อนุชา บูรพชัยศรี หารือเรื่องร่างกรอบการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟความเร็วสูงระหว่างไทยและจีน โดยเน้นความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างรางขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังพูดถึงการลงทุนในรถไฟความเร็วสูง และชี้ให้เห็นว่าควรศึกษาวิธีการลงทุนในประเทศอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และยังเน้นย้ำถึงประโยชน์ของรถไฟความเร็วสูงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เรากําลังพิจารณา เรื่องร่างกรอบการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างราชอาณาจักรไทย กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ผมก็เลยอยากจะขออนุญาตให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ นิดหนึ่งครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราพิจารณากันอยู่จะเน้นหลักไปในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับรถไฟความเร็วสูง ผมก็เลยอยากจะทําความเข้าใจว่าโดยความหมายของรถไฟ ความเร็วสูงแล้วนี่ ทั่วโลกเขาพิจารณาว่า กับรถไฟความเร็วสูง ผมก็เลยอยากจะทําความเข้าใจนะครับว่าโดยความหมายของ รถไฟความเร็วสูงแล้วทั่วโลกเขาพิจารณาว่าจะให้เปึนความเร็วสูงก็คือรถไฟจะต้องมี ความเร็วสูงสุดไม่ต่ํากว่า ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดก็อยากจะให้ นึกถึงคําว่า ไฮสป้ด เร็วนี่ก็คือตั้งแต่ ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงเปึนต้นไป เพราะฉะนั้น มันเลยมีองค์ประกอบหลายองค์ประกอบครับที่ทําให้เราต้องพิจารณาว่าสิ่งที่เราจะพัฒนา ต่อไปสามารถที่จะดําเนินการบนรางของเราที่มีอยู่แล้วหรือไม่นะครับ แต่จริง ๆ แล้ว ด้วยความที่ว่าประเทศของเราเปึนรางที่เปึนมิดเดิล เกจ (Middle gauge) ไม่ใช่เปึน สแตนดาร์ด เกจ (Standard gauge) ที่มีความกว้างถึง ๑.๔๓๕ เมตร เพราะฉะนั้น การที่เราจะสร้างรถไฟความเร็วสูงมันมีความจําเปึนที่จะต้องสร้างรางขึ้นมาใหม่อย่างแน่นอน ผมจะขออนุญาตพูดถึงในเรื่องขององค์ประกอบต่าง ๆ ในการที่จะพิจารณาหรือว่า การที่จะไปเจรจาในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงอยู่ประมาณ ๖ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก ก็คือในเรื่องของแรงจูงใจในการที่จําเปึนที่จะต้องสร้างรถไฟ ความเร็วสูง สิ่งแรกที่หลาย ๆ ประเทศได้พิจารณากันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศยุโรป หรือในเอเชีย อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ์น หรือประเทศจีน หรือประเทศไต้หวันเองก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่แล้วจะเปึนในเรื่องของการที่จะลดความแออัดในการเดินทางในแต่ละโหมด (Mode) ของผู้โดยสารเสียส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งในการขนส่งสินค้า เพราะฉะนั้นการที่เรา จะมีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงก็คงจะต้องพิจารณาในเรื่องของความแออัดในการเดินทาง ของผู้โดยสารเปึนหลัก แล้วก็การขนส่งสินค้าระหว่างเมืองเปึนหลัก แต่บางประเทศ แรงจูงใจของเขาเองก็จะเปึนในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง ก็คือเขาอยากจะให้มีการพัฒนา นอกเหนือจากประเทศหรือเมืองหลวงที่เราเรียกว่าเปึนศูนย์กลางการค้าหรือว่าการขาย ต่าง ๆ อยากให้มีการพัฒนา อยากให้มีการขยายออกไปนอกเมือง อันนั้นก็จะเปึนส่วนหนึ่ง ที่จะทําให้เกิดเรื่องของการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไปยังภูมิภาคอื่น ๆ
ประเด็นที่สอง ในเรื่องของการออกแบบแล้วก็การใช้งาน เมื่อสักครู่ ผมได้พูดไปแล้วนะครับว่าเรื่องของการขนส่งผู้โดยสารหรือว่าการขนส่งสินค้าเปึนประเด็น สําคัญในการที่จะต้องพิจารณา สิ่งแรกที่ผมคิดว่าทางรัฐบาลควรจะต้องพิจารณาก็คือว่า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงนี้เราจะเปึนการขนส่งผู้โดยสารอย่างเดียวหรือจะเปึน การบวกกันกับการขนส่งสินค้าแล้วก็ผู้โดยสารไปพร้อม ๆ กัน สิ่งนี้จะเปึนสิ่งสําคัญมาก ถ้าเกิดสมมุติว่าเราไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้จะทําให้มีปัญหาในเรื่องของการออกแบบ และการลงทุนในอนาคต
ประเด็นที่สาม เรื่องของการลงทุนครับ ก็คือถ้าเราคิดว่าเราจะขนส่งผู้โดยสาร อย่างเดียวการออกแบบก็จะเปึนแบบหนึ่ง แต่ถ้าเกิดเราคิดที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงเพื่อที่จะใช้ ขนส่งสินค้าด้วยเราก็คงจะต้องออกแบบอีกแบบหนึ่ง เพราะว่ารัศมีในการเลี้ยวก็ดี หรือว่าการก่อสร้างสะพาน การก่อสร้างอุโมงค์ต่าง ๆ มันจะใช้การดีไซน์ (Design) ที่ต่างกัน แม้กระทั่งการไต่ระดับหรือสโลป (Slope) เองก็ดี ถ้าเปึนรถไฟที่ใช้ขนส่งผู้โดยสารอย่างเดียว สโลปไม่ต้องสูงมาก ขอโทษทีครับ สโลปชันมากก็ยังทําได้ แต่ถ้าเปึนรถไฟที่ขนส่งสินค้า ด้วยสโลปที่ชันมาก ๆ ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้หรือว่าอาจจะไม่ได้เปึนไปตามที่เรา พูดถึงว่าความเร็วไม่ต่ํากว่า ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ผมได้พูดถึง ตัวอย่างมีครับ ในประเทศเยอรมนีที่เขาใช้ร่วมกันระหว่างการขนส่งสินค้าและเรื่องของการขนส่งผู้โดยสาร แต่ในประเทศอื่น ๆ ครับไม่ว่าจะเปึนประเทศญี่ปุ์นเองก็ดีหรือว่าประเทศอิตาลี หรือว่า ประเทศฝรั่งเศส ส่วนใหญ่แล้วเขาจะเน้นในเรื่องของการขนส่งผู้โดยสารอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องสรุปในเรื่องของประเด็นนี้ด้วยนะครับ เรื่องของการที่ถ้าเกิด ขนส่งผู้โดยสารอย่างเดียว มันมีความจําเปึนที่สถานีจะต้องเข้าถึงใจกลางเมือง อันนี้ ก็จะเปึนเรื่องหนึ่งที่จะทําให้การขนส่งสามารถที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ได้แล้วก็เรื่องของ การก่อสร้างก็คงจะต้องแน่นอนครับในเรื่องของการที่จะต้องเวนคืนที่ดินหรือการที่จะต้อง สร้างอุโมงค์ต่าง ๆ จะแพงขึ้นด้วยตามลําดับ แต่ส่วนใหญ่แล้วนะครับ เราจะเห็นว่า การก่อสร้างในประเทศต่าง ๆ เราน่าที่จะนําประสบการณ์ของเขามาดู เราจะเห็นว่า เขาจะมีการก่อสร้างตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ในการเชื่อมต่อเท่านั้นเองนะครับ ส่วนหนึ่ง ที่อาจจะทําให้เราสามารถที่จะดูจากประสบการณ์ของประเทศอื่นได้ ผมอยากจะให้ลองใช้วิเคราะห์ดูของการที่ประเทศอิตาลีเขามีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เช่นเดียวกัน จากโรม จากมิลาน จากฟลอเร้นซ์ จากนาโปลี หลาย ๆ หัวเมือง ปรากฏว่า ช่วงแรก ๆ ครับเขาก็คิดที่อยากจะให้ใช้ระบบพีพีพี ไพร์เวท พับลิค พาร์ทเนอร์ชิพ (PPP Private Public Partnership) เข้ามาช่วย โดยเขาเริ่มต้นให้กับทางด้านเอกชน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เข้ามาถือหุ้น แล้วก็รัฐอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายแล้วก็ไปไม่รอดครับ เพราะว่า การลงทุนค่อนข้างที่จะสูงมาก สุดท้ายแล้วรัฐก็ต้องเข้าไปซื้อหุ้นทั้งหมดกลับมา เพื่อที่จะพัฒนาเอง
ประเด็นที่ ๔ เรื่องของการเปรียบเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ กระผม ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่ารถไฟความเร็วสูงเหมาะสําหรับระยะการเดินทางที่ไม่เกิน ๘๐๐ กิโลเมตรในระยะทาง หรือใช้ระยะเวลาไม่เกิน ๔ ชั่วโมงเพราะว่าถ้ามากกว่านั้นแล้ว จะมีปัญหาในเรื่องของการที่ว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่อาจจะไปนิยมใช้ทางด้านเครื่องบิน หรือทางอากาศมากกว่า แล้วถ้าเกิดสมมุติว่าเปึนระยะสั้น ๆ อาจจะนิยมไปใช้ทางด้านรถ หรือว่ามอเตอร์เวย์ (Motor way) หรืออะไรต่าง ๆ ที่สะดวกสบายกว่า เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการที่จะดูในเส้นทางต่าง ๆ อาจจะต้องใช้การพิจารณาที่เหมาะสมในเรื่อง ของระยะทางแล้วก็ระยะเวลาในการดําเนินการ หรือว่าระยะทางในการใช้เวลา ในการเดินทาง ซึ่งถ้าเกิดสมมุติว่าเราพูดถึงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ผมก็คิดว่าน่าที่จะเหมาะสมนะครับ เพราะว่าเราเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ แล้วก็กระจายไปตามจุดต่าง ๆ
ประเด็นที่ ๕ เรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันนี้แน่นอนครับ ทุกคน ไม่มีคําถามในเรื่องของการที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ถ้าเราใช้รถไฟจะดีกว่าแน่นะครับ เวลาเราพูดถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเราก็จะพูดถึงเรื่องของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องบอกว่าถ้าเปรียบเทียบแล้วรถไฟความเร็วสูงถึงแม้จะใช้ไฟค่อนข้างมากนะครับ แต่ถ้า เปรียบเทียบกับเครื่องบินแล้ว เครื่องบินปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าถึง ๑๑ เท่า แล้วถ้าพูดถึงรถยนต์หรือรถบัสก็จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าถึง ๘ เท่า
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือในเรื่องของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ผมอยากเรียนอย่างนี้ว่าถ้าเกิดสมมุติว่าถ้าคิดว่าจะใช้รถไฟความเร็วสูงเพื่อที่จะเพิ่มผลผลิต หรือว่าเพิ่มอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าเปึนไปได้ยาก ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของภาคเกษตรก็ดี หรือว่าภาคอุตสาหกรรม เพราะว่าที่ผ่าน ๆ มาจะเห็นว่าจากการศึกษาในประเทศต่าง ๆ จะไม่มีผลครับกับการที่ว่าบริษัทหนึ่ง หรือว่าการแปรรูปจะย้ายโรงงาน หรือย้ายจุด ไปตามจุดที่มีรถไฟความเร็วสูงผ่าน จากการศึกษามาแล้วปรากฏว่าไม่ใช่ แต่จะมีผลกระทบ มากที่สุดก็คือในเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะว่านักท่องเที่ยวแทนที่ว่าจะใช้ในเรื่องของ การเดินทางโดยรถยนต์หรือว่าทางเครื่องบินก็จะหันมาใช้รถไฟความเร็วสูงแทน ผมอยากจะสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน รถไฟรางคู่ของประเทศไทยยังคงต้องมีการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสุดท้ายแล้วผมอยากจะให้มองว่ารถไฟรางคู่ที่เรามีงบประมาณลงไปอยู่แล้ว เหมือนทางหลวงทั่วไปที่เราคงจะต้องดําเนินการ ส่วนรถไฟความเร็วสูงก็เหมือนกับ มอเตอร์เวย์หรือว่าทางหลวงระหว่างจังหวัดที่เราสามารถที่จะเพิ่มเติมออกไปได้หรือจะ เรียกว่าในกรุงเทพฯ ก็เหมือนกับเปึนทางด่วนอะไรต่าง ๆ ตรงนั้นสามารถที่จะทําได้ เพราะค่าลงทุน การลงทุนนี้ค่อนข้างสูงมากครับ ใช้การลงทุนถึง ๒๗๕ ล้านบาทต่อ กิโลเมตรนะครับ จากการที่เรามีการศึกษาในเบื้องต้น ถ้าเราเอาทั้ง ๕ สายเลย ทั้งหมด ๓,๑๓๓ กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน ๘๖๐,๕๕๔ ล้านบาท ค่อนข้างที่จะมาก ผมอยากให้มีครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่คงจะต้องคํานึงถึงความเหมาะสมของการลงทุน แล้วก็ไม่อยากให้เห็น เหมือนกับเปึนการที่ทุกคนอยากให้มีสนามบินในบ้านของตัวเองทุกจังหวัด แต่สุดท้ายแล้ว สนามบินแต่ละจังหวัดก็เปึนสนามบินร้าง ไม่มีเครื่องบินไปลงเลยนะครับ ผมไม่อยาก ให้มีปัญหาในลักษณะอย่างนั้น แล้วก็เปึนข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่กี่เดือนนี้เองนะครับ ทางรัฐสภาของเวียดนามได้มีการลงมติยกเลิกการที่จะก่อสร้าง รถไฟความเร็วสูงจากฮานอยไปโฮจิมินห์ซึ่งมีระยะทาง ๑,๖๓๐ กิโลเมตร หรือใช้เวลา ประมาณ ๕ ชั่วโมงกว่า ๆ เพราะว่าไม่คุ้มค่าครับ อันนี้ก็เปึนข้อมูลให้กับทางสภาได้ทราบครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน