รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓

วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องกรอบการเจรจาเพื่อแก้ไขว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้าภายใต้ พิธีสารระหว่างไทยกับเปรู และเรียกร้องให้รัฐบาลนำเอกสารทั้งสองฉบับมาให้สภาเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยและเปรูไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญานี้ จึงไม่ควรแก้ไขข้อความที่ได้ตกลงกันไว้

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นในเรื่องของกรอบการเจรจาเพื่อแก้ไขว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้าภายใต้ พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู ประเด็นของผมก็คือ ในเบื้องต้นนี่ก็มีความไม่มั่นใจเท่าไรนะครับว่าในเรื่องของกรอบการเจรจาที่ทางรัฐบาล ได้นํามาให้รัฐสภานี้ให้ความเห็นชอบจะมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน เพราะว่า ๒ ประเด็นที่อยากจะตั้งข้อสังเกตนะครับ

ในเรื่องแรก ก็คือเรื่องของเอกสารที่นําเสนอให้รัฐสภาเราพิจารณานั้น ปรากฏว่าเอามาเพียงส่วนเดียว เอาเฉพาะในส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงมาให้สมาชิก พวกเราได้ดูกัน ที่จริงแล้วควรจะได้มีการเอามาให้ดูทั้งฉบับเพื่อจะได้เห็นว่าในส่วนที่มี การเปลี่ยนแปลงนั้นจะกระทบหรือไม่กระทบต่อสัญญาทั้งฉบับอย่างไร อันนี้คือ ประเด็นที่๑ ที่อยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องเอกสาร เพราะว่าดูทั้ง ๒ ส่วน ทั้งส่วนที่มี หนังสือนําจากท่านนายกรัฐมนตรีและส่วนที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทํา ทั้ง ๒ ส่วนปรากฏว่าไม่มีเอกสารทั้งฉบับเลยนะครับ อันนั้นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเอาเฉพาะข้อความที่จะขอเปลี่ยนแปลงใหม่มาให้กับ รัฐสภาดูโดยที่ไม่มีข้อความเดิมว่าข้อความเดิมได้เขียนไว้อย่างไร ฉะนั้นในส่วนนี้ก็คือว่าเราก็ ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าระหว่างของเก่ากับของใหม่ สุดท้ายมันจะเปึนประโยชน์กับ ประเทศไทยหรือไม่อย่างไร แล้วก็เปึนการขอแก้ฝ์ายเดียวคือฝ์ายทางสาธารณรัฐเปรู เปึนฝ์ายขอแก้ไข ฉะนั้นก็ขออนุญาตผ่านท่านประธานไปยังฝ์ายบริหารคือรัฐบาลขอให้นํา เอกสารทั้ง ๒ ส่วนทั้งฉบับแล้วก็ในส่วนที่แก้ไขของเดิมและของที่จะแก้ไข เพื่อที่จะได้ให้ สภาได้เปรียบเทียบได้ นอกจากนี้แล้วอยากจะขอตั้งข้อสังเกตนะครับ ข้ออ้างที่รัฐบาล สาธารณรัฐเปรูอ้างว่าสาธารณรัฐเปรูไม่ได้เปึนสมาชิกของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรือว่า อันคลอส ที่จริงแล้วประเทศไทยเองก็ไม่ได้เปึน ฉะนั้นความต่างผมไม่แน่ใจว่าที่ยกประเด็นขึ้นมาว่าการที่ไม่ได้เปึนภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลแล้วจะมาขอแก้ข้อความที่ได้มีการตกลงกันไว้ เพราะทั้ง ๒ ประเทศทั้งไทยและสาธารณรัฐเปรูนี่ก็ไม่ได้เปึนภาคีทั้งคู่ ฉะนั้นไม่น่าจะมีผล ในเรื่องของการอ้างว่าสาธารณรัฐเปรูไม่ได้เปึนภาคีแล้วก็จะต้องมาแก้ไขกรอบการเจรจา ในครั้งนี้

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง ที่อยากจะเรียนก็คือว่าถ้าอ่านดูตามข้อทั้งข้อเอฟ และข้อจีจะเห็นว่ามีการใช้ศัพท์ซึ่งต่างออกไปจากศัพท์ที่ใช้อยู่ในกรณีของอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลฉบับนี้ ในข้อเอฟซึ่งเขียนไว้ในส่วนหลังนะครับ แมริไทม์ โซน ออฟ อะ ปาร์ตี้ ซีวอร์ด ออฟ เดอะ เทริโทเรียล ซี (maritime zone of a Party seaward of the territorial sea) จริง ๆ แล้วคํานี้ในอนุสัญญากฎหมายสหประชาชาติน่าจะใช้ ความหมายคําว่า เขตเศรษฐกิจจําเพาะ คือเอ็กซ์คลูซีฟ อีโคโนมิก โซน (Exclusive economic zone) แต่ปรากฏว่าไปเขียนขยายบอกว่าเปึนเขตทะเลซึ่งยื่นต่อออกไปจาก ทะเลอาณาเขต มันก็เลยทําให้เกิดความงงมากขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีในส่วนของข้อจีที่ได้ พูดถึงซับซอย (Subsoil) แล้วก็คอนทิเนนแทล เช็ลฟี (continental shelf) ซึ่งผมว่า ในส่วนนี้ทั้ง ๒ ประเทศเปึนภาคีอนุสัญญา ๑๙๕๘ อยู่ ซึ่งมีอยู่ ๔ ฉบับได้กําหนด ในเรื่องของคอนทิเนนแทล เช็ลฟ ไว้ ซึ่งมันก็มีการรับรองในส่วนของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเลอยู่ด้วย ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าตรงนี้ตกลงว่ามันเปลี่ยนแปลงอย่างไร แล้วจะเกิดผลอย่างไร

มีอีกประเด็นหนึ่ง ที่อยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีหรือทางฝ์ายบริหารก็คือว่า ในเรื่องของสินค้าอาหารทะเลนั้นถ้าเราจะเจรจา กับประเทศต่าง ๆ นี่ ผมไม่แน่ใจว่าฝ์ายบริหารได้เข้าใจไหมว่าแหล่งที่มาของอาหารทะเลของเรามันมี ความต่างจากประเทศอื่น แล้วก็จะเชื่อมโยงถึงการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วย เพราะว่า ในน่านน้ําของเรานั้นที่จับโดยเรือประมงไทยก็จะมี ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ คือน่านน้ํา เขตน่านน้ําไทยของเราเอง ตั้งแต่ทะเลภายใน ทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจําเพาะ อันนี้คือเขตน่านน้ําไทยที่เรามีอยู่ แล้วก็สามารถใช้กําหนดเปึนแหล่งกําเนิดสินค้า ได้ทั้งหมด แต่มันมีส่วนที่ ๒ ที่มันก็จะเปึนปัญหาว่าทางรัฐบาลจะใช้เงื่อนไขอะไรในการ เจรจา ก็คือว่าที่เปึนเขตเศรษฐกิจจําเพาะของประเทศอื่น เพราะว่าประเทศไทยไปทํา สัญญาทําการประมงกับประเทศเหล่านั้นไว้ เมื่อจับสัตว์น้ําแล้วก็เอาปลา เอาสัตว์น้ํา กลับมาสู่ประเทศไทยมาแปรรูปแล้วก็ส่งไปขาย ประเด็นนี้เราจะสามารถที่จะอ้างอิง แหล่งกําเนิดสินค้าในกรณีอย่างนี้ได้หรือไม่อย่างไร แล้วส่วนที่ ๓ ก็คือเขตของทะเลหลวง ก็เปึนอีกเขตหนึ่งที่ไม่มีเจ้าของ และประเทศไทยเองก็มีสิทธิที่เข้าไปใช้ แต่ผมไม่เห็นว่า ในข้อความที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือว่าข้อความทั้งหมดจะมีการรวมถึงหรือไม่ว่าสัตว์น้ํา ที่จับได้จากทะเลหลวง ในกรณีนี้ในข้อเอฟ มีเขียนไว้เหมือนกัน ใช้คําว่า ไฮ ซี อันเดอร์ เดอะ ปาร์ตี้ แอพพลิเคเบิล ลอว์ส (High sea under the Party’s applicable laws) กระผมคิดว่าตรงนี้ก็ยังคลุมเครือไม่ชัดเจนว่าตกลงมันจะครอบคลุมถึงไหม แต่ผมเชื่อว่า แน่นอนอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ครอบคลุมถึงเลย ถ้าจะขอแก้น่าจะได้ขอแก้ในส่วนของเราเพิ่ม เข้าไปก็คือว่า ในกรณีที่เปึนสัตว์น้ําที่จับได้ในแหล่งประมงภายใต้สัญญาของประเทศไทย กับประเทศอื่น อยู่ในน่านน้ําของประเทศนั้นน่าจะได้ครอบคลุมถึงด้วย นอกจากนี้ยังมี อีกประเด็นหนึ่งซึ่งน่าจะเปึนประเด็นสําคัญในเรื่องแหล่งกําเนิดสินค้าของอาหารทะเล ก็คือว่าสินค้าสัตว์น้ําที่ประเทศไทยซื้อเข้ามาแล้วมาทําการแปรรูปในประเทศไทย สินค้าเหล่านี้ เราจะดูแลในเรื่องของกรอบการเจรจาเรื่องของถิ่นกําเนิดสินค้าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าประเภทปลาทูน่าซึ่งเราเปึนผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก แล้วสินค้าสัตว์น้ําปลาทูน่านี้ ประเทศไทยไม่ได้เปึนผู้จับเอง เปึนผู้ที่แปรรูป ผมไม่แน่ใจว่าในการเจรจากับสาธารณรัฐเปรู หรือประเทศอื่น ๆ ก็ตามจะได้ครอบคลุมถึงการที่จะคุ้มครองสินค้าสัตว์น้ําที่เกิดจาก การจับโดยเรือประมงต่างชาติ ในน่านน้ําต่างชาติแต่มาแปรรูปในประเทศไทย แล้วซึ่งมี ปริมาณมูลค่าป้นี้เข้าใจว่าน่าจะถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเปึนปริมาณมหาศาล ก็เลยขออนุญาตฝากประเด็นทั้งหมดผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล น่าจะกรุณาได้ชี้แจง รวมทั้งขอให้จัดเอกสารเพื่อจะได้ดูถึงความสอดคล้องหรือว่าเปรียบเทียบระหว่างกรอบเดิม กับกรอบใหม่ รวมทั้งถ้าเปึนไปได้อยากจะให้คณะผู้เจรจาของฝ์ายไทยได้คํานึงถึง สินค้าประมงอย่างที่ได้กราบเรียนเบื้องต้นนะครับว่าเรานั้นได้มีการจับอยู่นอกประเทศ ทําอย่างไรจะได้รับการคุ้มครองภายใต้ถิ่นกําเนิดสินค้าที่จะมีการรับรองต่อไปภายใต้ กรอบเจรจานี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ