สถาพร มณีรัตน์ หารือเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเน้นปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยที่ถูกปลอมปนหรือสวมสิทธิ และผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นต่อผู้ประกอบการรายย่อย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อข้อแสดงความคิดเห็นเรื่องของการตกลง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับที่ ๒ สิ่งที่เปึนข้อสังเกตของกระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ค่อนข้างที่จะห่วงใยในเรื่องของประเทศอาเซียนด้วยกัน กรณีการสวมสิทธิที่มาของสินค้า ของประเทศอาเซียนด้วยกันแล้วนําสินค้านั้นไปใช้สิทธิของตัวเองในการส่งเข้าประเทศจีน ยกตัวอย่างกรณีของสินค้าเกษตร เช่น การสวมสิทธิข้าวระหว่างไทยเปึนการสวมสิทธิ ของพ่อค้าระหว่างไทย เวียดนาม แล้วก็จีน ซึ่งข้าวจํานวนหนึ่งจะถูกระบุถิ่นฐานที่มาว่า มาจากประเทศไทยแล้วนําส่งไปทางเวียดนาม แล้วก็เข้าไปใช้สิทธิในเรื่องของภาษี ที่ประเทศจีน ตรงนี้ทําให้เกษตรกรของประเทศไทยที่เปึนชาวนา ชาวไร่ จะเสียเปรียบ ประเด็นตรงนี้ในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ ตอนนี้มันไม่ใช่เฉพาะข้าวแล้ว มันมีสินค้าเกษตรบางตัว เช่น ลําไย ลําไยจากประเทศไทยถ้าส่งไปจีนโดยตรงจะถูกพิกัด เรื่องของภาษี จะถูกพิกัดทางขั้นตอนศุลกากร ไม่ว่าทั้งท้องถิ่นของจีนหรือว่าในระดับรัฐ ของจีนกีดกัดสินค้าเราตรงนี้จะทําอย่างไร ในทางกลับกันปรากฏว่าประเทศเวียดนามสั่งสินค้าเกษตร ข้าว ลําไย เงาะ ทุเรียน ลองกอง จากจังหวัดจันทบุรี จังหวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม่ เอาไปไว้ที่ประเทศเวียดนามและส่งเข้า ประเทศจีน ปรากฏว่าสินค้าประเภทเดียวกันมีถิ่นฐานที่มาเปึนของเมืองไทยด้วยกัน แต่พอไปสวมหมวกเวียดนามแต้มต่อของเขาจะมากกว่าของประเทศไทยอย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ละครับเปึนสิ่งที่น่าห่วงว่าในอนาคตข้างหน้าการส่งออกสินค้า ภาคเกษตรภายใต้การเป่ดเสรีหรือเอฟทีเอ หรือการเป่ดเสรีหรือการร่วมความสัมพันธ์กัน ระหว่างจีน ระหว่างอาเซียนนะครับ แต่ปรากฏว่ากลุ่มอาเซียนด้วยกันได้ใช้ฐานตรงนี้ ในการขับเคลื่อนสินค้าทําให้เราเสียประโยชน์ อย่างน้อยเรื่องของชายแดนที่เราไม่ได้ติดต่อกัน เรื่องของการที่เขาได้รับการช่วยเหลือและในอนาคตข้างหน้าสินค้าเกษตรบางตัวเช่น ยางพาราก็จะมีผลกระทบในการส่งเข้าจีนโดยไปจากประเทศไทย เพราะฉะนั้นนําเรียนว่า ข้อห่วงใยของพวกเราก็คือเรื่องศักยภาพของประเทศไทย ศักยภาพของเกษตรกรไทย ในเรื่องที่จะมีผลกระทบ ไม่ทราบว่าทางรัฐบาลไทยได้ชี้แจงแถลงไข ได้แจ้งข่าวหรือ การติดตามข้อมูลในการที่จะทําให้พี่น้องผู้ประกอบการชาวไร่ ชาวสวน ได้รับทราบถึง พิกัดต่าง ๆ เหล่านี้เปึนอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องขององค์ความรู้ เรื่องของการไปร่วมมือกัน ระหว่างประชาชาติต่าง ๆ องค์ความรู้เหล่านั้น ผู้ที่มีผลกระทบโดยตรงน้อยมากที่จะ เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร กว่าจะรับรู้ว่ามีข้อตกลงกันก็เมื่อสินค้ามีปัญหาในท่าเรือ สินค้า มีปัญหา ในประเทศจีนและการตีกลับ ตรงนี้เปึนเรื่องที่ใหญ่และถ้าเกิดขึ้นมันทําให้มี ความเสียหาย และขณะเดียวกันในประเทศเพื่อนบ้านเราเองก็ตามเขาคงมีสายสัมพันธ์ ที่ดีกับผู้ประกอบการในประเทศจีน เขาคงมีศักยภาพ ทางรัฐบาลเขาคงมีศักยภาพที่ทําให้ ผู้ประกอบการเขามีสายสัมพันธ์ที่ดีกับส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นของประเทศจีน ทําให้เขา ได้รับความสะดวก ได้รับความร่วมไม้ร่วมมือ แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการสินค้า เมืองไทยเราถูกทําลายในระบบ ยกตัวอย่างเช่นการปลอมปนสินค้า เขาสั่งข้าวเกรดเอ ก็มีการปลอมปนข้าว เขาสั่งลําไยเกรดเอก็มีการปลอมปนลําไย และขณะเดียวกันก็ถูก มาตรการทางภาษีอีกแล้วก็ส่งกลับอีก มันก็จะทําให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) เล็ก ๆ ถูกผลกระทบและสุดท้ายก็ล้มหายตายจากไป ซึ่งเรื่องนี้เปึนเรื่องที่อยากจะฝากทาง รัฐบาลว่าในขณะเดียวกันนั้นเราไปแก้กฎบัตรในเรื่องของความร่วมมือในระดับภูมิภาค แล้วแต่ภายในอาเซียนด้วยกันมีการพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ต่อกันหรือไม่ โดยเฉพาะ ประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะประเทศลาว โดยเฉพาะประเทศเขมร วันนี้เราได้พูดคุย เรื่องที่มีการนําเอาสินค้าไปสวมสิทธิแล้วก็เปึนสินค้าที่ไปใช้สิทธิของอีกประเทศหนึ่ง อย่างไร
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของค่าเงิน เราต้องยอมรับว่าวันนี้ค่าเงินบาทของ เมืองไทยมันแข็งขึ้น เมื่อค่าเงินบาทมันแข็งผู้ประกอบการรายใหญ่บริษัทข้ามชาติ อย่างเช่น บริษัทซีพี บริษัทเบทราโกร คนเหล่านี้ บริษัทผู้ประกอบการรายใหญ่เหล่านี้ มีการปัองกันค่าอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเอง มีการประกันภัยอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเอง แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อย่างเช่นวันนี้ผู้ประกอบการด้านแปรรูปสินค้าเกษตรที่ส่ง เข้าไปและรับออเดอร์ (Order) จากประเทศจีน วันนี้ออเดอร์เขาได้รับผลกระทบมาก ในเรื่องของราคาค่าเงินบาทที่ไม่นิ่งและสุดท้ายก็ปรากฏว่าประสบปัญหาขาดทุน ก็อยาก นําเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เราจะทํากันอย่างไรให้ผู้ประกอบการรายย่อยเอสเอ็มอีที่กําลัง ๑ ตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ส่งสินค้าไป ๒ ตู้คอนเทนเนอร์ ราคา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท จะไม่ได้รับผลกระทบกับค่าเงินหยวนที่เขามีความอ่อนตัว แต่ค่าเงินบาทไทย แข็งขึ้นทุกวัน วันนี้ผู้ประกอบการต่าง ๆ ถ้าแตะ ๓๐ บาทหรือ ๒๙ บาทนิด ๆ ผมว่าเขาก็ต้อง หอบผ้ากลับบ้านเหมือนกันครับ เพราะปรากฏว่าเขาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ตรงนี้ก็อยากจะให้เปึนข้อส่วนหนึ่ง ในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนและเรื่องในการทําสัญญาว่าเรื่องของค่าเงินเหล่านี้เราจะเยียวยา ในส่วนของภูมิภาคนี้อย่างไร แล้วส่วนหนึ่งก็คือเรื่องเสียเปรียบในเรื่องของการสวมสิทธิ สินค้าซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยในการที่จะมีปฏิสัมพันธ์ในเรื่องของภาคีต่าง ๆ แต่ก็อยากจะให้รัฐบาลไทยในฐานะที่จะเข้าไปร่วมเจรจา ก็ช่วยปัองกันผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ค้ารายย่อยพวกเอสเอ็มอีต่าง ๆ เพราะฉะนั้นนําเรียนว่าข้อห่วงใยเหล่านี้ก็หวังไว้ว่าการเจรจาในกรอบการค้าเสรี ในอนาคตระหว่างอาเซียนกับจีนคงจะนําข้อห่วงใยของเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายนําไป บันทึกไว้เพื่อจะได้เก็บประเด็นเหล่านี้ไปปัองกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ขอบคุณครับ