สุรเดช จิรัฐิติเจริญ หารือเรื่องการแก้ไขพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเน้นการปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า เพื่อให้ผู้นำเข้าสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้มากขึ้น และขอให้รัฐมนตรีเจรจาต่อรองเพื่อให้ไทยมีสิทธิพิเศษเท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เปึนการพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารเพื่อแก้ไข ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับที่ ๒ หรือ เอซีเอฟทีเอ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกระแสโลก เปลี่ยนไปมาก ความร่วมมือต่าง ๆ การค้าขายต่าง ๆ ในรูปของเอฟทีเอ หรือการค้าเสรี เปึนอันมากและในอาเซียนก็มีอาฟตา และอันนี้คือเอซีเอฟทีเอซึ่งเปึนความตกลง และความตกลงนี้ก็เปึนความตกลงซึ่งมีความตกลงครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา และมีการแก้ไขพิธีสารฉบับที่ ๑ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๙ วันนี้ ทางรัฐบาลนําเรื่องการแก้ไขพิธีสารมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเปึนครั้งที่ ๒ การค้าเสรี อาเซียน-จีน เพื่อนสมาชิกก็อภิปรายไปแล้ว ๒ ท่านก็มีผลกระทบ และมีทั้งข้อดีข้อเสีย เราต้องยอมรับในความตกลงในการค้า แต่เราจะทําอย่างไรเพื่อที่จะเอาความตกลงนั้น หรือพันธกรณีที่มีระหว่างประเทศไทยระหว่างอาเซียนกับจีนใช้ประโยชน์ได้สูงสุด เพราะความตกลงนี้ไม่เพียงแต่จะอาเซียนกับจีนนะครับ เรามีอาเซียน-ญี่ปุ์นคือเอเจเซป (AJCEP) ต่อไปอาเซียน+๓ อาเซียน+๖ ต่อไปอีกเปึนจํานวนมากก็ขอฝาก ในสาระสําคัญ ซึ่งทางท่านรัฐมนตรีได้กล่าวว่าก็เพื่อเปึนการปรับปรุงกระบวนการออกหนังสือรับรอง ถิ่นกําเนิดสินค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือเขาเรียกว่าถิ่นกําเนิดตามฟอร์ม อี (Form E) แล้วก็ ทําให้การค้าได้รับความสะดวกมากขึ้นเปึนการสนับสนุนให้เกิดประโยชน์ในการค้าเสรี อาฟตาจีนมากขึ้น ซึ่งทางท่านรัฐมนตรีบอกว่าต้องไปลงนามในการประชุมผู้นําประเทศ อาเซียนที่ประเทศเวียดนามภายในเดือนตุลาคม เนื่องจากว่าพิธีสารเพื่อแก้ไขนี้เขาบอกว่า ต้องมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ อันนี้คือเขามีเงื่อนเวลาว่ามีผลบังคับใช้ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นะครับ ดังนั้นเองในส่วนตัวเองก็มีความจําเปึนที่รัฐบาล ต้องมาพิจารณาหรือขอความเห็นชอบในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ตามที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวมาแล้วนะครับ ซึ่งสาระสําคัญผมขอเพิ่มเติม สักเล็กน้อยว่าจริง ๆ แล้วพิธีสารนี้มีสาระสําคัญอยู่ ๔ ด้าน
ด้านที่ ๑ เรื่องการปรับปรุงเนื้อหาให้ผู้นําเข้าสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทาง ภาษีให้มากขึ้น
ด้านที่ ๒ ก็กําหนดให้ผู้นําเข้านั้นสามารถทําพิธีการผ่านประเทศที่สาม หรือ เธิร์ด ปาร์ตี้ ได้
ด้านที่ ๓ เปึนการแลกเปลี่ยนกําหนดเวลาในการออกใบรับรองสินค้าหรือ ฟอร์มอี ซึ่งสามารถกระทําได้ก่อนออกสินค้า
ด้านที่ ๔ มีการระบุวิธีการดําเนินการให้ศุลกากรสามารถตรวจสินค้า ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเดิมนั้นเปึนการระบุกว้าง ๆ ทําให้มีปัญหาในการปฏิบัติ เปึนจํานวนมากนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายว่าที่ผ่านมาเรามีการใช้พิธีสารหรือ อาเซียน-จีนนั้นเปึนเวลาถึง ๕-๖ ป้ และประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งเชิงบวก เชิงลบ เชิงบวก จากตัวเลขที่ว่าสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น หรือเชิงลบก็ว่ามีการทุ่มตลาดหรือนําสินค้ามา อย่างเช่น โคเนื้อก็ดีหรือกระเทียมที่ภาคเหนือได้รับผลกระทบ ถ้าเรามองพิจารณา แยกทีละประเด็น แยกได้ว่าระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนเราได้อะไร หรือมีปัญหา อย่างไร ผมอยากจะให้เอาบทเรียนที่ผ่านมาทั้งความตกลงตั้งแต่ป้ ๒๕๔๗ จนถึงพิธีการ แก้พิธีสารครั้งที่ ๑ ป้ ๒๕๔๙ ซึ่งวันนี้เปึนการแก้ไขครั้งที่ ๒ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นั้นอยากให้นําบทเรียนที่ผ่านมาเอามาปรับปรุงแก้ไขให้เปึนประโยชน์ กับประเทศไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ บทเรียนที่ผ่านมาอย่างเรื่องการค้าไทย-จีน ผมขอพูดในโฟกัส (Focus) ของไทย-จีนก็แล้วกัน อย่าพูดถึงอาเซียนไทย-จีนนั้นระหว่าง ประเทศไทยไปยังประเทศจีน ตลาดจีนมีประชากรถึง ๑,๐๐๐ กว่าล้านคน เราขายสินค้า อย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถขายได้จํานวนมาก แต่ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ โดยเฉพาะ สินค้าผลไม้เราส่งไปขายที่ประเทศจีน ดูเหมือนดีนะครับเพราะว่าประเทศจีนมีความต้องการ สินค้าผลไม้ค่อนข้างจะมาก ถ้าสามารถส่งขายได้โดยตรงไปยังประเทศจีนไม่มีอุปสรรค แต่ที่ผ่านมามีอุปสรรคอย่างมากมาย กว่าจะผ่าน กว่าจะเดินทางต้องคดเคี้ยวจะต้องผ่าน ไปยังลาว ไปยังเวียดนาม หรือไปทางเรือเข้าไปทางฮ่องกงหรือกวางเจามีการตรวจสินค้า ขั้นตอนมากมายทําให้ล่าช้าในการตรวจสินค้าและการขนส่งทําให้สินค้าของเรานั้นเสียหาย เพราะเราเปึนสินค้าเกษตร ดังนั้นความล่าช้าอันนั้นเองควรน่าจะเอาเปึนบทเรียน หรือการปรับปรุงวิธีการในการเจรจาในพิธีสารครั้งที่ ๒ ต่อไป หรือแม้กระทั่งพิกัดภาษี ท่านประธานครับ เราเองเราบอกว่าเราอาฟตา เอฟทีเอ สินค้า ๐ ภาษี ๐ จริงอยู่ครับ เราค้าขายกับประเทศจีนภาษี ๐ จริง ภาษีนําเข้า ๐ แต่พอเข้าไปจริง ๆ แล้วประเทศจีน เขามีภาษีท้องถิ่นอีกมากมาย และแต่ละมณฑลอัตราภาษีก็ไม่เท่ากัน ของประเทศจีน ส่งขายสินค้าผลไม้ล่องเรือจากชิงหงมาที่จังหวัดเชียงรายสามารถถึงประตูหน้าบ้านเรา ขายได้ภาษี ๐ เนื่องจากว่าภาษีของเรานําเข้า ๐ และภาษีทางด้านเกษตรก็ ๐ แล้วก็ทําให้ ส่งขายถึงบ้านเรา แต่เวลาเราจะกลับขายสินค้าผลไม้เมืองร้อนขายไปยังประเทศจีน วิธีการศุลกากรยุ่งยากทําให้เน่าเสีย ถึงลัดขั้นตอนแล้วก็เจออัตราภาษีที่ยุ่งยากและมาก จนเกินไป หรือเปึนลักษณะที่เขาเรียกว่า มาตรการที่ไม่ใช้ภาษีหรือ นอน แทรีฟ แบริเออร์ (Non tariff barrier) ก็ขอฝาก และอีกอย่างหนึ่งของประเทศจีนนั้นที่กระทํากับเราว่า ประเทศจีนสามารถส่งขายโดยตรงกับประเทศไทยได้ ใครก็สามารถเปึนผู้ค้าได้ แต่เวลาเราที่จะขายกับประเทศจีนนั้นคนที่จะขายสินค้าให้ประเทศจีนนั้นต้องมี ไลเซ็น (License) ต้องมีใบอนุญาต ซึ่งสินค้าที่ประเทศไทยจะขายในประเทศจีนนั้นมีอยู่แค่ ๓-๔ เจ้า ดังนั้นเองคือข้อจํากัดอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่ภาษี อยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับ ขออย่าให้เอาข้อบกพร่องหรือข้อที่เปึนอุปสรรคต่าง ๆ นั้นมาปรับใช้ หรือมาแก้ไขในการแก้ไขพิธีสารซึ่งจะมีในคราวต่อไป ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ที่ว่า ประเทศไทยขายกับประเทศจีน ถ้ามองมาประเทศจีนขายประเทศไทยบ้างปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเช่นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อย่างเช่นเครื่องใช้ไฟฟัาเราเหมือนว่าถูก มาใช้เครื่อง พัดลม ไมโครเวฟ ตู้เย็น ถูก แต่ว่าท่านประธานบางทีความถูกนั้นแทบจะไม่ได้มาตรฐาน อุบัติเหตุหรือความปลอดภัยมีหรือไม่ อาจจะเกิดไฟฟัาลัดวงจรทําให้เกิดเพลิงไหม้ หรือแม้กระทั่งสินค้าในอาหารอาจจะมีสารเมลามีน (Melamine) ปะปนมา เรามีมาตรการ ที่จะปัองกันเรื่องมาตรฐานและสุขอนามัยเพียงพอหรือเปล่าในเรื่องของมาตรฐานของ สินค้า และอีกอย่างหนึ่งประเทศไทยเองเปึนสินค้าเราบอกว่าในเมื่อมีเอฟทีเอ ภาษี ๐ ภาษีด้านเกษตรเราก็ ๐ นะครับ การที่ประเทศจีนสามารถส่งสินค้าเมืองหนาว มายังที่ไทย ได้โดยตรงทําให้เมืองไทยนั้นมีผลกระทบโดยตรง ก็ขอฝากว่าเราจะมีมาตรการหรือปัองกัน หรือจะเจรจาต่อรองว่าถ้าเราเป่ดศูนย์แล้วเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่มีแล้วของจีนจะสามารถลด
แล้วอีกอย่างหนึ่ง เรามีมาตรการเซฟการ์ด (Safeguard) หรือเปล่า เพราะว่าถ้าเกิดมีการทะลักมา เนื่องจากประเทศจีนเรายอมรับว่าเปึนประเทศขนาดใหญ่ มี อีโคโนมิค ออฟ สเกล (Economic of Scale) มีความคุ้มค่าในการลงทุนสูง ดังนั้น ต้นทุนก็ถูก แม้กระทั่งผลไม้ก็ดี สินค้าอุตสาหกรรม แม้กระทั่งสิ่งทอ แน่นอนเข้ามาแล้ว ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถจะแข่งขันได้ เรามีมาตรการปัองกันหรือเซฟการ์ดในการปัองกัน สินค้าการเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรมหรือไม่อย่างไรนะครับ
แล้วอีกอย่างหนึ่ง อาจจะเปึนเหตุการณ์ปัจจุบันเรื่องค่าเงินหยวนนะครับ เราเองค่าเงินบาทเราแข็งขึ้นเกือบ ๙ เปอร์เซ็นต์ แต่จีนเองไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ค่าเงินหยวน ที่ถูกลงแต่ทําให้สินค้าถูก จะทําให้การขายของจีนมีมากขึ้น ก็ช่วยดูด้วยครับ
แล้วอีกประเด็นหนึ่ง ความร่วมมือของจีนนั้นมีความร่วมมือสิทธิพิเศษ ที่ช่วยประเทศเพื่อนบ้านคือให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีกับประเทศเวียดนาม ประเทศลาว ประเทศพม่า แต่ประเทศไทยก็มองว่าไม่ติดกับประเทศจีนจึงไม่มีสิทธิพิเศษนั้น ดังนั้น ท่านประธานครับ เราสามารถเจรจาต่อรองถ้าให้เรามีสิทธิพิเศษให้เหมือนกับประเทศ ในอาเซียน เพราะเรามีความตกลงเสรีอาเซียน-จีน แต่ว่าประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศเวียดนาม ประเทศพม่า ประเทศลาวนั้นสามารถมีสิทธิพิเศษในการค้ามากกว่าประเทศไทย อยากจะให้ ท่านรัฐมนตรีไปเจรจาว่าขอสิทธิพิเศษให้เท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านได้หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าได้มีการสอบถามกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ส่งออก ผู้นําเข้า แล้วก็ผู้ผลิต หรือผู้บริโภคหรือไม่ในการที่แก้ไข เพราะว่าในเมื่อมีการแก้ไขทบทวนแล้ว อยากจะให้เอาข้อบกพร่องหรืออุปสรรคต่าง ๆ นั้นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการทําพิธีสารต่อไป แล้วก็ขอให้ได้มีการนําความรู้ให้ข้อมูลกับผู้ที่เกี่ยวข้องพี่น้อง ประชาชนได้เพียงไร เพราะว่าความตกลงนั้นเปึนพันธกรณีซึ่งมีผลบังคับใช้ ดังนั้นเอง เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าจะเอาประโยชน์แห่งการความร่วมมือหรือข้อตกลงหรือพิธีสารนั้น มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร อย่างที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านเจริญ ภักดีวานิช บอกว่าเรามีการนําใช้สิทธิประโยชน์นั้นเพียง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงอยากจะให้ ความรู้ให้กับพี่น้องประชาชนให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป
และสุดท้าย เราเองมีการตั้งรับแล้วรัฐบาลเองมีการส่งเสริมกับ ผู้ประกอบการหรือไม่ เราเองปล่อยให้ผู้ประกอบการของไทยไปสู้เองโดยลําพัง ประเทศอื่น การค้าขายนั้นรัฐบาลเขาช่วยเหลือมีมาตรการต่าง ๆ แต่ไทยเอง ผู้ประกอบการไทย ช่วยเหลือตัวเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลเองได้มีมาตรการหรือมีวิธีการที่จะช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งกับต่างประเทศได้หรือไม่ครับ ขอบคุณครับ