รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการประชุมสมัชชาภาคี อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยแสดงความเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจกับรัฐสภาเท่าที่ควร และเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายในการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้พันธุกรรม รวมถึงการปรึกษาหารือกับส่วนของรัฐสภาก่อนการประชุมครั้งต่อไป และการออกกฎกระทรวงเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองใคร่ขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการประชุมสมัชชาภาคี อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ ๑๐ ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะคะ สิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตก็คือว่าการประชุมครั้งนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๘-๒๙ ตุลาคม แต่ปรากฏว่าเรื่องที่ท่านขออนุมัติกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาในวันนี้คือวันที่ ๒๖ ซึ่งอันนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเองไม่ได้ให้ความสนใจกับรัฐสภาเท่าที่ควร คืออาศัยรัฐสภา เปึนเพียงตราประทับเท่านั้นเองนะคะ ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันหวังว่าครั้งต่อไปจะไม่เกิดเหตุการณ์ เช่นนี้อีก เพราะสิ่งนี้ดิฉันคิดว่ามีความสําคัญที่ควรจะต้องมีการปรึกษาหารือกับส่วน ของรัฐสภาก่อนเวลาที่จะเกิดการประชุมขึ้นนะคะ
ประเด็นถัดมาดิฉันคิดว่าการเจรจาเรื่องนี้เปึนเรื่องที่สืบเนื่องจากการที่เรา ได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเมื่อป้ ๒๕๔๗ โดยประมาณ ซึ่งท่านสุมลก็ได้มีการกล่าวถึงไปแล้ว
ประเด็นในเรื่องของการประชุมครั้งนี้ก็คือการกําหนดพิธีสารว่าด้วย การเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งอันนี้เปึนการประชุมในลักษณะที่เปึนพหุภาคี ไม่ใช่ทวิภาคีนะคะ แต่ปรากฏว่าในกระบวนการที่ทางรัฐบาลเองได้จัดการประชุมเพื่อที่จะ เตรียมการในการไปประชุมในครั้งนี้เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายนนั้น ปรากฏว่าไม่ได้มีการเชิญ กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่มีการทํางานเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มของทาง สกว. ซึ่งเปึนกลุ่มที่ศึกษาเรื่องนี้มาโดยตรง คือโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ว่าด้วย ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่ง สกว. เปึนผู้ที่ทํางานศึกษาในเรื่องนี้มาโดยตรง แต่ปรากฏว่าไม่มีการเชิญกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาร่วมเลย หรือแม้แต่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเปึน ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการประชุมในเรื่องนี้ ก็ไม่ได้มีการดึงให้เข้ามามีส่วนร่วม สิ่งที่เราจะเห็นก็คือว่าเอกสารที่ทางรัฐบาลเสนอต่อสภานั้นเปึนเพียงกรอบการเจรจา กว้าง ๆ ระบุถึงว่าการเจรจาจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ เรื่องสิทธิชุมชน แล้วก็ จะต้องสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ป้ ๒๕๔๒ แต่ปรากฏว่าไม่มีการทํา รายละเอียดว่าในแง่ของการเจรจาในครั้งนี้รัฐบาลมียุทธศาสตร์ในการเจรจาว่าด้วย เรื่องอะไรบ้าง สิ่งนี้เปึนสิ่งที่ดิฉันคิดว่าเปึนการทํางานค่อนข้างจะลวก ๆ โดยที่ไม่ได้ให้ ความสนใจกับประเด็นรายละเอียดเท่าที่ควร ดิฉันคิดว่าก่อนที่จะมีการไปเจรจานั้น รัฐบาลควรที่จะมีการเชิญกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งชุมชุนต่าง ๆ ซึ่งเปึนเจ้าของ พันธุกรรมทั้งหลายเข้ามาปรึกษาหารือเพื่อที่จะกําหนดกรอบการเจรจาที่มีความชัดเจน มากกว่านี้ ไม่ใช่พูดแต่เพียงแค่หลักการ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่บอกว่า ต้องรับรองพิธีสารเพื่อจะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนสิ่งแวดล้อมอะไรนี้ ดิฉันคิดว่า เปึนสิ่งที่ดูแล้วไม่ค่อยจะเปึนสาระสําคัญเท่าไร เปึนเรื่องที่ดิฉันคิดว่าไม่สมควรจะเอา เรื่องกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกมาเปึนข้ออ้างสําหรับที่เราจะไปตกลงเรื่องรับรองพิธีสารอันนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลเองควรจะต้องพิจารณาก็คือว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งออกมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ โดยเฉพาะในหมวด ๔ และหมวด ๕ ที่ว่าด้วยการคุ้มครอง พันธุ์พืชท้องถิ่นกับพันธุ์พืชป์านะคะ หมวด ๔ ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมือง เฉพาะถิ่น แล้วก็หมวด ๕ ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป์านั้น บัดนี้ผ่านมาแล้ว ๑๑ ป้ ปรากฏว่ายังไม่มีกฎกระทรวงระบุการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ลงรายละเอียดเลย ซึ่งดิฉันคิดว่าเมื่อเราจะไปเจรจาลงนามในพิธีสารร่วมกันเราควรจะมีกฎหมาย ภายในประเทศของเราในการที่จะระบุรายละเอียดว่าการเข้าถึงพันธุกรรมในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลเองก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าประเทศไทยนั้นเปึนประเทศที่มีพันธุกรรมมาก มีถึงร้อยละ ๗-๑๐ ของโลก แล้วที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าการเข้ามาแย่งชิงฉกฉวยเอา ประโยชน์จากพันธุกรรมนั้นเกิดขึ้นอย่างมากมายในอดีตที่ผ่านมา เมื่อเราได้ลงนาม ในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพนั้นในด้านหนึ่งก็เปึนเกราะปัองกัน แต่ว่าเราจําเปึนจะต้องมีกฎหมายภายในประเทศของเราที่ลงรายละเอียดถึงเรื่องของ การที่ปัองกันการเข้าถึงโดยที่เปึนการใช้ประโยชน์และไม่แบ่งปันผลประโยชน์ให้กับ ประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ปรากฏว่ากฎหมายพันธุ์พืชออกมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ แต่ยังไม่เคย ออกกฎกระทรวงในเรื่องนี้เลย ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่า ถึงแม้วันนี้ท่านรัฐมนตรีที่มานั่งประชุมจะเปึนรัฐมนตรีของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่กฎหมายพันธุ์พืชนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทําให้ เกิดการผลักดันให้มีการออกกฎกระทรวงเรื่องนี้ได้อย่างไร
อีกประการหนึ่ง ในกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชนั้นก็ระบุเฉพาะเรื่อง ของพืชเท่านั้น ในขณะที่ดิฉันคิดว่าความหลากหลายทางชีวภาพนั้นถ้า เราตีความ ตามความหมายของคําว่าสมุนไพรนั้น ไม่ได้รวมเฉพาะแค่เรื่องพืชอย่างเดียว แต่รวม ไปถึงสัตว์ รวมไปถึงแร่ธาตุต่าง ๆ ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่ากฎหมายเท่าที่มีอยู่ในเวลานี้ ไม่ครอบคลุมความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเทศไทยเปึนเจ้าของอยู่ ซึ่งสิ่งนี้ ดิฉันคิดว่าทางรัฐมนตรีควรจะต้องไปพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบว่าจะมีการผลักดัน กฎหมายที่จะให้มีการครอบคลุมความหมายเหล่านี้ได้อย่างไรและควรจะรีบเร่งไปออก กฎกระทรวงให้มีการลงรายละเอียดว่าการแบ่งปันเรื่องผลประโยชน์นั้นจะเปึนรูปธรรม ขึ้นมาได้อย่างไร
อีกประการหนึ่ง เนื่องจากว่าการเจรจาพิธีสารในคราวนี้ไม่ใช่เรื่องทวิภาคี เปึนเรื่องของพหุภาคี ซึ่งในกลุ่มพหุภาคีนั้นในระดับโลกเขารวมกัน ๑๐ ประเทศที่ใช้ชื่อว่า เมกะ ไบโอไดเวอร์ซิตี้ คันทรี (Mega biodiversity country) แล้วก็ปรากฏว่าประเทศ ในอาเซียนมีอยู่ถึง ๓ ประเทศที่เข้าไปร่วมอยู่ด้วย คือประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟ่ลิปป่นส์ และประเทศมาเลเซีย ซึ่งประเทศมาเลเซียและประเทศฟ่ลิปป่นส์นั้นมีความหลากหลาย ทางพันธุกรรมน้อยกว่าประเทศไทยอีก แต่เขาก็ไปเข้าร่วมกับกลุ่มประเทศเหล่านี้เพื่อว่า จะทําให้ตัวเองมีเสียงดังขึ้นในการต่อรองเรื่องของผลประโยชน์เพราะว่าประเทศอุตสาหกรรม ที่ใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมนั้นเขาก็จะเล่นแง่ในการที่จะทําให้เราไม่สามารถที่จะได้รับ ผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการแบ่งปัน เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยดําเนินการไป โดยลําพังนั้น เสียงของเรา ๑ เสียงในท่ามกลาง ๑๐๐ กว่าประเทศนั้นแทบจะไม่มี ความหมายนะคะ สิ่งที่เราควรทําคือเราควรจะไปร่วมกับกลุ่มประเทศซึ่งเปึนกลุ่มประเทศ ที่กําลังพัฒนาและมีความหลายหลายทางพันธุกรรมอย่างมหาศาลนั้นเพื่อทําให้เสียง ของเรามีความหมายมากขึ้น
อีกประการหนึ่ง ดิฉันคิดว่าในฐานะที่เปึนประเทศอาเซียน รัฐบาลไม่เคยทําให้ เกิดการประชุมในกลุ่มอาเซียนว่าในฐานะกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีความหลากหลาย ทางพันธุกรรมนั้นเราจะมียุทธศาสตร์อย่างไรในการที่จะกําหนดพื้นที่ กําหนดทิศทาง ในการเจรจาเหล่านี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนทําให้เห็นว่า รัฐบาลเพียงแต่ไปเจรจาโดยที่ไม่ได้มีการวางแผนอย่างแท้จริง ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันคิดว่า ท่านอาจจะมองเห็นว่าการเจรจาในครั้งนี้ก็อาจจะยังไม่ได้รับผลทีเดียว เพราะเนื่องจากว่า ประเทศทั้งหลายที่อยู่ในกลุ่มของประเทศที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมนั้น เขาต่อรองผลประโยชน์เต็มที่ ซึ่งถ้าหากเขาไม่ได้รับสิ่งที่เขาคิดว่าเปึนประโยชน์กับ ประเทศเขาเขาก็จะไม่รับรองพิธีสารนี้อย่างแน่นอน ซึ่งดิฉันคิดว่าอย่างไรก็ดีถึงแม้ว่า ทางรัฐบาลอาจจะทําเช่นนี้อยู่ตลอด ก็คือว่าส่งสิ่งที่มาให้สภารับรองในเวลาอันกระชั้นชิด และไม่มีรายละเอียด ทางรัฐบาลนั้นได้พิจารณา แต่ดิฉันหวังว่าอันนี้จะเปึนครั้งสุดท้ายที่ท่านจะทําเช่นนี้ ขอให้ครั้งต่อไปนั้นท่านทํา รายละเอียดให้มากขึ้นกว่านี้ อย่างไรก็ตามเมื่อหลังจากการลงนามในพิธีสารนี้ไม่ว่าจะได้ ลงนามหรือไม่ลงนามก็ตาม แต่อยากขอให้ทางรัฐบาลนั้นได้พิจารณาในเรื่องของ การทํากฎหมายภายในของเราที่จะสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพที่ได้เราได้รับรองไปแล้ว แล้วก็ออกกฎหมายภายในต่าง ๆ ให้ครอบคลุม เรื่องของพันธุกรรมของเรา เพื่อที่จะไม่ให้ประเทศของเรานั้นถูกเอาเปรียบและถูก เอาประโยชน์โดยที่เกิดช่องว่างของกฎหมายภายในประเทศของเราเอง ดิฉันก็ขอฝาก ข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะแต่เพียงเท่านี้ ขอขอบพระคุณค่ะ