สถาพร มณีรัตน์ หารือเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศชิลี โดยเน้นการส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการเกษตรและถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน และมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเกษตรกรไทยและนักลงทุนไทยเมื่อไทยเข้าร่วมการเปิดเสรีการค้าเอฟทีเอ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทยจังหวัดลําพูน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศชิลี ซึ่งเน้นการทําข้อตกลงอยู่ ๒ ประการ
ประการแรก ก็คือการส่งเสริมสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการเกษตร และถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันระหว่างประเทศชิลีกับประเทศไทยด้านการเกษตร
ประการที่สอง คือข้อตกลงร่วมในการที่จะเป่ดการค้าเสรีเอฟทีเอระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศชิลี สิ่งที่ทางรัฐบาลได้นําเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ก็คือว่าความรุ่งเรือง การค้าการขายเชิงธุรกิจ ซึ่งได้รายงานสภาว่าสิ่งที่ประเทศไทยน่าที่จะส่งออกไปยัง ประเทศชิลีได้ก็คือเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ และประเทศไทยน่าจะได้นําเข้าทรัพยากร เช่น แร่ ทองแดง และสินค้าการเกษตร เช่น ไวน์และผลไม้บางชนิดจากประเทศชิลี ข้อห่วงใยของกระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็คือว่าเราต้องยอมรับว่าการเป่ดเอฟทีเอนั้น มีทั้งส่วนดีและส่วนที่จะต้องตั้งข้อสังเกตเพื่อที่จะให้รัฐบาลนั้นระมัดระวัง ประเทศไทยเรานั้น ฐานส่วนใหญ่ก็คือการเกษตร เพราะฉะนั้นการเป่ดเอฟทีเอนั้นเราอยากจะเห็นสินค้าเกษตร ของประเทศไทยไปเป่ดตลาดใหม่ ๆ ในทางประเทศอเมริกาใต้ ซึ่งจากข้อมูลในเบื้องต้น ประเทศชิลีนั้นมีประชากรอยู่ประมาณ ๑๖ ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ในอาชีพของเขานั้น ก็เปึนเรื่องของการเกษตรและมีการทําเหมืองแร่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ประเทศไทยก็คือ เรื่องของการเกษตรเปึนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นการเป่ดเอฟทีเอที่จะได้รับ นั่นก็หมายความว่า กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะได้รับผลประโยชน์ในการส่งเครื่องจักรกล เช่น รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟัา แต่ในขณะเดียวกันนั้นสินค้าเกษตรจากประเทศชิลีและเรื่องของเครื่องหนังหรืออะไรต่าง ๆ ที่จะมาจากประเทศชิลีเข้ามาสู่ประเทศไทยเพื่อที่จะมาขายในประเทศนั้น สําคัญว่า สิ่งเหล่านี้นั้นจะทําให้ตลาดสินค้าเกษตรไทย เมื่อเช้านี้เราก็ทําเอฟทีเอกับประเทศจีน แก้ไขกับประเทศจีน ก็เรื่องสินค้าเกษตร วันนี้ประเทศไทยมีประชากรประมาณ ๖๔ ล้านคน มีอาณาจักรขนาดนี้ เราได้เป่ดเอฟทีเอหรือเป่ดสินค้าเสรี ข้อตกลงต่าง ๆ ไปหลายประเทศ ที่ผ่านรัฐสภาแห่งนี้ตามข้อบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ข้อห่วงใย ประการหนึ่งก็คือว่าความพร้อมของเจ้าหน้าที่ราชการ ความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารของเรานั้น พร้อมหรือยัง แน่นอนที่สุดรัฐบาลนั้นมีความจําเปึนที่จะต้องบุกเบิก แต่ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนซึ่งจะต้องเปึนนักลงทุนรายเล็กรายน้อยนั้นเอื้อประโยชน์ในการทําเอฟทีเอ ขนาดไหน มีประโยชน์ที่จะดําเนินการทําให้การค้าขาย ผมยังเห็นว่าสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ ให้กับประเทศนี้ก็คือกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่สินค้าเกษตรเรา เช่น ข้าว ยางพารา น้ําตาล หรือผลไม้บางชนิดที่แปรรูปแล้ว อาหารกระปิองที่แปรรูปแล้ว เนื้อสัตว์ เนื้อวัวเราไม่สามารถที่จะไปขยายตลาดของเราทางฝัืงโน้นได้เลยใช่หรือไม่ ตรงนี้รัฐบาลก็ต้องชัดเจนในเรื่องของการเป่ดเอฟทีเอ ไม่ใช่ว่าเรารับสินค้าของเขา ในขณะเดียวกันนั้นก็มีเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศนี้เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีด้านการเกษตรจากข้อมูลที่ทางรัฐบาลได้นําเสนอในการที่ไปตกลง บันทึกทําความเข้าใจระหว่างประเทศชิลีกับความร่วมมือด้านการเกษตร ข้อห่วงใยก็คือ ผมเกรงว่าสินค้าที่จะเปึนจีเอ็มโอ (GMO) สินค้าที่จะเปึนเรื่องของการพัฒนาด้านปศุสัตว์ กับเรื่องของแอลกอฮอล์หรือไวน์ที่จะเข้ามาโจมตีในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้เราได้หาทาง ปัองกันกันอย่างไรบ้างในขอบเขตของการทําข้อตกลงความร่วมมือในเรื่องสินค้าเกษตร เพราะประเทศไทยเราวันนี้นั้นถิ่นฐานสินค้าเกษตร พืชพันธุ์จากประเทศไทยเรานั้น มีความต้องการที่จะส่งออกจํานวนมาก แต่ขณะเดียวกันนั้นเราจะเป่ดรับสินค้าเกษตร จากประเทศไกลโพ้นจากชายฝัืงทะเลถึงประเทศทางฝัืงอเมริกาใต้นั้น ก็อยากจะให้ ทางรัฐบาลระมัดระวังในเรื่องของสินค้า เรื่องของตลาด เรื่องของการปลอมแปลง เรื่องของการทําข้อมูลข้อตกลงที่รอบคอบ เพื่อไม่ให้ผลกระทบตกอยู่กับการเกษตร หรือพี่น้องชาวไร่ชาวนาของพวกเรา ผมจึงจะใช้เวลานี้ในการตั้งข้อสังเกตของการทําเอฟทีเอ ก็แล้วแต่ การร่วมมือด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมทางด้านการเกษตรก็แล้วแต่ ขอให้ ทางรัฐบาลระมัดระวังที่จะมีผลกระทบกับเกษตรกรไทยและผลกระทบกับนักลงทุนไทย ในอนาคตข้างหน้าด้วยครับ ขอบคุณครับ