ภราดร ปริศนานันทกุล เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นเพื่อสร้างความปรองดอง โดยอ้างว่ารัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเสนอเดิม 6 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ และเรียกร้องให้สภาพิจารณาแก้ไขต่อไป
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผม และเพื่อนสมาชิกอีก ๑๐๑ ท่าน ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม และพรรคของพวกกระผมคือ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ร่วมกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีหลักการ และเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ
หลักการ ให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เพื่อกําหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้มีที่มามาจากการเลือกตั้งเขตละ ๑ คน และแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ ที่ต้องได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภา
เหตุผล การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละ ๑ คน ได้ผ่านการศึกษา ถกเถียงกันทั้งในวงวิชาการ และประชาพิจารณ์มานานแล้ว จนตกผลึกเปึนที่ยอมรับกันทั่วไป และได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่งยอมรับกันว่าเปึนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้มากกว่า เขตละ ๑ คน ทําให้ไม่เปึนไปตามหลักความเสมอภาคและหลักสากล ไม่เป่ดโอกาสให้ คนรุ่นใหม่หรือคนที่มีศักยภาพที่จะรับใช้ประชาชนได้อย่างดีแต่มีทุนทรัพย์น้อย ยิ่งไปกว่านั้น การหาเสียงในระบบเขตใหญ่ คนรวย คนมีเงิน หรือคนที่ไม่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนได้เปรียบ และเป่ดโอกาสให้มีการใช้จ่ายเงินในการหาเสียงอย่างมาก แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ไม่สามารถที่จะคุมได้ ท้ายที่สุดก็หลีกเลี่ยงปัญหาซื้อสิทธิขายเสียงมากกว่าการหาเสียง ในเขตละ ๑ คน ไม่ได้ การเลือกตั้งแบบแข่งเขตเลือกตั้งได้มากกว่าเขตละ ๑ คน ทําให้ ประชาธิปไตยของประเทศต้องย่ําอยู่กับที่ครับ การดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน ขาดประสิทธิภาพ มีการปัดหรือโยนความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน เมื่อประชาชนร้องทุกข์ ตลอดเวลา ซึ่งต่างกับเขตเลือกตั้งเขตละ ๑ คน ชาวบ้านรู้แน่ชัดว่าใครคือตัวแทนของเขา เพราะมีคนเดียว ท้ายที่สุดคือไม่สิ้นเปลืองงบประมาณในการเลือกตั้งซ่อม ส่วนการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ นั้น ก็เพื่อให้รัฐสภาสามารถตรากฎหมาย กําหนดรายละเอียดประเภทหนังสือสัญญาได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงจําเปึนต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอเสนอเหตุผลเปึนการสนับสนุนร่างของ พวกกระผม ๑๐๒ ท่าน ดังต่อไปนี้ครับ
ที่พวกผมเสนอร่างนี้เมื่อต้นป้ที่ผ่านมา เปึนเหตุการณ์ต่อเนื่องครับ ท่านประธาน เปึนแหตุการณ์ต่อเนื่องจากการชุมนุมหลายครั้ง เปึนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ปรองดองเกิดขึ้นในประเทศนี้ ผมจําได้ดีถึงเหตุการณ์เมื่อป้ที่แล้ว เดือนเมษายนมีการชุมนุมของกลุ่มพี่น้องที่เรียกกันว่าพี่น้องเสื้อแดง ได้ชุมนุมแล้วก็มีการสลาย การชุมนุมหลังจากนั้น หลังจากนั้นประเทศ ทุกภาคส่วนได้มีการพูดคุยแสวงหาทางออก ในการที่จะแสวงหาทางออกร่วมกันถึงแนวทางการปรองดองของประเทศนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นได้ใช้อํานาจของท่านตามมาตรา ๑๗๙ ได้ขอให้สภาเป่ดอภิปรายโดยไม่ต้อง มีการลงมติ แสวงหาวิถีทางทางออกในการที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันจนสุดท้ายครับ ที่ประชุม ก็มีมติให้สภาแห่งนี้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๑ ชุด โดยมีท่านดิเรก ถึงฝัืง เปึนประธาน คณะกรรมการชุดนี้ เรียกว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ กรรมการชุดนี้มีเพื่อนสมาชิก ทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล แล้วก็ทางฝ์ายวุฒิสภา ได้ร่วมกันพิจารณาแล้วก็วิเคราะห์ถึง สาเหตุของความแตกแยกและแสวงหาทางออกในการที่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยก จึงสรุปออกมาว่ารัฐธรรมนูญมีทั้งสิ้น ๖ ประเด็นด้วยกัน จะเปึนชนวนชนวนหนึ่งในการที่จะ สามารถเดินไปสู่ความปรองดองในสังคมนี้ได้ เขาจึงเสนอมา ๖ ประเด็น เมื่อ ๖ ประเด็นเสร็จ ผมก็เข้าใจว่าสภาแห่งนี้จะมีการพิจารณาร่วมกันในการที่จะเดินตามกรอบที่สภาได้ตั้ง คณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาศึกษาว่าจะแก้ไขปัญหาประเทศนี้อย่างไร แต่จนแล้วจนรอด เราก็ไม่มีการแก้ไขหลังจากที่คณะกรรมการได้เสนอเสร็จสรรพเรียบร้อย เรามีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า กรรมการ ๓ ฝ์าย หรือวิป ๓ ฝ์าย โดยประกอบไปด้วยวิปฝ์ายรัฐบาล วิปฝ์ายค้าน และวิปฝ์ายวุฒิสภา ก็มีการศึกษา เหมือนเดิมครับ เอา ๖ ประเด็นที่กรรมการสมานฉันท์ชุดท่าน ส.ว. ดิเรก ถึงฝัืง ได้ศึกษา เอาไว้มาพิจารณากันอีกรอบหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเราได้มีการพูดคุยและได้มีการหารือกันไป พอสมควร จนครั้งสุดท้ายที่ผมจําได้ว่ามีการพูดคุยหารือกัน ๓ ฝ์ายแบบจริง ๆ คือ ที่ทําเนียบรัฐบาล หารือกับท่านนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางว่าเราจะเดินหน้าต่อไปในการแก้ไขปัญหากัน อย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้เสนอกับกรรมการวิป ๓ ฝ์ายว่าจะมีการแก้ไข ในประเด็นที่ทางวุฒิสภา ทางคณะกรรมการสมานฉันท์ ได้สรุปออกมาก็ต่อเมื่อมีการทํา ประชามติแล้วเสียก่อน ขณะนั้นทางฝ์ายเพื่อนสมาชิกฝ์ายค้านหรือวิปฝ์ายค้านซึ่งเปึน กรรมการในวิป ๓ ฝ์ายไม่เห็นด้วยในการที่จะทําประชามติ จึงทําให้วิปฝ์ายค้านขณะนั้น ได้เดินออกจากกระบวนการไป หลังจากนั้นก็มีการหารือกันต่อไปครับ กระบวนการนี้ ยังไม่ยุติ วิปฝ์ายรัฐบาลและวิปวุฒิสภาได้มีการประชุมหารือกันอีกต่อเนื่อง ผมเข้าใจว่า ไม่ต่ํากว่า ๔-๕ เดือน ผมก็เปึนกรรมการในชุดนี้เช่นเดียวกัน จนสุดท้ายท้ายสุดกรรมการ ฝ์ายวุฒิสภากับกรรมการฝ์ายวิปรัฐบาลได้สรุปตรงกันว่าจะมีการแก้ไขใน ๖ ประเด็น พร้อม ๆ กันได้ส่งสรุปรายงานให้ท่านประธานรัฐสภา ได้ส่งหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ดําเนินการต่อไป ขณะนั้นเปึนช่วงวันสุดท้ายของการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ เมื่อป้ที่แล้ว เดือนนี้ของป้ที่แล้ว พวกผมได้ทําสรุปแล้วก็ส่งไปให้ท่านประธานรัฐสภา ซึ่งส่งต่อไปให้ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าหลังจากที่ส่งสรุปให้ท่านแล้ว ท่านจะใช้ อํานาจของท่านในการที่จะเดินหน้าที่ได้ตกลงกันไว้คือไปทําประชามติว่าประเด็นไหนบ้าง ที่พี่น้องประชาชนเขาเห็นด้วยหรือเห็นต่างต่อการเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ ทั้ง ๖ ประเด็น แต่จนแล้วจนรอดครับ กระทั่งสภาเดินหน้าไปสู่การเป่ดประชุมสมัยสามัญทั่วไป ป้ ๒๕๕๓ คือป้นี้ ก็ไม่มีการเสนอให้มีการทําประชามติแต่อย่างใด พวกผมสมาชิก พรรคร่วมรัฐบาล ๕ พรรค อันไม่รวมพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการแก้ไขประเด็นในเรื่องของ รัฐธรรมนูญเปึนการนําไปสู่การสร้างความปรองดองขึ้นในประเทศนี้ตามแนวทางของ คณะกรรมการสมานฉันท์ เมื่อเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เดินหน้าต่อ พวกผมในฐานะ พรรคร่วมรัฐบาลก็ร่วมกันลงชื่อเสนอ ๑๐๒ ท่าน ในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอ ของพวกผมเสนอเพียง ๒ ประเด็นอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่ ถามผมว่าทําไมพวกผมเสนอแค่ ๒ ประเด็น คือ
ประเด็นที่ ๑ ประเด็นเรื่องเขตเลือกตั้ง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จากเขตใหญ่เรียงเบอร์ให้กลายเปึนเขตเล็กเบอร์เดียว
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ประเด็นมาตรา ๑๙๐ ให้มีการเพิ่มเติมแก้ไข ในวรรคห้า ให้มีการกําหนดประเภทให้ชัดเจนว่าหนังสือสัญญาหรือกรอบการเจรจาใดบ้าง ที่จะต้องได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ก่อนที่จะไปเจรจา
ผมเห็นว่า ๒ ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่ไม่ขยายปมความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น จึงเสนอเพียงแค่ ๒ ประเด็น หลังจากนั้นก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการนําเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน ๒ ประเด็นของพวกผมออกมาต่อต้านแล้วก็คัดค้าน บอกว่าพวกผมที่เสนอ ๒ ประเด็นนี้ เปึนการเสนอเพื่อประโยชน์ของพวกเรานักการเมือง เปึนการสนองต่อคนเพียงไม่กี่คน เปึนการสนองต่อความต้องการของบุคคลเพียงไม่กี่บุคคลของพรรคการเมืองไม่กี่พรรค ก็ต้องบอกกับท่านประธานครับ พวกผมไม่เคยเห็นประโยชน์ของส่วนตัวมาก่อนประโยชน์ ส่วนรวม การแก้ไขใน ๒ ประเด็นนี้เปึนการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประเทศทั้งสิ้น ถามว่า ถ้าพวกผมจะแก้ไขเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของพวกผม คณะกรรมการสมานฉันท์ได้เสนอ ช่องทางมาแล้วทั้งสิ้น ๖ ช่องทางด้วยกัน ถ้าหากว่าจะแก้ไขเพื่อช่วยพวกพ้อง แก้ไข เพื่อพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรค ทําไมพวกผมไม่หยิบมาตรา ๒๓๗ ซึ่งเกี่ยวเนื่อง กับพรรคของพวกผมโดยตรง ๑๐๙ คน โดนตัดสิทธิทางการเมือง ติดคุกทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทําความผิด ถ้าจะแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองเพื่อพรรคพวก ผมก็เสนอประเด็น มาตรา ๒๓๗ เข้ามาสิครับ หรือถ้าจะแสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเอง กรรมการสมานฉันท์เขาก็สรุปออกมาแล้วในมาตรา ๒๖๕ กับ มาตรา ๒๖๖ ว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรสามารถไปดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในมาตรา ๒๖๕ กับมาตรา ๒๖๖ เรื่องการก้าวก่ายอํานาจหน้าที่ของทางข้าราชการ ผมก็ยกประเด็นนี้สิครับ พวกผมในฐานะนักการเมืองมีโอกาสไปดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีโอกาสไปเปึนที่ปรึกษารัฐมนตรี มีโอกาสไปเปึนเลขานุการรัฐมนตรี ทําไมพวกผมไม่เสนอ ประเด็นเหล่านี้ล่ะครับ จึงชี้ให้เห็นว่าการเสนอแก้ไข ๒ มาตราของพวกผมไม่ได้เปึนการเสนอ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวพวกผม แต่เปึนการเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาและเปึนการทําให้ ประเทศนี้ได้ประโยชน์ ในมาตรา ๑๙๐ อย่างที่ผมได้กราบเรียนผมเสนอแก้ไขข้อความ ในวรรคห้าของรัฐธรรมนูญ ให้มีการเพิ่มเติมกําหนดให้ชัดเจนว่ากรอบการเจรจา หรือการเจรจาอย่างไรบ้างที่จะต้องผ่านสภาแห่งนี้ ทุกวันนี้ท่านคงจะเห็นท่านรัฐมนตรีกษิต นั่งอยู่ที่นี่ ท่านเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนานาประเทศ ถ้าได้รับความเดือดร้อนแล้วก็เห็นว่าจําเปึน ที่จะต้องแก้ไขมาตรานี้ จะต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าสัญญาประเภทไหนบ้าง กรอบการเจรจา ประเภทไหนบ้างที่จะต้องผ่านรัฐสภาในการที่จะนําไปเจรจา เพราะว่าทุกวันนี้ทุกกรอบ ทุกเรื่องจะต้องนําเข้าสู่รัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนที่จะไปเจรจา เปึนการทําให้กระบวนการทางฝ์ายบริหารเนิ่นช้าออกไป แล้วก็ล่วงเลยออกไปจนบางครั้ง การรอความเห็นชอบจากรัฐสภาไม่สามารถที่จะไปทําสัญญาได้ทันกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงทําให้ประเทศเสียประโยชน์ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าแก้ไขเพื่อให้รัฐบาล ได้ประโยชน์ ผมเรียนกับท่านประธานครับ ไม่มีใครหรอกครับที่จะเปึนรัฐบาลตลอดชาติ แล้วก็ไม่มีใครหรอกครับที่จะเปึนฝ์ายค้านตลอดชาติเหมือนกัน สลับกันเปึนทั้งฝ์ายค้าน ทั้งฝ์ายรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลได้ประโยชน์ แต่เปึนประเทศได้ประโยชน์ แต่เปึนประชาชน ได้ประโยชน์ครับ ถ้าหากว่าไปเจรจาได้เร็ว มีกําหนดกรอบชัดเจน สามารถที่จะไปเจรจา กับต่างประเทศได้เร็ว ประชาชนทั้งประเทศก็ได้ประโยชน์จากการบริหารงานของรัฐบาล อยู่แล้ว นี่จึงเปึนประเด็นที่ผมเสนอแก้ไขในมาตรา ๑๙๐
ทีนี้มาในประเด็นของเขตเลือกตั้งที่พวกผม ๑๐๒ ท่าน เสนอให้แก้จาก เขตใหญ่เรียงเบอร์ที่เปึนอยู่ในปัจจุบันเปึนเขตเล็กเบอร์เดียว ก็มองกันอีกครับว่า พรรคพวกผม กลุ่มของพวกผมเสนอแล้วพวกผมได้ประโยชน์ เปึนประโยชน์ของ พรรคการเมืองบางพรรค ผมก็ต้องบอกครับว่าไม่ใช่ ส่วนตัวของผมถามว่าอย่างไร มันจะได้ประโยชน์กว่ากัน ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเปึนเขตเลือกตั้งเขตเล็กหรือเขตใหญ่ ความคิดเห็นของพี่น้องสมาชิกแตกต่างกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าเขตเล็ก หรือเขตใหญ่ประชนได้ประโยชน์มากกว่ากัน เราต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งแบบเขตเล็ก เบอร์เดียวจุดเริ่มต้นมาจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งพวกเรายอมรับกันว่าเปึนรัฐธรรมนูญ ที่มาจากประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทําประชาพิจารณ์จากพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ แล้วเห็นพ้องต้องกันว่าการเลือกตั้งแบบเขตเล็กเบอร์เดียวเปึนประโยชน์ และประชาชนได้ประโยชน์มากกว่าเขตใหญ่เรียงเบอร์ การเข้าถึงตัว ส.ส. การเข้าถึง ประชาชน การติดต่อ ๒ ทาง ระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับประชาชนทําได้ง่ายกว่าเขตใหญ่ ท่านประธานต้อง ยอมรับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในชนบทกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเมืองหลวง หรือกรุงเทพมหานครมีความแตกต่างกัน คนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเมืองหลวง กับชนบทเขามีวิธีการเลือกที่แตกต่างกันครับ คนเมืองหลวงนี้เขามีความเพียบพร้อม ในสาธารณประโยชน์เพียบพร้อมหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเขาเลือกตัวแทนของเขาเข้าไป เพื่อที่จะไปทําหน้าที่ในฝ์ายนิติบัญญัติ เพื่อทําหน้าที่ในการที่จะตรากฎหมาย ขณะเดียวกัน ตรงข้ามในชนบท การมองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแตกต่างกัน นอกจากที่จะเลือกให้ไป ทําหน้าที่ในฝ์ายนิติบัญญัติแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนเหมือนกับทุกอย่าง เปึนเหมือนกับแก้วสารพัดนึกของเขาครับ เขามีปัญหาเดือดร้อนตรงไหนแทนที่จะไปหา หน่วยงานราชการ ไม่ครับ เขาเดินหน้ามุ่งตรงมาที่ ส.ส. เขาเดินหน้ามุ่งตรงมาที่ตัวแทน ของพวกเขาในการที่จะแก้ทางออก ในการที่จะหาทางออกและแก้ปัญหาให้กับพวกเขา นี่คือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับป้ ๒๕๔๐ คือทําให้ประชาชน กับตัวแทนได้มีโอกาสสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น เขตเล็กลงการเข้าถึงประชาชนของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรก็สามารถที่จะทําได้ง่าย พี่น้องประชาชนมีปัญหาจะเดินทางมาหา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเปึนเขตเล็กไม่กี่อําเภอ ๓-๔ อําเภอ เขาก็สามารถที่จะ เดินทางมาหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ง่าย นี่จึงเปึนเหตุผลครับ แล้วผมคิดว่าเปึน เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับป้ ๒๕๔๐ มากไปกว่านั้น การได้มาของ ส.ส. ในเขตใหญ่ หรือการจะแจ้งเกิดของผู้สมัครที่มีความตั้งใจที่จะมาทํา หน้าที่เปึนตัวแทนให้กับพี่น้องประชาชนในเขตใหญ่นี้ คนใหม่คนที่จะแจ้งเกิดทําได้ยาก เหลือเกินครับ เพราะว่าเขตเลือกตั้งใหญ่มหาศาล เวลาการเลือกตั้งหลังจากยุบสภา มีเพียงไม่กี่วัน เวลาการเลือกตั้งหลังจากที่สภาหมดวาระไปมีไม่กี่วัน คนใหม่จะไปอาสาตัว กับประชาชนไม่สามารถที่จะทําได้ทั่วถึงในเวลาอันสั้น เพราะฉะนั้นพวกผมจึงเห็นว่า มาตรา ๙๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับป้ ๒๕๕๐ จึงสมควรที่จะต้อง แก้ไขเพื่อให้ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเกิดมากขึ้น นี่คือ ๒ ประเด็นในมาตรา ๑๙๐ แล้วก็มาตรา ๙๔ ที่พวกผมนําเสนอต่อรัฐสภา แล้วให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในวันนี้ ผมขอบพระคุณทางท่านประธานที่ท่านได้กรุณาให้มีการพิจารณาเรื่องของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยในวันนี้ ผมไม่คาดหวังหรอกว่าร่างกฎหมายของพวกผม ๑๐๒ ท่าน จะผ่านความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้ แต่พวกผมตั้งใจที่สะท้อนแล้วก็แสดงให้เห็นถึง เจตนารมณ์ว่าที่พวกผมเสนอแก้ไขใน ๒ มาตรา ใน ๒ ประเด็นไม่ได้เปึนการแก้ไขเพื่อ ตัวเองแต่ทั้งสิ้นล้วนแล้วแต่เปึนการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชน ขอบพระคุณครับ