้ก็จึงมีการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมในการที่จะให้รัฐสภาสามารถตรากฎหมาย เพื่อกําหนดประเภทหรือหลักเกณฑ์ของหนังสือสัญญาได้ เช่น อาจจะมีการกําหนดว่า แค่ไหนกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจอย่างมีนัยสําคัญ อย่างนี้เปึนต้น
ดังนั้นจะกราบเรียนสั้น ๆ ว่าการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ของรัฐบาลในครั้งนี้ ได้เปึนไปตามการดําเนินการที่สืบเนื่องมาจากการทํางานของรัฐสภา ส่วนหนึ่ง โดยให้ทางฝ์ายภาควิชาการได้เข้ามาเสนอแนะปรับแต่งตามความเหมาะสม และได้เลือกในประเด็นที่เห็นว่าไม่น่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือทําให้พวกเรา ถูกครหาได้ว่าเปึนการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ของตัวเอง จึงขอความสนับสนุนจาก เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านด้วยครับ ขอขอบคุณครับ