รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓

ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อภิปรายเรื่องการแถลงการณ์ของรัฐบาล และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตอบอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเสนอให้เพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินในกระบวนการประชุมสภา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าแท้ที่จริงแล้วกระผมลุกขึ้นมา อภิปรายแล้วรอบหนึ่ง ก็ไม่อยากจะพูดยาว เพราะต้องการที่จะให้กรรมาธิการได้รู้ว่าอะไรคือจุดบกพร่องที่ควรจะ แก้ไข แต่ท่านประธานเองซึ่งในความเคารพส่วนตัวผมมี ความนับถือส่วนตัวผมมี ท่านไม่ได้ตอบ ตอบว่าสิ่งที่ผมบอกว่าแก้ไขเปึนเรื่องสุดวิสัยเปึนเหตุสุดวิสัยนี่ท่านมี ความคิดเห็นอย่างไร ท่านประธานครับ ในเรื่องที่จะเติมหรือไม่ มันไม่ได้เกิดปัญหา ข้อกฎหมาย มันเกิดปัญหาข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น ดังที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ได้อภิปราย จบลงแล้วว่ามาตรา ๑๓๖ นั้นมี ๑๖ วงเล็บ มีสาระสําคัญที่เราจะประชุมร่วมกัน เราไม่ได้ คิดถึงศักดิ์ศรีส่วนตัวและไม่ได้คิดถึงความรู้สึกส่วนตัวว่าจะเปึนอย่างไร แต่โดยภาพรวม ให้ความศักดิ์สิทธิ์ของการทํางาน กระผมเข้าใจครับ ปัญหาที่เปึนเหตุสุดวิสัยที่มีความจําเปึน นั้นมันอาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าเหตุนั้นผมคิดขึ้นมาได้หรือเหตุนั้นผมยังคิดไม่ถึง มันอาจจะ เกิดขึ้นได้ กระผมจะไม่เอาข้อเท็จจริงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ มาเปึนตัวตั้ง แต่สิ่งที่ผมเห็น บาดตาที่สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ป้นออกข้างหลัง มันไม่ใช่ความสง่างามเลยในระบอบ ประชาธิปไตยที่จะต้องทําอย่างนั้น มีคนมาป่ดหน้าแล้วอีกคนหนึ่งออกข้างหลังแล้วไม่ใช่ ความสง่างามของวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่ไปแถลงการณ์ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปึนข้อกังขาอยู่ระหว่างคนที่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่ผมไม่อยากให้ประเด็นนั้นเปึน ประเด็นที่นํามาพูดให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง มันเปึนข้อยุติในระดับหนึ่งแล้ว ผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมืองที่แถลงนโยบายในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ก็ได้เข้าบริหาร ประเทศชาติบ้านเมืองไปแล้ว แล้วจะฟุ๋นฝอยหาตะเข็บนั้นมันก็ไม่ได้ แต่ท่านประธานครับ ทางคณะกรรมาธิการจะต้องตอบอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งผมต้องการพูดสั้นแล้ว ท่านตอบ สิครับว่าที่ท่านเขียนว่าเปึนเรื่องสุดวิสัย ท่านเขียนถูกต้อง ท่านไม่แก้ไข ท่านก็บอกมา หรือท่านเห็นด้วยกับผมว่ามันเปึนการพิมพ์ที่ผิดพลาด หรือเปึนความคิดที่ผิดพลาดว่า คําว่า เหตุสุดวิสัย กับ เรื่องสุดวิสัยไม่เหมือนกัน ท่านประธานเองก็เปึนนักกฎหมาย คําว่า เรื่อง นี่หมายความว่าสิ่งที่รู้กัน สิ่งที่จะต้องประชุม เรื่องที่จะต้องประชุมเปึนเรื่องที่จะต้องรู้ ก่อนล่วงหน้า เรื่องสุดวิสัยที่จะต้องประชุมกันมีไหมครับ ไม่มีหรอกครับสําหรับสภาแห่งนี้ หรือรัฐสภาก็ตาม ไม่มีเรื่องสุดวิสัยที่จะประชุมไม่ได้ แต่เหตุสุดวิสัยที่หมายความว่า เปึนเรื่องที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้นั่นคือเหตุสุดวิสัย ท่านตอบผม มาสิครับว่าเหตุสุดวิสัยกับเรื่องสุดวิสัยมีความแตกต่างกันอย่างไร ท่านประธานครับ นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ถึงแม้ว่ากระผมจะมีความคิดเห็นตรงกันกับท่านสมาชิก ในพรรคเดียวกันหรือไม่ตรงกันก็ตาม ท่านครับในการที่จะเติมหรือไม่เติมไม่เอาความรู้สึก ส่วนตัวว่าควรเติมหรือไม่ควรเติม แต่สิ่งที่ผมจะทําต่อไปก็คือบ้านเมืองควรที่จะเติมหรือไม่ ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ มี ๑๖ วงเล็บ เราพูดกัน ถึง (๑๒) ในการแถลงนโยบายตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๖ เท่านั้น ผมสมมุติครับ ท่านประธานครับ ผมสมมุติว่า (๑๔) การประกาศสงคราม มีเหตุจําเปึนมันหนีไม่ได้ ประกาศก็ไม่ได้หรือไม่ประกาศก็ไม่ได้หรือท่านงุบงิบไปประกาศที่อื่น ใน (๑๔) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๙ ปัญหาจะเกิดขึ้นกับบ้านกับเมืองอย่างไร กระผมไม่อยากเห็นความวินาศ สันตะโรเกิดขึ้น ไม่อยากเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าเติมแล้วตรงนี้มันต้องปฏิบัติได้ ผมจึง อยากกราบเรียนท่านว่าถ้าเติมตรงนี้แล้ว ผมอยากจะให้เติมวรรคสามของข้อ ๑๒ เข้าไปด้วย เพราะนอกจากผมยอมรับความคิดเห็นของท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือ คณะกรรมาธิการว่า มีความจําเปึนที่จะต้องแสวงหาทางออกที่มันอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตที่ไม่มีใคร สามารถคาดเดาได้ เมื่อมีความเห็นตรงกันอย่างนี้ แสวงหาทางออกอย่างนี้ มันต้องกําหนด ที่วิธีการสิครับ ไม่ใช่ให้อํานาจตามคํานิยามแล้วถึงวิธีการว่าจะทําอย่างไร ท่านประธาน จะทําอย่างไร บอกไม่ได้ หรือการประกาศสงครามงุบงิบกันไปประชุมที่กระทรวงอื่น หรือที่จังหวัดอื่นอย่างนี้ได้หรือไม่ มันก็จะเกิดปัญหาในการตีความ ผมจึงอยากกราบเรียน ท่านประธานถามไปยังคณะกรรมาธิการว่า

ประการที่ ๑ ท่านเห็นด้วยกับกระผมหรือไม่ที่จะแก้ไขถ้อยคําบางประการ ที่ให้เกิดความสมบูรณ์ชัดเจนยิ่งขึ้น ท่านจะแก้ไขเพียงแต่ คําว่า เปึนเรื่องสุดวิสัย กลายเปึนเหตุสุดวิสัย ซึ่งกระผมก็คิดว่ารับได้ระดับหนึ่ง ถ้าหากกระผมจะรับได้กันจริง ๆ ว่าท่านควรเติมว่า เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยไม่อาจประชุมในอาคารที่ทําการของรัฐสภาได้ อย่างนี้ก็เปึนที่ถูกใจของตัวกระผม แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่า ความถูกใจ ของกระผมเปึนความถูกต้องทั้งหมด หรือท่านจะคงความคิดของท่านไว้ว่า เว้นแต่กรณี จําเปึนที่มีเหตุสุดวิสัย ติ่งความจําเปึนไว้ก็ได้เพื่อจะขยายความว่ามันเหตุจําเปึนเหตุอื่น ที่มีความจําเปึน ผมถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าท่านมีความคิดเห็น อย่างไรในกรณีที่กระผมขอแก้ไข นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ เมื่อท่านแก้ไขแล้วใน ข้อ ๑๒ ท่านประธานครับ ช่วงท่านที่ยัง ไม่ขึ้นมา ข้อ ๑๒ บอกว่าการนัดประชุมต้องทําเปึนหนังสือในวรรคหนึ่ง ในวรรคสอง บอกว่าต้องไม่น้อยกว่าสามวัน ถ้าหากมีเหตุจําเปึนก็ไม่น้อยกว่าหนึ่งวันในวรรคสอง ติ่งไว้ แค่นี้แหละครับ กรณีที่มีเหตุจําเปึนละครับท่านไม่เขียนวิธีการตรงนั้นไว้จะทําอย่างไร เลขาธิการที่ทําหน้าที่ของท่านประธานจะทําอย่างไร เสนอท่านประธานจะทําอย่างไร ผมคิดว่าความสมบูรณ์นอกจากจะแก้ไขตรงนี้แล้วท่านต้องตอบคําถามว่าท่านจะต้อง แก้ไขตรงนั้น ขอบพระคุณครับ