กษิต ภิรมย์ เสนอการยอมรับข้อตกลงการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน โดยจะจัดตั้งที่กรุงปักกิ่ง โดยรัฐบาลจีนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 90% และประเทศสมาชิกอาเซียน 10% โดยประมาณค่าใช้จ่าย 2 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในนามของคณะรัฐมนตรี รู้สึกเปึนเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้นําเสนอบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบในวันนี้
ผมขอรายงานภูมิหลังการจัดทําบันทึกดังนี้นะครับ ในป้ที่ ๒๕๔๙ ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ได้เห็นชอบที่จะจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน และทั้ง ๒ ฝ์ายได้เริ่มการเจรจาร่างบันทึกความเข้าใจในต้นป้ ๒๕๕๐ โดยมีเปัาหมาย ที่จะให้ศูนย์อาเซียน-จีน เปึนศูนย์กลางข้อมูลและส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งครอบคลุมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา ตลอดจนข้อมูลและกิจกรรม ทางสังคม วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการสร้างความเข้าใจอันดีและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ในระดับประชาชน ต่อมาอาเซียนและจีนได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจในระหว่างการประชุมสุดยอด อาเซียน-จีน ครั้งที่ ๑๒ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ และตั้งเปัาให้ศูนย์เริ่มดําเนินงานได้ ภายใน ๒-๓ ป้ข้างหน้า โดยในป้นี้จะเริ่มดําเนินการในลักษณะศูนย์เสมือนจริง หรือเวอร์ชวล เซ็นเตอร์ (Virtual center) จนกว่าจะสามารถจัดตั้งศูนย์จริงได้ สาระสําคัญ ของเอกสารบันทึกมีดังนี้ครับ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีสาระสําคัญเกี่ยวกับการจัดตั้ง ศูนย์อาเซียน-จีนที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งมีสถานะเปึนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไร และทําหน้าที่ เปึนศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จที่ให้บริการข้อมูล คําแนะนํา และจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และความเข้าใจอันดีด้านสังคม และวัฒนธรรมระหว่างอาเซียนกับจีน โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าสอบถามหรือขอข้อมูล เช่น กฎระเบียบในการนําเข้า ส่งออก การลงทุน ตลอดจนข้อมูลพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ ของอาเซียนและจีน นอกจากนี้ศูนย์จะยังดําเนินกิจกรรม เช่น งานมหกรรมสินค้า เพื่อการส่งเสริมการค้าระหว่างอาเซียนและจีน การจับคู่ทางการค้า การสร้างเครือข่าย ทางการค้าและการลงทุน ซึ่งเปึนเรื่องที่สําคัญมากในการบุกตลาดขนาดใหญ่ของจีน ตลอดจนนิทรรศการส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุนต่าง ๆ และการศึกษา โดยศูนย์ จะเปึนอีกช่องทางหนึ่งของไทยในการบุกตลาดจีนซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว และทําให้ อาเซียนจะได้รับประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนไทย-จีนมากขึ้นด้วย อาเซียนและจีนจะร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของศูนย์ตลอดจน ส่งเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานที่ศูนย์ โดยประเทศจีนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร้อยละ ๙๐ และประเทศสมาชิกอาเซียน ๑๐ ประเทศร่วมกันร้อยละ ๑ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ จากประสบการณ์ในการดําเนินงานของศูนย์อาเซียน-เกาหลี ซึ่งได้เป่ดดําเนินการ เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ คาดว่าค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของศูนย์อาเซียน-จีน น่าจะตกอยู่ประมาณ ๒ ล้านเหรียญสหรัฐต่อป้ ซึ่งอาเซียนจะร่วมกันรับผิดชอบ ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐต่อป้ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศรวมทั้ง ประเทศไทยจะรับผิดชอบประมาณประเทศละ ๒๐,๐๐๐ ดอลลาร์ หรือ ๒๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ ต่อป้ ทั้งนี้โดยที่ศูนย์อาเซียน-จีนจัดตั้งที่กรุงปักกิ่ง ประเทศไทยจึงไม่มีข้อผูกพันในเรื่อง การให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน รวมทั้งภาระผูกพันด้านงบประมาณก็ไม่น่าจะเกินป้ละ ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยกเว้นในอนาคตเมื่อศูนย์มีการจัดกิจกรรมมากขึ้น ซึ่งอาเซียนก็จะต้องพยายามให้การจัดกิจกรรมดังกล่าวเปึนประโยชน์แก่อาเซียนมากขึ้น ตามไปด้วย นอกจากนี้แม้การเจรจาจัดทําร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเริ่มขึ้น เมื่อป้ ๒๕๕๐ ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะมีผลใช้บังคับ แต่ในการเจรจา ครั้งต่อ ๆ มารัฐบาลก็ได้ดําเนินการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และแจ้ง หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมพิจารณาด้วย และยังได้เผยแพร่ ในเว็บไซต์ (Web site) ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๑๕ ให้สาธารณชน ทราบด้วยแล้ว ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผมขอเรียน เพิ่มเติมว่ารัฐสภาเคยให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้แล้วในคราวประชุม ร่วมกันของรัฐสภา สมัยสามัญทั่วไป ครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๖ ถึงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขบางประการดังรายละเอียดตามตารางแนบ ซึ่งไม่กระทบต่อหลักการ แต่เปึนเรื่องการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่เจ้าหน้าที่อาเซียน ที่จะไปปฏิบัติงานที่ศูนย์ดังกล่าว เนื่องจากประเทศจีนมีการปรับปรุงกฎหมายภายใน ที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลจึงเห็นควรให้รัฐสภาได้รับทราบและพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะดําเนินการให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นกระผมจึงหวังว่าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา จะให้ความเห็นชอบต่อบันทึกความเข้าใจเพื่อให้ประเทศไทยสามารถดําเนินการแจ้ง สํานักเลขาธิการอาเซียนถึงการเสร็จสมบูรณ์ของการดําเนินการตามขั้นตอนภายใน เพื่อให้บันทึกความเข้าใจมีผลใช้บังคับต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ