เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการขอสนับสนุนสินเชื่อจากจีน เพื่อใช้ในการปรับปรุงระบบรางและพัฒนาความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทยกับจีน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาเงินทุนและความเหมาะสมในการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่สูง รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมพื้นฐาน และแสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงการกู้เงิน 400 ล้านเหรียญสหรัฐจากประเทศจีน โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารโลกและอื่นๆ และเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาเรียกบริษัทจากประเทศอื่นๆ มาเสนอกลุ่มการเจรจาด้วย
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากเอกสารที่ได้รับผมก็คงไม่ถกเถียงแล้วว่าได้เพียงพอหรือไม่ แต่ว่า จากเอกสารที่เราได้รับแจกก็มีความรู้สึกค่อนข้างสับสนพอสมควร
ประการแรก ผมพลิกกลับไปดูมติคณะรัฐมนตรี ก็สืบเนื่องมาจากการเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเปึนทางการของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๔-๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ แล้วก็มีมติ ครม. ต่อมาหลังจากนั้นครั้งแรกก็มาวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ผมบอกว่าสับสนก็คือว่าเรื่องของเส้นทาง ในตอนแรกจากมติคณะรัฐมนตรี มีเส้นทาง ๓ เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-สุดชายแดน ภาคใต้ ต่อมาจากเอกสารที่ได้รับแจกก็กลายมาเปึน ๔ เส้นทาง เพิ่มขึ้นมาก็คือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง ๗๔๕ กิโลเมตร อันนี้ก็จากเอกสารเล่มสีเหลืองที่เราได้รับ แจกจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อคราวก่อน เอกสารที่ได้รับแจกในวันนี้ก็คือ เพิ่มเปึน ๕ เส้นทาง เพิ่มกรุงเทพฯ-อุบลราชธานีขึ้นมาอีกเส้นทางหนึ่ง ท่านประธานครับ มีทางรถไฟเยอะ ๆ แล้วก็เปึนรถไฟความเร็วสูงหรือไฮสป้ด เทรน เปึนสิ่งที่ประชาชน ต้องการแน่นอน ถามประชาชนที่อยู่จังหวัดใดก็ได้ไม่ต้องตาม ๕ เส้นทางนี้ก็ได้ แม้กระทั่ง ประชาชนที่อยู่ใกล้ ๆ ใกล้เคียงหรือที่รอบ ๆ สามารถที่จะมาใช้เส้นทางของรถไฟความเร็ว สูงนี้ได้เขาก็ต้องพอใจแล้วก็ต้องยินดีนะครับ แต่พอผมพลิกกลับไปดูมติคณะรัฐมนตรี ก็ดูว่าเรื่องนี้มีความเปึนมาอย่างไรจากการที่ไปเยือนจีนของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ มันมาจากการขอสนับสนุนสินเชื่อในวงเงิน ๔๐๐ ล้านดอลลาร์ เปึนประการแรก ในวงเงินที่คาดว่าอยู่ที่ประมาณ ๑๓,๖๗๑ ล้านบาท วัตถุประสงค์ ตอนแรกมีแค่ ๓ ประการครับ ท่านประธาน
โครงการที่ ๑ โครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟัาพร้อมอะไหล่เพื่อทดแทน รถจักรจีอี (GE) ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า ๔๕ ป้ จํานวน ๕๐ คัน
โครงการที่ ๒ ปรับปรุงระบบรางสายประธานช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่ มูลค่าโครงการ ๔,๔๐๐ กว่าล้านบาท
โครงการที่ ๓ ปรับปรุงระบบรางสายประธานช่วงทุ่งสง-ชุมทางหาดใหญ่ ตรงนี้คือการกู้เงินมาทดแทน มาซ่อมแซมส่วนที่ชํารุดทรุดโทรมของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตรงนี้ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
ทีนี้ตามมาก็คือเรื่องของการพูดคุย ก็คงจะเปึนที่มาที่ไปของกรอบการเจรจา ความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนที่เราจะได้ ผ่านหรือไม่ผ่านสภาในวันนี้ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมกล่าวไว้แล้วตั้งแต่ต้นก็คือว่า ความเห็นด้วยนี่เห็นด้วย แต่เรื่องของความเหมาะสมก็คงจะต้องตั้งประเด็นผ่านทาง ท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ งบประมาณประเทศชาติมันมี จํากัดเราจะต้องลําดับความสําคัญ นกน้อยมันต้องทํารังแต่พอตัว ท่านเห็นเขามีรถไฟ ความเร็วสูงอยากได้ อยากได้ก็ดีถ้าเรามีเงินนะครับหรือมีคนสร้างให้แล้วเราไม่ต้องออกเงิน หรือว่าจะเปึนพีพีพี (PPP) ตามเอกสารที่ได้รับแจกมาด้วย ถ้าหากว่าลงทุนหมดใช้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากว่าลงทุนครึ่งเดียวก็ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรจิปาถะ แต่ว่าท่านประธานต้องย้อนกลับไปดูว่าหนี้สาธารณะประเทศไทย ณ วันนี้เท่าไร ๔.๑ ล้านล้านบาทเศษ แล้วกําลังจะเพิ่มขึ้น เพราะว่ายังมีงบประมาณ ป้ ๒๕๕๔ ที่จะกู้ เข้ามาอีก๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ก็คือปัญหาที่เราจะต้องลงทุน เพราะฉะนั้นการลงทุน รถไฟความเร็วสูงเราจะต้องคิดหนัก ในเบื้องต้นผมคิดว่าที่มาที่ไปก็คงจะต้องการเส้นทาง ที่เชื่อมโยงมาจากหนองคายลงมากรุงเทพฯ แล้วต่อไปสิ้นสุดทางใต้การที่ผมมีความเชื่อ อย่างนั้น เพราะว่าในเอกสารที่ผมดูจากมติคณะรัฐมนตรีมันมีว่ากระทรวงรถไฟได้แจ้งให้ กระทรวงคมนาคมทราบถึงข้อตกลงร่วมระหว่างประเทศจีนและสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวที่จะสร้างรถไฟขนาดทางมาตรฐาน คือ ๑.๔๓๕ เมตร จากเมืองคุนหมิงมายัง นครเวียงจันทน์ ระยะทาง ๔๒๐ กิโลเมตร โดยได้เสนอให้มีการพัฒนาความร่วมมือ ในโครงข่ายเส้นทางรถไฟต่อขยายมายังประเทศไทยที่จังหวัดหนองคายจนถึงกรุงเทพฯ ระยะทาง ๕๘๐ กิโลเมตร แล้วก็ต่อไป ซึ่งตรงนี้ผมมีความเชื่อว่า ถ้าหากว่าเราสามารถขยาย เส้นทางของรถไฟจากจังหวัดหนองคายลงมาถึงกรุงเทพฯ แล้วลงไปสุดทางจังหวัดภาคใต้ แน่นอนครับหนีไม่พ้นที่จะลงไปประเทศมาเลเซียแล้วก็ประเทศสิงคโปร์ คําถามก็คือว่า ใครได้ประโยชน์ เราได้ประโยชน์จริงหรือเปล่าถ้าหากว่าเปึนรถไฟความเร็วสูงมีประเด็นที่ จะต้องถามผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีหลายประเด็น
ประเด็นแรก ในทฤษฎีนะครับ ท่านประธาน จากประเทศญี่ปุ์น คนจะเลือกใช้รถยนต์และรถไฟธรรมดาเมื่อการเดินทางไม่เกิน ๒๐๐ กิโลเมตร ถ้าหากว่า ระยะทางเพิ่มเปึน ๓๐๐-๑,๑๐๐ กิโลเมตร คนจะเลือกเดินทางด้วยรถไฟมากกว่า ร้อยละ ๕๐ แต่ถ้าหากระยะทาง ๕๐๐-๑,๐๐๐ กิโลเมตร คนจะเลือกรถไฟความเร็วสูง มากกว่าร้อยละ ๕๐ ถ้าเกิน ๑,๐๐๐ กิโลเมตร จะนิยมใช้เครื่องบิน ในที่นี้เส้นทางสายใต้ มีความยาวประมาณ ๑,๙๐๐ กิโลเมตร ผมคิดว่ามันก็จะมีปัญหาเรื่องของใครจะเปึน ผู้โดยสารนะครับ ถ้าหากว่าท่านเลือกจะสร้างเส้นทางยาวทั้งเส้นมันก็คงมีปัญหา แต่ถ้าหากว่าท่านเริ่มต้น โครงการด้วยการสร้างแค่กรุงเทพฯ ไปแค่หัวหิน เพราะว่าหัวหินเปึนเมือง เปึนอําเภอที่มี ศักยภาพ รวมถึงชะอํา มีผู้โดยสารที่มีกําลังซื้อและผู้โดยสารที่มีกําลังซื้อเขาไม่เกี่ยงเรื่องเงิน เรื่องค่าโดยสาร ตรงนี้มีความเปึนไปได้ แต่ถ้าหากว่าจะสร้างยาวทั้งเส้นทางพร้อมกันไป ทีเดียวผมคิดว่าคงจะต้องคิดหนัก แล้วก็ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายไปแล้ว ผมเห็นด้วยว่ารถไฟความเร็วสูงจะต้องสร้างเส้นทางใหม่เพราะว่าไม่สามารถวิ่งทับเส้นทางเดิม แต่ว่าเส้นทางใหม่ในที่นี้ก็คือสร้างคู่ขนานไปกับทางรถไฟสายเดิมเพราะว่าจะได้ไม่ต้องมี ปัญหาเวนคืน เพราะฉะนั้นที่น่าเปึนห่วงก็คือว่ากรุงเทพฯ-ระยอง หรือแม้กระทั่งกรุงเทพฯ ที่จะไปจังหวัดเชียงราย ตรงนี้อาจจะต้องเปึนเส้นทางสายใหม่ ซึ่งถ้าหากว่าเลือกเส้นทาง สายใหม่มันจะเปึนการลงทุนที่สูงมาก ที่สําคัญรถไฟความเร็วสูงจะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูง รวมถึงค่าดูแลรักษาเส้นทางและระบบก็จะสูงด้วย เพราะว่ารถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูง เพราะฉะนั้นมาตรการหรือมาตรฐานความปลอดภัยก็ต้องดูแลอย่างเข้มงวดแล้วก็ อย่างใกล้ชิดมันถึงจะทําให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง เพราะฉะนั้นการเก็บค่าโดยสาร ก็จะต้องสูงตาม เราไม่สามารถเก็บค่ารักษาอย่างทุกวันนี้ได้ มันไม่ใช่บริการสาธารณะ ที่จะมาคิดแบบรถไฟในธรรมดา เพราะว่ารถไฟความเร็วสูงต้นทุนสูง ค่าใช้จ่ายดูแล รักษาสูงค่าโดยสารก็ต้องสูง เพราะฉะนั้นกลุ่มเปัาหมายก็เปึนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ใช่เปึนบริการ แก่ประชาชนทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นท่านประธานจะต้องแยกให้ออกระหว่างการขนคน หรือการขนสินค้า ต้องถามตัวเราเองว่าประเทศไทย ณ วันนี้เราต้องการขนคนหรือ ขนสินค้า ขนสินค้าขนให้กับเราหรือขนให้กับใคร เพราะว่าเมื่อภาระของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ค่าโดยสารก็จะแพงขึ้นอย่างที่ผมกล่าว
ประเด็นที่สอง ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ท่านประธานย้อนกลับไปดู แนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าต้องการลงทุนร่วม ภาครัฐร่วมเอกชนหรือพีพีพี (PPP) แล้วท่านก็บอกว่าเส้นทางที่ท่านคิดว่าจะเปึนเส้นทาง แรกก็คือกรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-ระยองนี่ผมเห็นด้วย กรุงเทพฯ-ระยอง-พัทยา-แหลมฉบัง ผู้โดยสารมีศักยภาพ มีกําลังซื้อ แล้วก็เส้นทางไม่ได้ยาวจนเกินไป แล้วก็สามารถ จะทดแทนลดหย่อน ซึ่งนับวันน้ํามันก็จะมีราคาแพงขึ้น ตรงนี้สามารถทดแทนกันได้ ถ้าหากว่าท่านจะเลือกพีพีพี กรุงเทพฯ-ระยอง ผมก็เห็นด้วย แต่ขอให้ท่านย้อนกลับมาดู ปัญหาของประเทศไต้หวัน ประเทศไต้หวันมีการสร้างรถไฟจากไทเปซึ่งอยู่ทางเหนือ ถึงเกาชุงซึ่งอยู่ทางใต้ยาว ๓๔๕ กิโลเมตร มูลค่าการลงทุน ๑๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ลักษณะเปึนบีโอที (BOT) ก็คือเหมือนกับพีพีพีที่เราคิดจะทํานั่นละครับ ให้สัมปทาน แก่เอกชน ๓๕ ป้ รวมการก่อสร้าง ๕ ป้อยู่ในนี้ เป่ดไป ๓ ป้ ขาดทุนไป ๑๒,๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ท่านประธานครับ เมื่อตอนเริ่มต้นประเทศไต้หวันคาดหวังว่ารายได้จะมาจากซอฟต์แวร์ พาร์ค (Software park) ในประเทศ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ของประเทศ แต่ปรากฏว่า เมื่อสร้างเสร็จเป่ดใช้งาน สิ่งที่คาดหวังมันไม่ได้เปึนจริง เพราะว่ามันมีประเทศอื่น ๆ เขาก็ ทําซอฟต์แวร์ พาร์ค เขาก็สนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารเข้ามาเปึนคู่แข่ง รายได้ของประเทศไต้หวันก็ตกไป แล้วที่สําคัญก็คือขาดอุตสาหกรรมเหล็กสนับสนุนการผลิต อุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ราง ล้อ และเหล็กสําเร็จรูปมาตรฐานต่าง ๆ ผิดกับรถไฟความเร็วสูงที่ใช้ในประเทศเกาหลี ซึ่งอุปกรณ์พื้นฐานตรงนี้ประเทศเกาหลี เขาสามารถผลิตได้เอง เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมอยากจะเรียนฝากท่านประธานถึง ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าต้องนึกถึงเรื่องนี้ให้หนัก ถ้าหากว่าแนวคิดจะให้เราลงทุนพื้นฐานเอง แน่นอนครับเราก็ต้องก่อหนี้ต้องกู้นะครับ เพราะว่าในปัจจุบันนี้ในงบประมาณป้ ๒๕๕๔ รายได้ประจําของรัฐบาลที่คาดว่าจะเก็บได้ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท แต่ว่ารายจ่ายประจํามีอยู่ ๑.๖๖ ล้านล้านบาท ก็คือรายได้ประจํา มากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเมื่อรายจ่ายประจํามากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ จึงต้องไปกู้หนี้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อเอามาลงทุน แล้วต่อไปเราจะทําอย่างนี้อีก ในป้ต่อ ๆ ไป มันก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าหากว่าเศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา ซึ่งผมกําลังเปึนห่วงเรื่องของการส่งออกในขณะนี้อยู่ แล้วปัญหาก็คือเราจะไม่มีเงินลงทุน เมื่อไม่มีเงินลงทุนเพดานการก่อหนี้สาธารณะเต็มวงเงิน ท่านก็จะไม่มีทางเลือก ท่านก็จะ เหลือวิธีเลือกอย่างเดียวก็คือให้เอกชนลงทุน โดยเราไม่ต้องลงทุน แล้วก็ให้สัมปทานให้ ระยะเวลาในการที่เขาจะคืนทุน เขาหาผลประโยชน์จากระยะเวลาที่เราให้เขาตรงนี้ นั่นก็ จะเปึนวิธีเดียวที่ผมคิดขึ้นมาได้นอกเหนือจากเราโชคดีนะครับ เศรษฐกิจดี จีดีพี (GDP) สูง แล้วเราจัดเก็บได้นะครับ
ประเด็นที่น่าจะเปึนคิดว่าเปึนประเด็นสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องที่เพื่อนสมาชิกเสนอมา ผมคงจะต้องถามท่านประธานฝากถึงท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องว่า กรอบการเจรจานี่เราเลือกประเทศจีนแล้วประเทศอื่นจะเปึนอย่างไร ท่านประธานครับ ผมเองนี่ก็เคยไปดูงานที่ประเทศฝรั่งเศสมันก็มีโครงการ พีพีพี (PPP) จากบริษัทซิสต้า แล้วก็จะมีจากประเทศอื่น ๆ เช่น จากอังกฤษก็มีบริษัทแอคกิ้น บริษัทแมคโดนัลด์ สหรัฐอเมริกาก็มีบริษัทอีคอม เทคโนโลยี พาร์สัน แล้วก็หลุยส์เบอเจอร์ ผมถามว่าทําไมไม่เรียกบริษัทเหล่านี้เขามาเสนอกรอบการเจรจาด้วย เพื่อจะได้มีโอกาส ที่จะเลือกแล้วก็จะได้มีความหลากหลายแทนที่จะเจรจาอยู่กับประเทศเดียว ซึ่งตรงนั้น น่าจะเปึนวิธีที่ดีกว่า แน่นอนครับประเทศจีนพัฒนาเทคโนโลยีไปได้ไกลมาก แล้วก็เชื่อว่า ต้นทุนจะถูก แต่เมื่อย้อนกลับไปดูการกู้เงิน ๔๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐแล้วกลับปรากฏว่า ดอกเบี้ยที่ประเทศจีนเสนอให้เรานะครับ เปึนอัตราดอกเบี้ยที่สูงที่สุด ๕.๐๘ ภายหลังสว็อพ (Swop) เปึนเงินบาท สูงกว่าธนาคารโลก สูงกว่าธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย สูงกว่า องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์น สูงกว่าพันธบัตรไทยอายุ ๑๐ ป้ และสูงกว่าพันธบัตรไทยอายุ ๑๕ ป้ ซึ่งตรงนี้ก็คือปัญหาที่อยากจะฝากท่านประธานถึง ผู้ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับ