รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง พูดเรื่องการค้าเสรี (เอฟที) และอธิบายว่าเป็นกรอบการค้าที่ไม่มีการเก็บภาษี ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการค้า แต่กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จริงๆ คือกลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ ไม่ใช่เกษตรกรหรือชาวบ้าน

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยนาท

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิกแล้วก็ท่านรัฐมนตรีด้วย วันนี้ต้องถือว่าตั้งแต่เช้ามาเราพิจารณากัน หลายเรื่องและเรื่องสําคัญ ๆ ก็เปึนเรื่องที่เรียกว่า เปึนเรื่องของกรอบเจรจาทางการค้า ซึ่งจะเปึนส่วนที่เรียกว่าได้ผลประโยชน์ตกกับใคร อย่างไร หรือไม่ ซึ่งมีพี่น้องประชาชน โดยถ้วนทั่วของประเทศเรานั้นจะเปึนผู้ที่ได้ผลดีหรือได้ผลกระทบกับกรอบการเจรจา ที่กล่าวมาตั้งแต่เช้า ไม่ว่าจะเปึนของประเทศจีน ตอนนี้ก็จะมาเปึนของประเทศออสเตรเลีย แล้วก็ประเทศนิวซีแลนด์ ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่า สาเหตุเกิดจากว่าเราไปมี การค้าระหว่างประเทศกันเกิดขึ้นมาช้านาน แล้วเราก็ได้ไปทําสนธิสัญญาในเรื่องของ กรอบการค้า ในเรื่องของเอฟทีเอก็คือ ฟรี เทรด แอเรีย (Free Trade Area) ฟรี เทรด แอเรีย หรือการค้าเสรีนั้นจริง ๆ แล้วต้องบอกว่า ถ้าแปลคําว่าการค้าเสรีนั้นพี่น้องประชาชนหรือคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างแท้จริง ก็อาจจะยังไม่เข้าใจมากนัก สําหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงก็คงมีความเข้าใจแล้วก็ซาบซึ้ง หรือรู้ซึ้งถึงพิษภัยของเรื่องดังกล่าวพอสมควร พูดง่าย ๆ โดยสรุปก็คือว่าเปึนพื้นที่ของ การที่ไม่เก็บภาษีร่วมกันนั่นเอง ต่างคนต่างมีสิทธิเสรีทางการค้าร่วมกัน ใครใคร่ค้าค้า ใครจะทําอย่างไรก็ทํา ถ้าเราสรุปความหมายก็จะเปึนลักษณะอย่างนั้น ทีนี้พอใช้ไปได้ ระยะหนึ่งก็จะมีการเจรจาในการที่จะตกลงกันเพิ่มขึ้น ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวมาตอนที่ เสนอขึ้นมานั้นท่านก็พูดในสิ่งที่ดีครับ แน่นอนถ้าผมจะพูดเปรียบเปรยเปรียบเทียบว่า ประชากรของประเทศไทยเราในอดีตนั้นเราก็มีไม่กี่ล้านคนครับ ท่านประธาน ปัจจุบัน พ.ศ. นี้เราก็มีถึง ๖๔ ล้านคน มันต้องเพิ่มขึ้นครับ ในทํานองเดียวกันในเรื่องของอุปมาอุปมัย หรือในเรื่องของการเปรียบเทียบก็คือ ในเรื่องของการค้าก็เช่นเดียวกัน ตัวเลขการค้า ในอดีตกับปัจจุบันมันก็ต้องแตกต่างกันแน่นอน เปึนเงาตามตัวครับ มันเปึนไปไม่ได้ ที่มันจะอยู่นิ่งหรือมันไม่เพิ่มขึ้น แต่ว่าสิ่งที่เพิ่มขึ้นต้องวัดด้วยสัดส่วนของการเพิ่มขึ้น ท่านต้องใช้สถิติการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มาวัด ว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยขนาดไหน อย่างไร ในป้ใด พ.ศ. ใด ในขณะเดียวกันถ้าท่านไม่ได้พูดถึงว่าป้ใด พ.ศ. ใดก็ไม่เปึนไร แต่ว่าท่านไม่ใช่หยิบยกเฉพาะป้ที่มันแย่ป้ที่มันน้อย แล้วเอามาเปรียบเทียบป้ที่มาก ถ้าอย่างนั้นผู้ฟังหรือผู้ที่ได้รับทราบข้อมูลก็ได้รับข้อมูลที่ไม่ชัดเจน หรือไม่ถ่องแท้หรือไม่ เพียงพอในการที่จะใช้ในการวิเคราะห์หรือศึกษา ในขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าตัวเลข ที่ท่านให้มาท่านบอกว่ามีการเจริญเติบโตในเรื่องของการค้ามากขึ้น การค้าเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นก็ต้องเจาะลึกกันไปว่าใครเปึนคนกลุ่มไหน กลุ่มไหนที่มันได้ผลประโยชน์ กลุ่มไหนที่เปึนการค้าเพิ่มขึ้น กลุ่มยานยนต์ใช่ไหม กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ใช่ไหม ถ้าท่านบอกว่าใช่ ผมก็บอกว่าถูกต้อง แต่กลุ่มที่ตายคือใคร เกษตรกรใช่ไหม ชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนาใช่ไหม คําตอบที่ผมมีอยู่ก็คือใช่ ผมเองพูดตั้งแต่เช้าก็บอกว่าท่านกําลังเอา เนื้อหนูไปแปะเนื้อช้าง ท่านกําลังเอาชาวไร่ชาวนา ชาวบ้าน คนยากจนไปค้ําจุน หรือไปช่วยเหลือคนที่มีฐานะมาก หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ เมื่อเช้าผมได้ยินเพื่อนสมาชิกรัฐสภาพูด ผมเองยังขัดหู ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเรื่องหนึ่ง ที่บอกขัดหูเพราะอะไรครับ ท่านประธาน ดีใจกับตัวเลข บอกเราได้ส่งยานยนต์ซึ่งเปึนสินค้าประเทศไทยออกไป จําหน่ายยังต่างประเทศ คิดอย่างไร ยานยนต์หรือเปึนสินค้าประเทศไทย ไม่ใช่ ยานยนต์ ตัวไหนบ้างที่เปึนสินค้าประเทศไทย ไม่มี เอายี่ห้ออะไร ทุกยี่ห้อเปึนของต่างชาติหมด ไม่มีเปึนของคนไทยแม้แต่อันเดียว มีอยู่ก็คนไทยเปึนผู้ร่วมทุนเท่านั้นเอง แต่ทุนส่วนใหญ่ ก็เปึนทุนข้ามชาติ บริษัทแม่ของเขาในประเทศต่าง ๆ ก็ยังควบคุมอยู่ เราไม่ได้มีในเรื่อง ของยานยนต์ที่เปึนของตนเองเลย การที่เราสนับสนุนต่างชาติในการค้าขายในลักษณะ ของการส่งเสริมในลักษณะดังกล่าวนั้น ผมเองยังบอกได้ว่าเปึนพิษภัย ถามว่าเปึนพิษภัย อย่างไร ยิ่งสนับสนุนกันมาก แน่นอนครับ เรายกตัวอย่างกลุ่มยานยนต์ เราไปสนับสนุน ท้ายที่สุดประเทศไทยเราก็ไม่มียานยนต์เปึนของตัวเอง ไม่มีบริษัทรถยนต์เปึนของตัวเอง ไม่มีบริษัทที่จะผลิตอะไรที่เปึนในลักษณะของตนเองที่เรียกว่า เปึนทุนแข็งแกร่งหรือเปึนอุตสาหกรรมแข็งแกร่งของประเทศได้ ที่เรียกว่าเปึนลักษณะ ของธุรกิจที่สามารถยืนบนลําแข้งลําขาการพึ่งพาตนเองได้ เราไม่สามารถทําได้ ประเทศ ใกล้เคียงเสียอีกครับ ประเทศฟ่ลิปป่นส์ ประเทศมาเลเซียเขายังทําได้ครับท่านประธาน เราทําไม่ได้ครับ ประเทศเกาหลีทําได้ ในขณะนี้ประเทศไทยเราทําไม่ได้ เราไม่มีปัญญา จะทําใช่หรือไม่ ไม่ใช่ คําตอบก็คือเราหลับหูหลับตาไปร่วมไม้ลงมือกับเขา ส่งเสริมเขา จนกระทั่งลืมพวกเรากันเอง ในขณะนี้ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เรากําลังจะให้ ในลักษณะของการที่จะเรียกว่าการรับรองในเรื่องของหนังสือ การรับรองในเรื่องของ ถิ่นกําเนิดขึ้นมาอย่างนี้เปึนต้น เพื่อที่จะเอาสินค้าจากประเทศหนึ่งหรือจุดหนึ่งสามารถ ผ่านประเทศเราไปได้อย่างนี้ครับ ผมบอกได้เลยเปึนการล้มละลายประเทศครั้งที่ ๒ คนที่ จะล้มละลายคนที่จะเสียหายมากที่สุดคือชาวไร่ชาวนา ชาวบ้าน เกษตรกร สิ่งเหล่านี้ เราเคยคิดตระหนักหรือไม่ ถามคําถามว่าสิ่งที่เปึนตัวเลขใหญ่ ๆ ที่ท่านบอกว่าได้มานั้น ไม่ว่าจะการค้าการลงทุนหรือการขายสินค้าได้มากขึ้น ถามว่าเงินเหล่านั้นมันเข้ากระเปิา ของพี่น้องเกษตรกรหรือไม่ จะขายรถยนต์วันนี้อีกสักเท่าไรก็ตามแต่ จะขายผลิตภัณฑ์อื่น สักเท่าไรก็ตามแต่เถอะให้มันได้เงินได้ทองมามากมายมหาศาลอย่างไรก็ตามแต่ แต่ถาม คําถามว่าชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนาไปได้อะไรด้วย ได้ตรงไหนด้วย ไม่ได้ ไม่มี ถามว่าท่าน ไปเก็บภาษีมาหรือเปล่า ก็เปล่า ไม่มี และเอามาช่วยเหลืออย่างไรก็ไม่มี แม้แต่ในเรื่องของ การที่จะบอกว่าเมื่อเกิดผลกระทบแล้วจะเยียวยา เมื่อเช้าผมก็พูดแล้วครับท่านประธาน ไม่มี ท่านลองแสดงมาสิว่าตัวเลขที่ท่านไปเยียวยาไปเยียวยาที่ไหน ไปเยียวยากี่บาท กี่สลึง กี่สตางค์กับใคร นาย ก นาย ข ตรงไหน มีตรงไหนบ้าง ไม่มี นี่หรือการทํางาน ของรัฐบาลที่ดี ไม่มีครับ ผมว่าเปึนเรื่องของความที่เรียกว่าแย่ที่สุดที่ผมเองพบเห็นมาว่า แทนที่จะมาดูในเรื่องปัญหาว่าการเจรจาเอฟทีเอเราที่ผ่านไปแล้ว ประเทศเราเกษตรกรเรา เสียหายตรงไหน บ้านเมืองเราแย่ตรงไหน ผลิตภัณฑ์เราไม่ดีอย่างไร แทนที่จะเอาเรื่อง อย่างนั้นไปคุยกับเขาไปแก้กับเขาและดําเนินการ บอกตรงนี้ผมทําไปแล้วนะ พี่น้องเกษตรกรผม ประเทศผมแย่เหลือเกินเลยตอนนี้ขอเถอะเรื่องอย่างนี้ ผมขอเถอะปรับเปลี่ยนได้ไหม ขอสินค้าผมเพิ่มขึ้นได้ไหม หรืออะไรก็ตามแต่ทําสิครับ นี่ไม่ทําครับท่านประธาน ไม่ทําปล่อยตลอด ถ้าอย่างนี้ก็บอกท่านประธานได้ครับว่าใครก็เปึนได้รัฐมนตรีแบบนี้ เปึนได้ครับ ใครก็เปึนได้ เปึนไปแบบที่เรียกว่าใครจะเปึนอย่างไรก็ช่างลูกหลานจะเปึน อย่างไรก็ช่าง ประเทศจะเปึนอย่างไรก็ช่าง ถ้าอย่างนี้บาปกรรมครับท่านประธาน บาปกรรม ประเทศเสียหาย พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ ผมจะกราบเรียนท่านประธานครับ เอฟทีเอที่เราไปเจรจาผมเองไม่ใช่ไม่เห็นด้วยทั้งหมดในเรื่องของฟรี เทรด แอเรีย หรือเอฟทีเอ ผมเห็นด้วยกับการทํา การทําผมเห็นด้วย เพราะเราจะได้มีประเทศที่เรียกว่าเปึนประเทศ คู่ค้าที่สะดวกสบายหรือเสรีมากขึ้นในการที่จะไม่เก็บภาษีซึ่งกันและกัน แต่วิธีการ มันต้องมี แต่วิธีการของเราที่เราทํากันเราก็ปล่อยแล้วก็ไม่เข้าไปดูพี่น้องเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรก็ได้รับความเสียหาย อย่างประเทศออสเตรเลียเขามีความแข็งแกร่ง ในเรื่องของวัว มีความแข็งแกร่งในเรื่องของผลิตภัณฑ์นม มีความแข็งแกร่งในเรื่องของ ผลิตภัณฑ์พืชผลการเกษตร ตรงนี้เมื่อเราเจรจากับเขาแล้วเรารู้ว่ามันจะต้องกระทบ กับพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ชาวบ้านของเรา ผู้เลี้ยงภาคการเกษตรพวกปศุสัตว์ ทั้งหลายเราทําอย่างไร จะแก้ไขอย่างไร เมื่อสัญญาเอฟทีเอของเราผ่านไปแล้วเราก็ต้อง มาดูว่าตัวไหนบ้างเปึนอย่างไร และเราจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรกับเขา แต่ปรากฏไม่ได้ทําอย่างนั้น นี่ปรากฏว่าการแก้ไขจะยินยอมให้เขาสามารถที่จะเปลี่ยน ในลักษณะของการรับรองถิ่นกําเนิด ในลักษณะนี้ยิ่งไปกันใหญ่ท่านประธาน ปัญหา มันยิ่งมากใหญ่ท่านประธาน ปัญหาเก่าก็แก้จะไม่ไหวอยู่แล้วเอาปัญหาใหม่มาทับถม และปัญหาใหม่นี่ที่รับรองถิ่นกําเนิดบอกได้เลย ท่านประธานก็เปึนผู้หลักผู้ใหญ่นะ ผ่านชีวิตมาเยอะ เรียนหนังสือก็มากนะท่านประธาน ท่านประธานดูออกเลยมันจะเกิดอะไร กับบ้านเมือง ท่านประธานต้องบอกลูกหลานถ้าไม่อย่างนั้นไม่ได้ผมว่าบ้านเมือง เสียหายหมด มันเสียหายครับ มันทําแล้วชาติเราจะไปกันใหญ่ ท้ายที่สุดคนได้ดีก็จะได้ดี ไปตลอดและคนแย่คือพี่น้องประชาชนผู้ไม่มีกําลัง เอาอย่างนี้ท่านประธานผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธาน ในอนาคตบ้านเราประเทศเราตอนนี้ ๖๔ ล้านคน ในอนาคต ต้องเปึน ๗๐ ล้านคน ๘๐ ล้านคน เปึน ๑๐๐ ล้านคน อีกไม่นานนี้ คําถามก็คือเรามีที่ดิน อยู่เท่าเดิม ลูกหลาน ๑ ครอบครัวเรามีที่ดินกันอยู่ตอนนี้ ๔๐ ไร่ ๕๐ ไร่ ๒๐ ไร่ ๑๐ ไร่ ๘ ไร่ ในอนาคตมันต้องแบ่งกันอีกลูกหลานเกิดมามันต้องแบ่งที่ดินกันไปกินไปนอนไปใช้กัน ท้ายที่สุดขอกราบเรียนท่านประธานว่าเขาจะมีรายได้เหลือคนละกี่บาทในครัวเรือน ที่เอามาใช้ มันน้อยลง ตรงนี้มันเปึนโจทย์ของคนบริหารประเทศชาติคนจะเปึนรัฐบาล คนจะเปึนนายกรัฐมนตรีต้องตีโจทย์ให้แตกว่าแล้วเราจะทําอย่างไร