รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการเปิดเสรีการค้าบริการในอาเซียน โดยเฉพาะการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนที่มีประชากร 600 ล้านคน และการเปิดเสรีสาขาการแพทย์ โดยเฉพาะการอนุญาตให้แพทย์จากประเทศอื่น ๆ มีสิทธิประกอบวิชาชีพในประเทศไทย

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับพิธีสารอนุวัติข้อผูกพัน ชุดที่ ๘ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ ของอาเซียน วัตถุประสงค์เพื่อเป่ดตลาดการค้าบริการระหว่างกันภายในกลุ่มอาเซียน ให้มากกว่าความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการหรือแกต (GAT) ของดับบลิวทีโอ (WTO) เพิ่มประเภทบริการ และลดข้อจํากัดการให้บริการ มันก็เปึนไปตามที่สมาชิก รัฐสภาหลายท่านก็ได้อภิปรายไว้แล้ว ผมคงไม่ต้องไปพูดซ้ําให้เสียเวลา แต่ว่าขอย้อนกลับ ไปนิดหนึ่งว่าโดยหลัก ๆ แล้วมันเพิ่มโอกาสให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาลการรวมตัว เปึนประชาคมอาเซียนจะช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพราะว่าตรงนั้น พลเมืองเราจะเพิ่มขึ้นมาเปึน ๖๐๐ ล้านคน ทัดเทียมกับอียู ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน ประเทศอินเดีย แล้วตลาดมันจะมีขนาดใหญ่และกว้างขึ้น ทั้งอาเซียนและคู่ค้า เกิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ แล้วก็โอกาสการทํางานของคนในประเทศ ทั้งหมดนี้ คือประโยชน์ ในเรื่องของการค้าบริการในการที่จะเพิ่มขึ้น ในกรอบการเป่ดเสรีการลงทุน ภาคบริการของอาเซียนในคราวนี้เพิ่มเปึน ๑๒ สาขา จาก ๑๐ สาขา แล้วก็ใน ๔ สาขา ที่เรามีความจําเปึนจะต้องอนุญาตสัดส่วนการถือหุ้นให้เพิ่มเปึน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ในป้ ๒๕๕๓ ในสาขาโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ สุขภาพ ท่องเที่ยว ส่วนขนส่งทางอากาศ ในสาขาที่ ๔ นี้จะขยายไปเปึนป้ ๒๕๕๖ ส่วนโลจิสติกส์ และบริการอื่น ๆ จะเพิ่ม ในป้ ๒๕๕๘ ผมจะขออภิปรายในที่นี้ในสาขาเดียวคือสาขาสุขภาพ ท่านประธานครับ เอ็มอาร์เอ (MRA) หรือข้อตกลงร่วมของบริการทางการแพทย์เปึนเรื่องที่เราเพิ่งจะเซ็นไป หลังจากที่ผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ตรงนี้ก็เปึนกรอบกว้าง ๆ ซึ่งเอ็มอาร์เอมีผลทําให้ แพทย์ที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนดสามารถจดทะเบียนหรือขอรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพแพทย์ในประเทศอาเซียนอื่น ๆ ได้ โดยต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในของ ประเทศนั้น ๆ ท่านประธานตรงนี้มันมีความหมายมากว่าเมื่อเราเซ็นกรอบข้อตกลง เอ็มอาร์เอไปแล้ว ต่อไปก็ขึ้นกับแพทยสภาของแต่ละประเทศจะไปกําหนดคุณสมบัติ ที่จะยอมรับคนที่เข้ามาสู่ระบบทางการแพทย์ของประเทศนั้น ๆ เพียงแต่ถ้าหากว่า ถึงที่สุดแล้ว เมื่อเราเป่ดเสรีเต็มที่แล้วตรงนี้จะต้องไม่มีข้อจํากัดนะครับ ปัญหาก็คือว่าแพทย์ที่มีใบอนุญาต และมีประสบการณ์สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในประเทศอื่น ๆ ได้สะดวกขึ้น แล้วก็ขั้นตอนการตรวจสอบรับรองวุฒิการศึกษาหรือความรู้ทางวิชาชีพในประเทศไทย ก็ต้องผ่านการสอบเพื่อได้ใบอนุญาตจากแพทยสภา ทีนี้ผมจะลงมาที่ประเทศไทย ประเทศไทยนี่หน่วยงานที่คุมเข้มเรื่องของการจดทะเบียนผู้มีสิทธิหรืออนุญาตแพทย์ ที่มีสิทธิมาทําการรักษาในประเทศจะมีความเข้มงวดค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นโอกาส ที่เราจะเปึนห่วงว่าเราจะมีแพทย์ที่คุณสมบัติด้อย ๆ จากประเทศบางประเทศที่เปึน กลุ่มประเทศที่มีความเจริญน้อยกว่าประเทศที่อยู่แถวหน้า ๆ นะครับในประเทศที่อยู่ แถวหน้า ๆ อาจจะมีประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียแล้วก็ประเทศไทย พวกนี้หากเป่ด เสรีทางการค้าและบริการเมื่อใดก็ตาม สาขาใดก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่อยู่แถวหน้า จะค่อนข้างได้เปรียบ ซึ่งตรงนี้อาจจะรวมถึงประเทศเวียดนามซึ่งกําลังตามมาติด ๆ แต่ว่า ประเทศเล็ก ประเทศที่เศรษฐกิจยังไม่เจริญมากไม่ว่าจะเปึนประเทศลาวหรือประเทศกัมพูชา ตรงนี้เขาอาจจะมีความเจริญในบางด้าน แต่ว่าอาจจะไม่ได้เปึนผู้นําทางด้านเศรษฐกิจ แต่ว่าทางการแพทย์แล้วมันจะมีความแตกต่างกันระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจดีกับ ประเทศที่มีเศรษฐกิจไม่ดีเท่า อันนี้เรามีตัวอย่างศึกษาจากทั่วโลกนะครับ ยกตัวอย่าง เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการเคลื่อนย้ายแพทย์จากประเทศแคนาดาไปประเทศ สหรัฐอเมริกาที่มีเศรษฐกิจดีกว่า ในยุโรปก็เช่นเดียวกันแม้จะเข้ารวมอยู่ในอียูแต่ก็ยังมี ความแตกต่างทางเศรษฐกิจก็ยังมีสมองไหล ก็คือสมองไหลจากประเทศที่เศรษฐกิจน้อย ไปหาเงินในประเทศที่เศรษฐกิจดีกว่า ซึ่งจะได้เงินและค่าตอบแทนมากกว่า ตรงนี้ ก็เช่นเดียวกันในประเทศไทยถ้าหากคิดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยดี แน่นอนครับ มันก็จะดึงดูดแพทย์จากประเทศที่เศรษฐกิจไม่ดีเข้ามาหาเรา การแข่งขันเราก็ไม่เปึนรองใคร แต่ผมหมายถึงในภาคเอกชนเท่านั้น ในภาคเอกชนเรามีโรงพยาบาลที่อยู่ในระดับ แนวหน้าผมยกตัวอย่าง เช่น โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาล กรุงเทพแล้วก็หลาย ๆ โรงพยาบาลที่ไม่ได้เอ่ยชื่อในที่นี้ แต่ว่าโรงพยาบาลเหล่านี้ มีศักยภาพในการแข่งขันแล้วก็ไม่แพ้ใครในอาเซียน โรงพยาบาล เหล่านี้เมื่อเราเป่ดเสรี แน่นอนครับ เขาก็จะหาโอกาสที่จะไปลงทุนในประเทศที่เศรษฐกิจไม่ดี การลงทุนไปเป่ด โรงพยาบาลในประเทศเหล่านั้น แน่นอนครับ ป้ ๒๕๕๓ เป่ดโอกาสให้ลงทุนได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็เปึนสิ่งที่จูงใจแล้วก็ท้าทาย เพราะว่าในกลุ่มประเทศเหล่านั้น ประเทศกัมพูชาหรือประเทศลาวก็ตามก็ยังมีกลุ่มที่สามารถที่จะจ่ายเงินซื้อบริการ ทางการแพทย์ได้จํานวนหนึ่ง ซึ่งมากพอสมควรที่จะสามารถไปเป่ดโรงพยาบาลรักษา แบบเอกชนขึ้นในประเทศเหล่านั้นได้ปัญหาก็คือว่าการเป่ดสถานพยาบาลหรือ โรงพยาบาลขึ้นในประเทศเหล่านั้น เราก็ไม่ทราบว่าจะมีโรงพยาบาลที่ไปลงทุนมากน้อย แค่ไหน แต่ว่าแน่นอนครับต้องนําแพทย์ไปด้วยผมเองเคยพบกับแพทย์ที่ทํางานพาร์ท ไทม์ (Part time) อยู่โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ก็ไปออกโอพีดี (OPD) ที่จังหวัดเสียมราฐหรือเสียมเรียบทุกสัปดาห์ ตรงนี้มันก็เปึนส่วนหนึ่งที่คล้าย ๆ สมองไหล แต่ว่าแน่นอนครับเขายังทํางานปกติอยู่ในเมืองไทย แต่ว่าปกติแล้วเขาน่าจะทํางานสนองนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือว่าเรามีความขาดแคลนแพทย์จํานวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในโรงพยาบาลชุมชน ในโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก ๆ ๕๙๐ แห่ง มีแพทย์ เพียง ๓,๐๖๕ คน เมื่อประมาณ ๒ ป้ที่แล้ว ส่วนใหญ่เปึนแพทย์ใช้ทุนป้ ๒ และป้ ๓ รวมประมาณ ๒,๕๐๐ คน บางแห่งไม่มีผู้อํานวยการต้องใช้โรงพยาบาลข้างเคียงมาช่วย มีแพทย์แห่งละ ๑-๕ คน ดูแลประชาชน ๒๗ ล้านคน ตรวจโอพีดีวันละ ๘๐-๒๐๐ คน คิดเปึน ๙๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เกินมาตรฐานที่ ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นี่พูดถึงในสถานะ ปกตินะครับ แล้วก็ต่อไปการผลิตแพทย์ของเราถึงแม้ว่าจะผลิตได้มากขึ้นแต่ครึ่งหนึ่ง จะหายไป กลับไปเรียนเฉพาะทางเพื่อกลับมาเปึนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ปัญหาของ เมืองไทยก็คือว่าขณะที่เราขาดแคลนแพทย์ เราเน้นแพทย์ที่ทํางานเชิงปริมาณแต่ว่า ในเชิงคุณภาพเราก็ต้องการด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อแพทย์ที่ทํางานทางด้านบริการ ที่ทํางาน ในเชิงปริมาณ กลับไปเปึนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาต่าง ๆ แล้ว การที่จะให้แพทย์ รองรับการทํางานในเชิงปริมาณก็ย่อมหายไป เพราะฉะนั้นปัญหาโรงพยาบาลแออัดคับคั่ง ในโรงพยาบาลศูนย์หลาย ๆ แห่งมีคําพูดว่าเหมือนนรก เวลาที่ผู้ป์วยไปรอตรวจ มีความคับคั่งและแออัดเหมือนนรก ตรงนี้ผมไม่ได้โทษกระทรวงสาธารณสุข แต่ปัญหา ก็คือว่าในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของเราก็คือรักษาฟรี รักษาฟรีทุกคนนะครับ เมื่อเราขาดแคลนแพทย์ ขาดแคลนบุคลากรอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้พูดในที่นี้ ปัญหาที่ กําลังจะเกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือเราขาดงบประมาณ เมื่อเดือนที่แล้วผมตั้งกระทู้ถาม ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้แค่ไตรมาส ๓ โรงพยาบาล ที่สถานะทางการเงินมีปัญหามีจํานวนถึง ๒๕๔ โรงพยาบาล ใน ๒๕๔ โรงพยาบาล เปึนโรงพยาบาลศูนย์ ๕ โรงพยาบาล เปึนโรงพยาบาลทั่วไป ๑๕ โรงพยาบาล สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าโรงพยาบาลไม่มีเงิน ค้างค่ายา ไม่มีเงินไปซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ครุภัณฑ์ ทางการแพทย์เปึนสิ่งจําเปึน ในขณะที่การฟัองร้องแพทย์มีจํานวนและปริมาณที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นแพทย์ต้องทํางานในลักษณะที่เขาเรียกว่าดีเฟนซีฟ เมดิซิน (Defensive medicine) การตรวจแลบ (Lab) การเอกซเรย์ การตรวจคอมพิวเตอร์ อาจจะต้องสั่งทําเลยโดยไม่ต้องรอ ตามทฤษฎีเหมือนสมัยก่อน เพราะว่าถ้าไม่ทําเกิดมีปัญหาก็จะถูกฟัอง เพราะฉะนั้นการ ขาดแคลนเครื่องมือแบบนี้มันกําลังจะเกิดขึ้นแม้กระทั่งยา ยาที่มีความสําคัญ ยาที่มี คุณภาพหลาย ๆ อย่าง ถ้าหากว่ามีลิขสิทธิ์ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากว่าลิขสิทธิ์หมดก็ต้อง สั่งเฉพาะยาที่ผลิตในประเทศ แน่นอนครับโรงงานที่ผลิตต้องได้จีเอ็มอี (GME) แต่ว่า ความเชื่อใจ ความเชื่อมั่นของผู้ป์วยบางครั้งยังยึดติดอยู่กับยาที่นําเข้าจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ายาที่จําเปึน ยาที่มีตัวทดแทนก็จะไม่ได้ ฉะนั้นผู้ป์วยก็จะหนีไปหา โรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลของกองทัพในขณะนี้ ซึ่งต่อไปงบสวัสดิการรักษาพยาบาล ข้าราชการซึ่งจะต้องมากกว่า ๖๒,๐๐๐ ล้านบาทในป้ ๒๕๕๓ ก็จะสร้างปัญหาให้กับ กรมบัญชีกลางซึ่งจะต้องลงมาควบคุมค่ารักษาพยาบาล จะยิ่งทําให้ผู้ป์วยไม่มีทางเลือก นอกจากไปสู่โรงพยาบาลเอกชน เมื่อผู้ป์วยไปสู่โรงพยาบาลเอกชนมากขึ้นก็จะเหลือ ผู้ป์วยที่ไม่มีทางเลือกเพราะว่าโรงพยาบาลเอกชนก็จะดึงแพทย์ที่มีฝ้มือไปมากขึ้น แล้วถ้าเกิดไปตั้งสาขาในต่างประเทศแล้วนําแพทย์ที่มีคุณภาพตามไป ที่เหลือก็จะดึงมา จากแพทย์ของโรงพยาบาลศูนย์ของกระทรวงสาธารณสุข แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ ของกระทรวงสาธารณสุขขาดแคลนก็จะดึงไปจากโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลทั่วไป ก็จะดึงมาจากโรงพยาบาลชุมชนเพราะการผลิตผู้เชี่ยวชาญผลิตไม่ทันกับความต้องการ ถ้าหากว่ายังเปึนอยู่อย่างนี้ งบประมาณยังเปึนอยู่อย่างนี้ แพทย์จะทํางานอยู่ภายใต้ ความเครียดแล้วก็ความวิตกกังวล แล้วถ้าหากว่ามีช่องทางที่เขาเลือกไปได้เขาก็จะไป ทําไมเขาจะต้องอยู่ ในกฎหมายที่เกี่ยวกับแพทย์ ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ หรือพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มีเรื่องเกี่ยวกับการฟัองร้องแพทย์ ทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นแพทย์จะทํางานอยู่ภายใต้ความกดดัน ขณะนี้มันมีความรู้สึก เหมือนกับว่าแพทย์เราทําผิดไม่ได้ คนไข้จะเสียชีวิตไม่ได้ คนไข้รักษาต้องหาย ไม่หาย ก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราขาดแคลนเครื่องมือ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ แล้วหนําซ้ําถ้าหากว่าโชคดีเกิดพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้รับบริการสาธารณสุข ออกมาจะยิ่งทําให้การฟัองร้องมากขึ้น ความกังวลของแพทย์ ความเครียดของแพทย์ ก็จะมากขึ้นตาม สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี ผมก็ขอเรียนผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งก็ไม่ทราบว่านั่งฟังอยู่หรือเปล่าว่าในกรณีอย่างนี้ท่านนึกถึง แต่ประชาชน ประชาชนได้รับบริการที่ดีต้องมีคุณภาพรักษาต้องหายต้องไม่ตาย แต่ท่านจะต้องนึกถึงผู้ให้บริการด้วย เขามีชีวิต เขามีจิตใจ เขามีความรู้สึกนึกคิด เขามีความเครียด ท่านต้องดูแลเขา คนเราทํางานมันต้องมีเวลาที่เหมาะสม มันต้องมี เวลาพักผ่อน มันต้องมีเวลาที่จะอยู่กับครอบครัว ถ้าหากว่าทํางานแล้วไม่มีเวลาว่าง เหลืออยู่ผมคิดว่าเขาก็ต้องหาทางเลือกวิธีอื่น มีแพทย์มากมายหนีไปทําอาชีพอื่น ไปขายแอมเวย์ก็มี ไปขายประกันก็มี มันไม่ใช่สิ่งที่รัฐลงทุนแล้วจะให้มันเปึนอย่างนั้น รัฐลงทุนมากมายนะครับ ลงทุนต่อแพทย์ป้หนึ่งมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อป้ แล้วก็สถาบันที่ผลิตแพทย์มี ๑๖-๑๗ สถาบันในขณะนี้ไม่พอหรอกครับ เพราะว่า แพทย์ที่เหลือจะวิ่งไปเปึนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแล้วก็เลือกสาขาที่ไม่ต้องอยู่เวร เพราะฉะนั้นคนที่อยู่เวรที่ต้องทํางานหนัก ๆ แพทย์ศัลยกรรม แพทย์อายุรกรรม แพทย์สูติกรรม ไม่มีคนเรียน เพราะฉะนั้นคนที่ยังอยู่ในระบบก็จะทํางาน เขาเรียกว่า รับเละ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมฝากท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรีนะครับว่าถ้าหาก จําเปึนจะต้องเป่ดเสรีทางการบริการทางการแพทย์ ซึ่งขณะนี้ก็เปึนเรื่องที่จะต้องทํา ผมเห็นด้วยในหลักการกว้าง ๆ แต่ท่านจะต้องพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องพูดคุยกับ แพทยสภา แพทยสมาคม แล้วก็กระทรวงสาธารณสุข คํานึงถึงผลได้ผลเสีย ผลดี ที่จะเกิดขึ้น แล้วก็ปัญหาที่จะตามมา แล้วก็ยึดหลักการว่าเราจะต้องมีแพทย์ที่เพียงพอ ให้บริการแก่ผู้ป์วยในประเทศก่อนที่จะนึกถึงผู้ป์วยที่มาจากต่างประเทศ การที่แพทย์ คนหนึ่งรักษาผู้ป์วยที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งจะทะลักมาหลังจากเราเป่ดเสรีแล้วก็จะทําให้ แพทย์ส่วนที่รักษาผู้ป์วยในประเทศเสียเวลาไปกับผู้ป์วยที่อยู่ต่างประเทศ ได้เงินครับ แต่ว่าเวลาที่จะให้กับประชาชนของเราเองก็ลดลง ผมคิดว่าตรงนี้ท่านต้องชั่งน้ําหนักให้ดี ผมฝากไว้ ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าการตกลงปรึกษาหารือมันจะต้องได้ข้อยุติที่ เปึนประโยชน์ต่อทุกฝ์าย แล้วที่สําคัญที่สุดเปึนประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย ๖๓ ล้านคนเศษ ขอบคุณครับ