วันชัย แสงสุขเอี่ยม อภิปรายเรื่องการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในการก่อหนี้จากต่างประเทศ 10,277.20 ล้านบาท เพื่อโครงการสาธารณูปโภค โดยชี้ว่าการกู้เงินจากต่างประเทศมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าภายในประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลต่อรองอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด และควบคุมงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม วันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออภิปรายกรอบการชําระเงินจากต่างประเทศตามแผนการก่อหนี้จาก ต่างประเทศ ประจําป้ ๒๕๕๒ นะครับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เสนอกรอบวงเงินจะขอกู้เงิน จากต่างประเทศเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา จํานวน ๓ โครงการ เปึนเงิน ๑๐,๒๗๗.๒๐ ล้านบาทหรือ ๓๑๑.๔๓ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเปึนโครงการสาธารณูปโภค ทั้ง ๓ โครงการนะครับ คือ
โครงการที่ ๑ ก่อสร้างทางสายหลัก ๔ ช่องจราจรของกรมทางหลวง เปึนเงิน ๑๗๐.๓ ล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคารโลกแล้วก็ธนาคารพัฒนาเอเชีย
โครงการที่ ๒ เปึนการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ําเจ้าพระยา บริเวณ ถนนนนทรี ๑ ของกรมทางหลวงชนบท เปึนจํานวนเงิน ๘๐.๕๒ ล้านเหรียญสหรัฐ
โครงการที่ ๓ เปึนโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักของการประปา นครหลวง โดยกู้เงินจาก ไจก้า จํานวนเงินประมาณ ๖๐.๖๑ ล้านเหรียญสหรัฐ โดยรัฐบาลได้เปรียบเทียบต้นทุนการกู้เงินนะครับว่า การกู้เงินจากต่างประเทศซึ่งมี ดอกเบี้ยร้อยละ ๓.๔๑ ถึงร้อยละ ๕.๓๗ ต่อป้นี่นะครับ มีอัตราดอกเบี้ยซึ่งถูกกว่า การกู้เงินภายในประเทศ โดยการที่รัฐบาลออกพันธบัตรรัฐบาล อายุประมาณ ๑๘ ป้ ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ ๔.๔๖ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ อันนี้เปึนอัตราเมื่อประมาณ วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๒ นะครับ ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๒๒ ของพระราชบัญญัติ การบริหารหนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้อํานาจ กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้เมื่อมีความจําเปึน โดยกระทรวงการคลังจะต้องกู้เงินตราต่างประเทศได้ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของงบประมาณ รายจ่ายประจําป้ และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมครับ สําหรับป้งบประมาณ ๒๕๕๒ กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้ในวงเงินไม่เกิน ๑๙๕,๑๗๐ ล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินไปแล้วประมาณ ๑๐๘,๐๖๓ ล้านบาทครับ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการกู้ไป จํานวน ๓๘,๐๖๓ ล้านบาท --- และเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมานี่รัฐบาลได้ขออนุมัติรัฐสภาเปึนจํานวนเงิน ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญไปแล้ว หรือประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันจึงเปึนประมาณ ๑๐๘,๐๖๓ ล้านบาท โดยสรุปแล้วถ้าดูตามกฎหมายพระราชบัญญัติการบริหาร หนี้สาธารณะ วงเงินที่รัฐบาลขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาในวันนี้จํานวน ๓๑๑.๔ ล้านเหรียญ หรือประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่นะครับ ก็จะไม่เกินตามที่กฎหมายกําหนดเอาไว้ ก็คือสามารถที่จะขออนุมัติความเห็นชอบจากรัฐสภาได้
อีกประการหนึ่ง เมื่อถ้าวันนี้รัฐสภาได้มีความเห็นชอบกรอบ การกู้เงินนี้แล้ว ก็ยังคงเหลือวงเงินกู้ได้อีกประมาณ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ว่าสิ่งที่ผมจะขอฝากไปยังรัฐบาลก็คือว่า การกู้เงินจะต้อง ต่อรองอัตราดอกเบี้ยให้ต่ําที่สุด ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมนี่นะครับ รัฐสภาได้อนุมัติวงเงิน ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญ ในอัตราดอกเบี้ย ๒.๕๓-๓.๗๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าวันนี้ที่คณะรัฐมนตรีขออนุมัติ การกู้เงิน ๓๑๑ ล้านเหรียญนี่นะครับ อัตราดอกเบี้ยมันเพิ่มขึ้นมากครับ มันเปึนถึง ๓.๔๑- ๕.๓๗ เปอร์เซ็นต์ เดือนมีนาคมกับเดือนพฤษภาคมนี่อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันมาก ก็จึงจะขอฝากรัฐบาลว่าช่วยกรุณาต่อรองอัตราดอกเบี้ยให้ต่ําที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้ แล้วก็รัฐบาลจะต้องตระหนักให้ดีด้วยว่าการจะนําเงินกู้ไปดําเนินการสร้างสาธารณูปโภค ๓ โครงการนี่จะต้องใช้เงินให้เปึนประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศชาติอย่างเหมาะสม แล้วก็ต้องควบคุมโครงการต่าง ๆ ให้ดําเนินไปได้เรียบร้อยทุกโครงการ ต้องให้เสร็จ แล้วก็ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าของเงินนะครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมียอด หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ อยู่ประมาณ ๓.๕๙๘ ล้านล้านบาท หรือคิดเปึนร้อยละประมาณ ๓๙.๙๓ ของ จีดีพี ของประเทศไทย ณ เดือนกุมภาพันธ์ สภาพัฒน์จะมีการคํานวณ จีดีพี ทุก ๆ เดือนนะครับ โดยแบ่งออกเปึนหนี้ต่างประเทศ ประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเปึนเปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ หนี้ภายในประเทศประมาณ ๓.๒ ล้านล้านบาท ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งเปึนที่เข้าใจว่าเปึนหนี้สาธารณะที่สะสมมาเปึนระยะเวลานานหลายรัฐบาลในการ พัฒนาประเทศ นอกจากการกู้เงินภายในและภายนอกประเทศแล้ว ผมมีความเห็นว่า รัฐบาลควรจะหารายได้จากวิธีอื่นด้วย ซึ่งต้องเปึนวิธีที่เหมาะสม มิฉะนั้นแล้วหากกู้เงิน ไม่ว่าภายในและภายนอกประเทศจนเต็มเพดาน ตามที่กฎหมายกําหนดแล้ว ต่อไป รัฐบาลก็จะต้องคิดว่าจะนําเงินนี่มากระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร กู้เต็มเพดานแล้วนี่นะครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ประเทศไทยเรามีเงินทุนสํารองระหว่าง ประเทศ ณ วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒ ถึง ๑๑๔,๑๙๗ ล้านเหรียญสหรัฐครับ หรือคิดเปึน เงินบาทประมาณ ๓.๙๙๖ ล้านล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทยมีฐานะการเงินที่มั่นคง พอสมควรสําหรับเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ๓.๙๙ ล้านล้านบาท แบ่งออกเปึน สินทรัพย์ต่างประเทศ ๑๑๑,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐนะครับ โดยเปึนพันธบัตรรัฐบาล ต่างประเทศ เช่น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและเงินฝากสกุลต่าง ๆ นะครับ แต่ว่ามีข้อสังเกตว่า พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ไทยถืออยู่นี่นะครับ มีอัตราดอกเบี้ยต่ํามาก ต่ํากว่าร้อยละ ๑ ต่อป้นี่นะครับ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลไทยจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเสียดอกเบี้ยประมาณ ๓-๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ขอฝากรัฐบาลไว้ด้วย เงินทุนสํารองระหว่างประเทศนี่นอกจากเปึน สินทรัพย์ต่างประเทศแล้วยังมีทองคํานะครับ ประมาณ ๒,๕๐๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และก็อื่น ๆ อีกประมาณ ๓๒๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐครับ ประเทศไทยไม่ได้ยากจนนะครับ ประเทศไทยมีเงินสํารองเปึนแสนล้านเหรียญสหรัฐนะครับ แต่การที่จะนําเงินทุนสํารองระหว่างประเทศมาใช้ประโยชน์อื่นใดนอกจากที่กําหนดไว้ใน กฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติเงินตราไม่สามารถกระทําได้ครับ นอกเสียจาก คณะรัฐมนตรีจะต้องออกพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเงินตรา ป้ ๒๕๐๑ ซึ่งถามว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติเงินตราเคยทําไหม เคยทําแล้วครับ ในป้ ๒๕๔๕ มีการ ออกพระราชกําหนดแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วครั้งหนึ่งครับ ผมขอฝากว่ารัฐบาล คงจะต้องคิดเตรียมเอาไว้ว่า ถ้ามีความจําเปึนจริง ๆ นะครับ จะสามารถนําเงินทุนสํารอง ระหว่างประเทศมาใช้สัก ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อช่วย กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟุ๋นตัวเร็วยิ่งขึ้นจะต้องมีวิธีการดําเนินการอย่างไร จะต้องมีการออก พระราชกําหนดหรือไม่
สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ขอฝากไปยังคณะรัฐมนตรีจะต้องรีบเร่งแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างรวดเร็ว และก็ควบคุมงบประมาณรายจ่ายให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ประเทศชาติอย่างแท้จริง ถ้าประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น รัฐก็จะมีรายได้ขึ้น เพิ่มขึ้นตามไปด้วยครับ การกู้เงินไม่ว่าในประเทศก็ดี หรือต่างประเทศก็ดีก็จะลดน้อยลง ก็ขอเอาใจช่วยครับ เพราะว่าปัจจุบันนี้ภาวะเศรษฐกิจ ของโลกอยู่ในขั้นวิกฤติ เราก็ไม่ต้องการให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤติก็ต้องกระตุ้น เศรษฐกิจโดยเร็ว ผมขอให้ความเห็นในกรอบการเจรจาเงินกู้เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณ มากครับ ท่านประธานครับ