วิทยา อินาลา หารือเรื่องมาตรา 190 ที่รัฐมนตรีขอความเห็นจากสภาในเรื่องการทำสัญญากับประเทศอื่น ๆ และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้การค้าขายระหว่างประเทศอาเซียนสะดวกสบายขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครพนม ในฐานะที่เปึน สมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็จะมาพูดเกี่ยวกับเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ที่รัฐมนตรีจะขอความเห็น จากรัฐสภาในการทําสัญญากับประเทศอื่น ๆ วันนี้ก็พูดถึงเรื่องของกฎว่าด้วยถิ่นกําเนิด สินค้าเฉพาะรายการ ฉบับทบทวน พ.ศ. ๒๕๕๒ ผมบอกว่าอันนี้เปึนสิ่งที่ดีผมก็สนับสนุน เพราะว่าจากเหตุการณ์เศรษฐกิจของโลกที่เราบอกว่าอเมริกัน ไครซิส (American crisis) ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ ป้ ๒๕๕๐ ป้ ๒๕๕๑ เศรษฐกิจประเทศไทยได้รับผลกระทบกระเทือน เศรษฐกิจตกต่ํา สาเหตุเพราะอะไรครับ เพราะว่าประเทศไทยเรานี่ การค้าการขายเรานี่ เราขึ้นกับเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะเราส่งออกประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ที่การส่งออก แล้วก็ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเราก็คือตลาด ของอเมริกา แล้วในป้ ๒๕๔๙ ป้ ๒๕๕๐ ป้ ๒๕๕๑ อเมริกันเกิดปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ตกต่ํา ประเทศไทยเราก็ได้รับผลกระทบตรงนั้นด้วย ประเทศไหนที่ทําธุรกิจกับอเมริกัน ก็จะได้รับผลกระทบเช่น อียู (EU) สหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ์น แล้วรวมทั้งประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ละเปึนสิ่งที่เราจะต้องพึงสังวรไว้ว่าถ้าเรายังคบค้ากับประเทศใด ประเทศหนึ่งเปึนหลักใหญ่ ๆ แล้ว ถ้าประเทศนั้นเกิดปัญหาขึ้นมามันก็จะทําให้ประเทศเรานั้น เกิดปัญหาตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจของประเทศไทยเปึนเศรษฐกิจที่พึ่งพา กับประเทศอเมริกันเสียเปึนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นในข้อตกลงเรื่องของตัวถิ่นกําเนิดสินค้า เฉพาะรายการฉบับทบทวนผมถือว่าเปึนการมองถึงอนาคตว่าเราจะกระจายความเสี่ยง ในเรื่องของการค้าการขายของประเทศไทยเรานี้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่ว่าพึ่งพาเฉพาะประเทศอเมริกันอย่างเดียว แล้วสิ่งที่สําคัญที่สุดในป้ ๒๕๕๘ ประเทศไทย แล้วอาเซียนจะเปึนสหภาพประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอันเดียวกัน แล้วประชากร ในอาเซียน ๑๐ ประเทศมีถึง ๕๗๐ กว่าล้านคน ซึ่งผมมองว่าเปึนเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ ถ้ารัฐบาลยังมองไม่เห็นความสําคัญตรงนี้ผมว่าเราจะพลาดโอกาสกับเพื่อนอาเซียน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นตรงนี้จากรัฐบาล ที่ให้ความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องของซีอีพีที (CEPT) หรือว่าเปึนประเทศที่เขาเรียกว่า เปึนอัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน คือการประชุมอาเซียนเมื่อป้ ๒๕๓๖ อีก ๑๕ ป้ ข้างหน้า คือป้ ๒๕๕๑ ภาษีของอาเซียนที่ค้าขายกันจะลดให้เหลือ ๐-๕ เปอร์เซ็นต์ อันนั้น คือตัวของซีอีพีที กําหนดเฉพาะตัวเรื่องของอัตราภาษีศุลกากรแค่นั้น คือเน้นเรื่องของภาษี แต่ถ้าเรายังทําตรงนี้ต่อไปมันก็จะเกิดการค้าการขายไม่สะดวก เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการ เปลี่ยนใหม่ใช่ไหมครับ เปลี่ยนใหม่ก็คือตัวของอาติกา อาติกาก็คือว่านอกจากภาษี แล้วก็จะมีข้อกําหนดอื่น ๆ ก็คือทําให้มันง่ายขึ้น เมื่อมันง่ายขึ้น การค้าการขาย ของอาเซียนก็จะสะดวกสบาย การค้าการขายอย่างเช่นว่าเราจะเหมือนกับอียู ๒๗ ประเทศ ต่อไปนี้ประเทศอาเซียน ๑๐ ประเทศก็จะเหมือนลักษณะคล้าย ๆ กับอียู ก็คือว่าแทนที่จะพูดถึงเรื่องของถิ่นกําเนิดสินค้า เรื่องของซีอีพีทีก็คือว่า คันทรี ออฟ ออริจิน (Country of origin) หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รูลส์ ออฟ ออริจิน (Rules of origin) หรือในภาษานั้นก็คือว่า อาร์โอโอ (ROO) ก็คือว่ามีวัตถุดิบภายในประเทศ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้วัตถุดิบภายในประเทศตรงนั้น อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์คุณจะเอาประเทศในอาเซียน ๖๐ เปอร์เซ็นต์มาผลิตประกอบเปึนสินค้าในประเทศไทย เวลาคุณส่งออกไปในอาเซียน อีก ๙ ประเทศ คุณก็จะได้ภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๕ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในช่วง ๐-๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่เปึน ๐ เปอร์เซ็นต์ เขาเรียกว่าฟอร์มดี แต่ถ้าเปึนอาติกา นอกจากฟอร์มดีแล้ว ก็ยังมีตัวอื่น ๆ ด้วย ผมคิดว่าตรงนี้เปึนการลดข้อกฎระเบียบอื่น ๆ เพื่อที่จะให้ประเทศไทย แล้วก็กลุ่มอาเซียนอีก ๙ ประเทศให้ทําการค้าขายสะดวกสบายง่ายยิ่งขึ้น เมื่อตรงนี้แล้ว เราผ่อนกฎระเบียบตรงนี้แล้วก็จะทําให้ปริมาณการค้าการขายของประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศไทยเรา เรามีโอกาสในการที่จะค้าขายแข่งกับอีก ๙ ประเทศ ผมถือว่า เราได้เปรียบ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมขอสนับสนุน แต่ก็อยากจะฝากให้กับท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องตรงนี้ว่าให้ท่านช่วยพึงสังวรไว้ว่าการจะทําอะไรก็แล้วแต่ให้นึกถึงประโยชน์ ของประเทศชาติเปึนหลัก โดยยึดประโยชน์ของคนไทย ๖๗ ล้านคนเปึนหลัก แล้วก็ ยึดประโยชน์ของอาเซียนเปึนสําคัญด้วยครับ ขอบคุณมากครับ