รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๓

เจริญ ภักดีวานิช หารือเรื่องการเชื่อมต่อทางรถไฟระหว่างจังหวัด และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการลงทุนและแผนรูปแบบในการลงทุน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีประสิทธิภาพ และลดทุจริตคอร์รัปชัน

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอบคุณทางรัฐบาลโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒๕-๒๗ สิงหาคม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ไป ประเทศจีน กระทรวงการรถไฟของประเทศจีนแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทราบว่าประเทศจีนจะมีโครงการสร้างทางรถไฟจากคุนหมิงมายังเวียงจันทน์ ระยะทาง ๔๒๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นกรอบเจรจาที่ท่านรัฐมนตรีนําเสนอต่อสภาแห่งนี้ก็จะนําไปสู่ การที่จะได้สร้างเชื่อมต่อจากเวียงจันทน์ ซึ่งท่านรัฐมนตรีหลังจากกลับจากประเทศจีนก็ได้ รีบดําเนินการ อันนี้ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล

เรื่องที่สอง ท่านประธาน เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปที่ เซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โป (Shanghai World Expo) ท่านก็ได้ไปแถลงข่าวที่นั่นว่าประเทศไทย จะเร่งดําเนินการเรื่องการสร้างทางรถไฟทั้ง ๕ เส้นทาง ท่านประธานครับ ๑๒๐ ป้มาแล้ว ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปโคราช อยากฝากท่านรัฐมนตรี ๑๒๐ ป้ที่ผ่านมานั้นปัญหาเกิดขึ้นก็คือนอกจากรถไฟ จะขาดทุนเรามีระบบรถไฟที่เก่าคร่ําครึ แล้วก็ที่สําคัญก็คือความสกปรก เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเราดําเนินการใหม่ซึ่งลงทุนเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริหารก็นําไปสู่ทั้งการขาดทุนและไร้ประสิทธิภาพในการทํางาน ท่านประธานครับ เปึนก้าวสําคัญของประเทศไทยในการที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ให้เชื่อมต่อ กับเพื่อนบ้านและในประเทศ ในช่วงแรกนี้ก็อยากกราบเรียนท่านประธานฝากไปทางรัฐมนตรี ๕ เส้นทางนี้จําเปึนที่เราร่วมกับประเทศจีน แต่เส้นทางในประเทศที่จะต้องเชื่อมต่อถ้าเผื่อ ท่านรัฐมนตรีจะได้ใช้งบประมาณของประเทศไทยเองในการสร้างเชื่อมต่อดังต่อไปนี้

ประการที่ ๑ ก็คือการเชื่อมต่อระหว่างฝัืงอันดามันมาทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ได้ ซึ่งจะได้ขนถ่ายสินค้ามาเชื่อมกับ ๕ เส้นทางนี้หรือพี่น้องประชาชน อันนี้ผมคิดว่ารัฐบาล ต้องเริ่มวางแผน นอกจากสินค้าแล้วเพื่อให้พี่น้องทางจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต แล้วก็ จังหวัดระนองได้มีโอกาสใช้เส้นทางรถไฟมาเชื่อมต่อกับ ๕ เส้นทางดังกล่าว

ประการที่ ๒ ก็คือการเชื่อมต่อไปจังหวัดเชียงรายนะครับ ทําให้พี่น้องจาก จังหวัดเชียงรายก็มาเส้นทางนี้ได้ ก็ฝากท่านรัฐมนตรีเพื่อจะได้เริ่มวางโครงการที่จะให้ ๒ เส้นทางนี้เข้ามาเชื่อมต่อให้ได้

ประการที่ ๓ เปึนโอกาสของคนต่างจังหวัดในการที่จะได้ใช้บริการขนส่งที่ดี ถ้าท่านประธานจําได้ตอนที่โครงการเงินกู้เอสพี ๒ (SP2) เข้ามา มีสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตั้งข้อสังเกตรัฐบาลเยอะ ในการที่ทํารถไฟ สายสีม่วง สายสีแดง สายสีอะไรก็แล้วแต่ในกรุงเทพฯ ในสภาได้พูดกันว่าประเทศไทย ไม่ใช่มีเฉพาะกรุงเทพฯ แต่ว่าไม่ขัดข้องในการที่จะลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น การที่เราได้มีกรอบในการเจรจาร่วมมือกับประเทศจีนนั้นก็นําไปให้คนต่างจังหวัดไม่เสียเปรียบ ผมคิดว่าเปึนเรื่องควรสนับสนุนอย่างยิ่งครับ

ท่านประธานครับ ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจในการที่เราอนุมัติร่างกรอบนี้ นําไปสู่อะไรเกิดขึ้นครับ ประการแรกก็คือเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้าท่านประธานติดตาม เศรษฐกิจปัจจุบันจะเห็นชัดว่าความไม่แน่นอนในประเทศสหรัฐอเมริกา ความไม่แน่นอน ทางเศรษฐกิจในยุโรปหรือประเทศญี่ปุ์นก็ตาม ซึ่งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะฉะนั้น การลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งนักวิชาการให้ความสําคัญมาก เพราะฉะนั้น ๕ เส้นทางนี้ก็นําไปสู่ การกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็เปึนการลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ทําให้ประเทศไทยมีศักยภาพ การแข่งขันในการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศนะครับ ที่สําคัญก็คือก็จะทําให้นักท่องเที่ยว ถ้าท่านประธานจะติดตามดูนะครับ ขณะนี้นักท่องเที่ยวระหว่างอาเซียนประเทศติด ประเทศไทยนี้แล้วก็ประเทศจีน ก็จะมีอยู่ประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเกิดทางรถไฟนี้ สําเร็จขึ้นก็คาดว่าเฉพาะจากประเทศจีนประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนจะได้มาประเทศไทย ก็ทําให้กระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้

สําหรับการค้าชายแดน ท่านประธานครับ ในรอบป้ที่ผ่านมาตั้งแต่ ป้ ๒๕๕๒-๒๕๕๓ นี้ การค้าชายแดนเพิ่มขึ้น ๑๖-๒๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพิ่มขึ้นจาก ๗๕๐,๐๐๐-๗๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งป้ ๒๕๕๒ มีอยู่แค่ ๖๔๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเชื่อมต่อ ๕ เส้นทางที่ว่านี้คาดว่าจะทําให้การค้าด่านชายแดนนั้นจะเพิ่มขึ้น ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท อันนี้ก็คิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ควรจะให้การสนับสนุนร่างกรอบเจรจา ดังกล่าว ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรี มีข้อสังเกตอยู่ ๔ ข้อต่อไปนี้

ข้อที่ ๑ ผมเข้าใจว่าสมาชิกรัฐสภานี้ยังไม่ทราบรูปแบบของการลงทุน เพราะเปึนการลงทุนตั้ง ๔๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การลงทุนมาก ๆ แบบนี้ถ้าเผื่อข้อตกลง ในกรอบการเจรจาถ้าเราไม่เริ่มทําแผนไว้ก่อนจะทําให้ทั้งประชาชนและสมาชิกรัฐสภา ไม่ทราบว่าจะกระทบกับงบประมาณของเราเท่าไร ถ้าเผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้ตอบต่อรัฐสภาว่า แผนรูปแบบในการลงทุนนั้นขณะนี้มีกรอบอยู่อย่างไรบ้าง

ข้อที่ ๒ เรื่องการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ถ้าเผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้ตอบต่อสมาชิกรัฐสภา เพราะเรามีบทเรียนอยู่แล้วว่าขณะนี้ การบริหารของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นขาดประสิทธิภาพ เมื่อมี ๕ เส้นทางใหม่ขึ้นมา ทางรัฐบาลเองมีแผนในการขาดทุนอย่างไร มีประสิทธิภาพในการบริหารอย่างไร ที่สําคัญ ก็คือมีแผนในการลดทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ซึ่งเปึนที่กังวลใจของทั้งประชาชนและ สมาชิกรัฐสภา

ข้อที่ ๓ นี้เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีได้แจ้งต่อสภาว่ามีแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้นะครับ เพราะฉะนั้นก็มี ๒ ส่วน เผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้กลับไปทําแผน ประการแรก ก็คือพนักงานที่มีอยู่เดิมนี้ที่ยังไม่เกษียณ ๕ ป้ในการก่อสร้าง ท่านประธานครับ คิดว่าเราต้องเตรียมคนเก่าของเราทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย หรืออันที่ ๒ ผมเข้าใจว่า กระทรวงศึกษาธิการนี่ท่านรัฐมนตรีต้องรีบประสาน การผลิตคนก็ต้องใช้พนักงานจํานวนมาก การผลิตคนในการที่จะเข้าสู่การทํางานในโอกาสต่อไป กระทรวงศึกษาธิการต้องรีบดําเนินการ

ข้อที่ ๔ สําหรับเรื่องผลกระทบที่ผมคิดว่าจากความร่วมมือนี้ อันแรกก็คือ เรื่องเกษตรกรครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเตรียมความพร้อม สินค้าเกษตรจาก ประเทศจีนเข้าใจว่าคงจะไหลลงมาเพราะสะดวกยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร ผมคิดว่าทางรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมนี้ ประการที่ ๓ ที่กราบเรียน เนื่องจากในโครงการ เท่าที่ผมดูผ่าน ๆ ท่านประธาน มีการเจาะอุโมงค์ ๑๐ กิโลเมตร มีสร้างทางยกระดับหลายกิโลเมตร พอสร้างจริง ๆ ถ้าเราไม่เริ่มรับฟังความคิดเห็นประชาชนพร้อม ๆ ไปด้วย ถึงแม้เจรจาเสร็จ เวลาก่อสร้างจะเกิดปัญหาได้ ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้รีบวางแผนในการแก้ปัญหา เรื่องนี้นะครับ กราบเรียนท่านประธานครับ กระผมขอสนับสนุนร่างดังกล่าวและเห็นว่า เปึนประโยชน์กับประเทศไทย กราบขอบคุณท่านประธาน