รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓

ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อภิปรายเกี่ยวกับการแก้ไขข้อบังคับรัฐสภา โดยเฉพาะข้อที่ 3 และ 12 โดยชี้ว่าแก้ไขข้อ 3 แต่ไม่ได้แก้ไขข้อ 12 ซึ่งถือเป็นความบกพร่อง และเรียกร้องให้ประธานสภาแก้ไขข้อบังคับเพื่อให้มีการนัดประชุมที่ชัดเจนและไม่ทำให้เกิดปัญหาในอนาคต

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ในข้อบังคับรัฐสภา ข้อ ๓ นั้น คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไข โดยเพิ่มเติมถ้อยคําในคํานิยาม คําว่า สถานที่ประชุมของรัฐสภา ขึ้นมา ก่อนที่กระผม จะอภิปรายถึงปัญหา ถึงเหตุผลใด ๆ นั้น กระผมใคร่อยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ด้วยความเคารพว่าได้มีการแก้ไขอยู่ ๓ จุด จุดที่ ๑ คือข้อ ๓ จุดที่ ๒ คือข้อ ๙ จุดที่ ๓ คือข้อ ๖๕ สําหรับปัญหาที่ท่านเพิ่มเติมในข้อ ๙ และข้อ ๖๕ นั้น เปึนความเพิ่มเติมให้เกิด ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กระผมไม่ติดใจ แต่มันมีปัญหาที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๓ เข้ามา แล้วข้อ ๑๒ ท่านไม่ได้ทําอะไรเลย มันเหมือนการเติมคิ้วข้างหนึ่ง คิ้วอีกข้างหนึ่งท่านยัง ไม่ได้เติมเข้ามา นั่นคือความบกพร่องของคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมกราบเรียนขอประทานโทษ ท่านประธานไปยังท่านคณะกรรมาธิการว่าน่าจะเปึนความบกพร่องที่จะนําไปสู่การแก้ไข เพื่อให้การใช้บังคับได้ นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ในการที่ท่านเพิ่มเติมถ้อยคําเข้ามานั้น ท่านมีเจตนาหรือไม่ กระผมไม่ทราบได้ ว่าการเขียนถ้อยคําอย่างนี้สภาพบังคับมันไม่เกิด ท่านเขียนอย่างนี้ภาษาทั่วไปในทางกฎหมายหรือทางข้อบังคับเขาไม่เขียนกัน เว้นแต่ ในกรณีจําเปึนที่เปึนเรื่องสุดวิสัยที่ไม่อาจประชุมในอาคารที่ทําการของรัฐสภาได้ ประธานรัฐสภาอาจกําหนดสถานที่ประชุมของรัฐสภา ณ สถานที่อื่นเปึนการชั่วคราวก็ได้ ท่านประธานครับ เราอย่าเพิ่งไปดูอะไรมากมาย ท่านเขียนว่าเปึนเรื่องสุดวิสัย คําว่า เรื่อง กับ เหตุ นั้นมันแตกต่างกัน ในภาษากฎหมายทั่วไปเขาใช้คําว่า เหตุสุดวิสัย ผมจะ อธิบายให้ท่านประธานและท่านสมาชิกได้ทราบ คําว่า เรื่อง กับ เหตุ นั้นมันแตกต่างกัน อย่างไร เรื่องนี่คือสิ่งที่รู้แล้ว เกิดขึ้นแล้ว มีการนัดหมายแล้วว่าท่านจะประชุมเรื่องอะไร นั่นคือเรื่อง แต่เหตุคือเรื่องที่ยังไม่เกิด มันอาจจะเกิดหรือมันเกิดขึ้นภายหลัง อย่างเช่น น้ําท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว การจลาจล การเดินขบวน อย่างนี้เปึนต้น การที่ ท่านคณะกรรมาธิการไปเขียนเติมคําว่า เว้นแต่ในกรณีที่เปึนเรื่องสุดวิสัยนั้น ผมคิดว่า ผิดแล้ว คําว่า เรื่องสุดวิสัยในที่นี้ถ้าความหมายของมันแท้ ๆ คือเรื่องที่จะต้องประชุม มีเรื่องอะไรสุดวิสัยละครับ แต่ผมเข้าใจเจตนาท่านว่าต้องการที่จะเขียนเพื่อแก้ไขปัญหา ที่มันอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ท่านคํานึงถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ในขณะนั้นกระผมเปึนบุคคลภายนอก ซึ่งกระผมเฝัาดูอยู่ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นในรัฐสภา แห่งนี้ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงไม่ได้ มีปัญหาต้องป้น ออกข้างหลังแม้แต่ท่านประธานเอง ผมก็เห็นภาพว่าป้นออกข้างหลัง ปัญหาก็เกิด ปัญหา เกิดครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ กระผมเองยังอยู่ข้างนอกอยู่แต่ผมเปึนคนติดตาม ผมสนใจข่าวบ้านการเมือง ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะแถลงนโยบายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ไม่ได้ ท่านก็ไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศ ต่อมาก็เกิดปัญหาสิครับว่า ท่านจําเปึนต้องแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๗๖ ถึงจะเข้าบริหารประเทศชาติได้ มันก็เกิดปัญหาว่าถ้าแถลงไม่ได้ปัญหาจะเปึนอย่างไร ดูเหมือนท่านกรรมาธิการทั้งหลาย นับตั้งแต่ท่านประธานและคณะกรรมาธิการก็แสวงหาแนวทางที่จะต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้ เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตแม้ว่าจะมีสภาแห่งนี้ก็ตาม หรือท่านประธานเองจะไปสร้างสภา แห่งใหม่ก็ตาม ท่านก็เติมเข้ามา แต่สิ่งที่เติมเข้ามานั้นไม่ใช่ครับ ผมยืนยันว่าไม่ใช่ ท่านเขียนอย่างนี้ไม่ใช่ หัวเด็ดตีนขาด ผมก็จะยืนยันว่าน่าจะเขียนว่า เว้นแต่กรณีจําเปึน ที่มีเหตุสุดวิสัย อย่างนี้รับได้ เพียงแต่เปลี่ยนคําว่า เรื่องสุดวิสัย เปึน เหตุสุดวิสัย ผมรับได้ ในการเติม แต่ท่านประธานรู้ไหมครับในกระบวนการทั้งหลายทั้งปวงมันไม่สิ้นสุดแค่นี้ อํานาจของท่านประธานในการที่จะเรียกประชุมตามข้อบังคับ ซึ่งกระผมขออนุญาต ขอประธานโทษที่จําเปึนที่จะต้องพูดถึงข้อ ๑๒ ซึ่งไม่มีการแก้ไข แต่ถ้าหากผมไม่พูดถึง อํานาจหน้าที่ในการนัดการประชุมว่าไม่น้อยกว่า ๓ วัน ถ้าหากมีความจําเปึนไม่น้อยกว่า ๑ วัน จะต้องนัดเปึนหนังสือ จะต้องส่งเอกสารไปให้กับท่านสมาชิกรัฐสภา แต่ท่านก็ไม่ได้เขียนว่า ในกรณีที่มีเหตุจําเปึนละครับ ในการที่ท่านประธานจะนัดที่กระทรวงการต่างประเทศ กําหนดสถานที่ประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศนั้นจะใช้เวลาอย่างไร จะให้ทําอย่างไร ท่านไม่เขียนไว้ให้อํานาจท่าน ท่านประธานครับ จะต้องเข้าใจข้อบังคับ ข้อ ๑๒ ว่า การนัดการประชุมนั้นจะต้องนัดเปึนหนังสือ จะต้องกําหนดวัน เวลา สถานที่ประชุมว่า จะประชุมเรื่องอะไรบ้าง กําหนดระเบียบวาระส่งเอกสารให้สมาชิกรัฐสภาทราบ ตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง แต่ถ้าหากท่านประธานเปลี่ยนสถานที่เปึนการกําหนด ไม่ใช่นัดแล้วนะครับ เมื่อมีการนัดตามวรรคหนึ่ง และวรรคสองแล้ว เมื่อถึงวันที่จะประชุม มันมีเหตุจําเปึน มีคนเดินขบวนหรือมีไฟไหม้ฉุกเฉิน หรือมีแผ่นดินไหว น้ําท่วม หรือมี การจราจลอื่นใดนั้น ท่านประธานไม่สามารถที่จะนัดประชุมแล้วกําหนดสถานที่ประชุม ที่รัฐสภาได้ ท่านประธานก็ไปนัดกําหนดประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศ แทนที่ท่าน จะเขียนให้มันครบถ้วนกระบวนความ ผมจะลองเสนอแนะอย่างนี้ครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการควรจะเติมในวรรคสาม ของข้อ ๑๒ เข้าไปว่า กรณีที่ประธานรัฐสภา กําหนดสถานที่ประชุมรัฐสภา ณ สถานที่อื่น กําหนดนะครับไม่ใช่นัดเปึนการชั่วคราว เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ประธานรัฐสภาจะนัดเร็วกว่าหนึ่งวันได้ แต่ต้องกําหนดให้สมาชิกทราบ ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่น้อยกว่าสามชั่วโมง ผมทําไมพูดอย่างนั้น ผมทําไมคิดอย่างนั้น ท่านประธานต้องคิดสิครับว่าท่านประธานมีอํานาจตามข้อ ๑๒ ท่านประธานนัดเปึนหนังสือ ในวรรคหนึ่ง เอกสารส่งเรียบร้อย วรรคสอง บอกว่าไม่น้อยกว่าสามวัน แต่ถ้ามีเหตุจําเปึน ไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน แต่เขาไม่ได้ให้อํานาจท่านประธานว่าท่านกําหนดสถานที่เปึน การชั่วคราวน้อยกว่าหนึ่งวันในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยนี้อย่างไร ผมจึงอยากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าถ้า ๑. ถ้าเปลี่ยนคําว่า เรื่องสุดวิสัย เปึน เหตุสุดวิสัย กระผมไม่ติดใจเพราะว่าท่านเจตนาที่จะเยียวยาแก้ไขปัญหา ที่มันอาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเปึนอุปสรรค ประการที่ ๒ ผมแนะนําท่านว่าเมื่อท่านให้อํานาจ ท่านประธานรัฐสภาแล้วท่านต้องให้อํานาจในข้อ ๑๒ ด้วย ท่านต้องเติมเองไม่ใช่ผมเติม ดังที่กระผมลองยกตัวอย่างเท่านั้นครับท่านประธาน