อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความร่วมมือในกรอบอ่าวเบงกอล และกรอบอาเซียน โดยเน้นย้ำความสำคัญของโลจิสติกส์ในการขับเคลื่อนการเป็นประชาคมแห่งการเชื่อมโยง และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเจรจาความร่วมมือในกรอบอาเซียน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภา กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระผมต้องขออนุญาตท่านสมาชิกที่จะขอชี้แจงบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับในเรื่อง กรอบความร่วมมืออ่าวเบงกอลหรือว่าบิมสเทค ๗ ประเทศซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วยแล้ว ก็กรณีการที่ท่านสมาชิกได้กรุณาให้ความสนใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความตกลงพหุภาคี ในเรื่องของการเป่ดเสรีทางด้านของการบินและกรอบการเจรจาในเรื่องของการขนส่ง ของอาเซียน เผอิญมีบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้า ดังนั้นก็ขอใช้เวลาเนื่องจากว่า กระผมจะต้องมีประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ก็เลย ขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ ดังนี้นะครับ
สําหรับกรณีของกรอบความร่วมมืออ่าวเบงกอล ๗ ประเทศ ซึ่งต้องเรียนว่า ในความร่วมมือดังกล่าวเปึนข้อเท็จจริงที่ได้มีความพยายามในการเจรจากันมา ร่วมทศวรรษหรือกว่าทศวรรษ แต่ก็ต้องเรียนให้ท่านได้ทราบว่าในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศซึ่งเปึนหน่วยงานหลักในการเจรจาโดยเฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า และซึ่งเปึนประเด็นที่สําคัญก็คือในเรื่องของการยกเลิกหรือว่า ยกเว้น หรือว่าลดภาษีนําเข้าซึ่งเปรียบเสมือนเปึนกําแพงที่ขวางกั้นการค้าระหว่าง ๗ ประเทศดังกล่าวนั้น ได้ข้อยุติเกือบสมบูรณ์ครับ หลังจากที่ใช้เวลามากว่าทศวรรษ และนั่นคือเหตุผลที่ทําไมอินเดียจึงได้ยอมทําความตกลงเขตการค้าเสรีกับอาเซียนทั้งที่ ติดชะงักมาเปึนเวลาร่วม ๗ ป้เช่นกัน เพราะถือว่าในกลุ่มบิมสเทคนั้นซึ่งก็ประกอบไปด้วย ไทย พม่า อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา ภูฏาน เนปาล เปึนต้นครับ จะมีประเทศหลักก็คือ ไทย อินเดีย ซึ่งถือได้ว่ามีความสําคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในกรอบอ่าวเบงกอล นะครับ เพราะฉะนั้นก็เรียนว่าได้มีความคืบหน้าและมีสินค้าประมาณ ๕,๐๐๐ รายการ ที่จะต้องมีการยกเลิกภาษีเหลือ ๐ หรือว่ามีการปรับลดภาษีลงไปเปึนส่วนใหญ่ครับ อันนี้ก็จะทําให้โอกาสของการขยายตัวทางการค้าซึ่งอยู่ในระดับ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะขยายตัวเร็วขึ้นครับ และขณะเดียวกันผมก็เรียนว่าได้มีการ ส่งสัญญาณมา โดยเฉพาะภาคเอกชนของอินเดียก็คือกลุ่มที่เปึนกลุ่มที่ทําการค้าปลีก ค้าส่งใหญ่ของอินเดียซึ่งเคยสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนนั้น หลังจากที่ได้มีการแสดงความคืบหน้า ในกรอบเจรจาบิมสเทคทางด้านการค้าก็ปรากฏว่าได้ส่งคณะผู้แทนระดับสูงมาพบผม มาเจรจา เพื่อที่จะให้ประเทศไทยนั้นเปึนแหล่งซัพพลาย (Supply) สินค้าไปยังอินเดีย อันนี้ก็ถือว่าเปึนแนวโน้มที่ดี รวมทั้งการที่อินเดียเองนั้นก็ถือว่าเปึนแกนหลักในส่วนของบิมสเทค
ส่วนประเด็นในเรื่องของการประมงซึ่งทราบว่าท่านอดีตนายกสมาคมประมง อดีตนายกสมาคมนอกน่านน้ําซึ่งเปึนวุฒิสมาชิกได้แสดงความเห็นนั้น ผมขอเรียนว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคมผมได้นําคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเยือนเนป้ดอ เมืองหลวงใหม่ ของพม่า ได้พบกับรัฐมนตรี ๔ กระทรวง แล้วก็ได้เดินทางไปพบกับทางยูเอ็มเอฟซีซีไอ (UMFCCI) ก็คือสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติพม่า แล้วยังได้เดินทางไปที่ เมืองทวายเพื่อขับเคลื่อนผลักดันในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ นะครับ ภายใต้กรอบของ บิมสเทค แล้วก็กรอบความร่วมมือของจีเอ็มเอส (GMS) และแอคเมคส์ (ACMACS) ซึ่งท่านก็คงทราบดีว่าเรามีกรอบหลายกรอบซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ครับ จําเปึนอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป ดังนั้นก็ต้องเรียนว่าในวันที่ ๘-๑๓ ธันวาคมนี้ ผมจะเดินทางไปพม่า อีกครั้งหนึ่ง แล้วจะมีการไปจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ย่างกุ้ง และที่มะละแหม่งนะครับ พร้อมกันนั้นจะเดินทางไปที่มะริดซึ่งท่านทราบดีว่าเรือประมงไทย ที่ได้สัมปทานในพม่าในอ่าวเบงกอลดังกล่าวนั้นก็มีการทําประมงที่นั่น และจะเปึนท่า สําหรับการขึ้นมาตรวจภาษี ผมก็จะเดินทางไปพบกับผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งการพบกับ รัฐมนตรีประมงของพม่าซึ่งถ้าหากท่านสมาชิกผู้ใดสนใจก็สามารถที่จะเดินทางไปได้ แต่ไม่ใช่ร่วมคณะนะครับ เพราะว่าโดยรัฐธรรมนูญไม่ได้อนุญาตให้ฝ์ายบริหารสนับสนุน ในเรื่องของการใช้จ่ายของการเดินทางของทางฝ์ายนิติบัญญัติ แต่ว่าสามารถจะไปร่วม ภารกิจกันได้ในระหว่างวันที่ ๘-๑๓ ธันวาคมดังกล่าวนะครับ ก็เลยขออนุญาตชี้แจง เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบิมสเทคนะครับ
ส่วนประเด็นในเรื่องของความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการเป่ดเสรีทางด้านการบิน รวมทั้งพิธีสาร ๒ ฉบับ แล้วก็กรอบการเจรจาความตกลงอาเซียนในเรื่องของการขนส่ง เผอิญผมเปึนประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าครับ แล้วก็ได้เดินทางไปในการที่จะ สนับสนุนประกาศที่เรียกว่า ปฏิญญาชะอํา ในการประชุมอาเซียนที่ผ่านมาที่ อําเภอชะอํา-หัวหิน ซึ่งอาเซียนได้ประกาศชัดเจนครับ ในการขับเคลื่อนสู่การเปึนประชาคมแห่งการเชื่อมโยงอาเซียน กับเชื่อมโยงโลก เพราะฉะนั้นเรื่องโลจิสติกส์จึงสําคัญมาก การขนส่งทางบก ทางน้ํา ทางอากาศ หรือแม้แต่ทางด้านของอินเทอร์เน็ต (Internet) ออนไลน์ (Online) ทั้งหลายนั้น จึงถือได้ว่าเปึนกระดูกสันหลังของการที่จะทําให้การค้า การท่องเที่ยว ทั้งภาคสินค้าและบริการ นั้นสามารถที่จะทําให้เปัาที่เราต้องการให้อาเซียนนั้น เปึนศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเซีย และเราประเทศไทยก็ได้ประกาศว่าประเทศไทยนั้น ได้กําหนดยุทธศาสตร์ในการที่จะ เปึนศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงจึงจําเปึนจะต้องเจรจาเพื่อให้ ๑๐ ประเทศอาเซียนนั้นเห็นพ้องต้องกัน หลังจากเจรจาเรียบร้อยก็จะมีการทําความตกลง การทําความตกลงดังกล่าวเมื่อตกลงในหลักใหญ่แล้วก็จะต้องมีพิธีสาร ท่านจะเห็นว่า มีพิธีสารที่เกี่ยวข้อง นั่นคือการแสดงความผูกพันในรายสาขาลงมาเปึนรายละเอียดครับ อันนี้คือขั้นตอนของการทําความตกลงระหว่างประเทศในกรอบของอาเซียนและกรอบอื่น ๆ ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าขณะนี้รูปแบบของอาเซียนในเรื่องความร่วมมือด้านโลจิสติกส์นั้น ได้พัฒนาไปมาก ถ้าวันนี้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบก็จะเท่ากับว่าเราได้ขับเคลื่อน ไปอีกก้าวหนึ่งที่สําคัญ ผมยกตัวอย่างนะครับ ผมไปจังหวัดเลยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สนามบินจังหวัดเลยของเรานั้นไม่มีเที่ยวบินไปอีกแล้ว ในขณะที่หลวงพระบางซึ่งเปึน เมืองมรดกโลกเปึนจุดซึ่งเรามีเที่ยวบินนะครับ จากประเทศไทยไปหลวงพระบาง เพราะฉะนั้น ถ้าเราได้ปรับในเรื่องของความตกลงดังกล่าวให้มีการเป่ดเสรีมากขึ้นเช่นนี้ เราสามารถ ที่จะเป่ดเที่ยวบินจากจังหวัดเลยไปยังหลวงพระบาง หรือว่าจากกรุงเทพมหานคร-จังหวัดขอนแก่น- จังหวัดเลย-หลวงพระบาง หรือว่ากรุงเทพมหานคร-จังหวัดเลย-หลวงพระบาง เปึนต้น ขณะเดียวกันเราสามารถที่จะเชื่อมโยงอย่างที่ผมไปที่ประเทศพม่าก็เรียนว่าต้องอาศัย กรอบข้อตกลงตรงนี้ไม่อย่างนั้นก็เปึนเรื่องลําบากมาก เพราะว่าเราต้องการเป่ดเที่ยวบิน จากจังหวัดเชียงใหม่เข้าเนป้ดอ เราต้องการเป่ดเที่ยวบินจากจังหวัดเชียงใหม่เข้าย่างกุ้ง เราต้องการเป่ดเที่ยวบินจากสนามบินชะอํา หัวหิน เข้าไปมะริด เข้าไปทวาย เข้าไปย่างกุ้ง เป่ดเที่ยวบินจากจังหวัดกาญจนบุรี สนามบินพล ๙ เข้าไปยังทวาย อย่างนี้เปึนต้นครับ เพราะฉะนั้นการที่เราสามารถที่จะเห็นชอบในความตกลง แล้วก็ให้ด้านการขนส่ง ได้ทําความตกลงเรื่องนี้มันจะเป่ดเรื่องการค้า การเดินทางของนักธุรกิจพ่อค้า การเดินทาง ท่องเที่ยวเชื่อมโยงภายในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน
เพราะฉะนั้นสุดท้ายผมอยากจะเรียนว่าการที่รัฐบาลได้พยายามขับเคลื่อน โดยเฉพาะในการทําความตกลงในกรอบของอาเซียนในด้านต่าง ๆ นั้น ก็หวังที่จะสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างธุรกิจ และการเติบโตอย่างมั่นคงให้กับประเทศไทย ในฐานะที่เรา เปึนประเทศที่เปึนประเทศส่งออกชั้นนําของโลก และการจะส่งออกได้สําเร็จมากน้อย เพียงใดก็อยู่ที่ต้นทุนโลจิสติกส์ อยู่ที่ความสะดวกทางการค้า ไม่ว่าจะเปึนถนนเชื่อมโยง ระหว่างประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ หรือว่าเชื่อมโยงต่อไปถึงประเทศจีนตอนใต้ วันนี้ต้องเรียนท่านประธานว่ามณฑลกวางตุ้ง เสนอที่จะซื้อมันสําปะหลัง มันเส้นอีก ๓๕๐,๐๐๐ ตัน จะซื้อมันสําปะหลังที่เปึนแปังมันอีก ๒๐๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็จะซื้อข้าวโพดอีก ๓๔๐,๐๐๐ ตัน จะซื้อข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้า ข้าวเหนียวนั้น ในวงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็เพราะว่าการไปเจรจาในกรอบอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่เราได้เทียวไล้เทียวขื่อ ผมเองในฐานะที่ก็เหมือนเปึนเซลล์แมนคนหนึ่ง นอกจาก ท่านรัฐมนตรีพรทิวาของกระทรวงพาณิชย์ก็ได้เดินทางไปประเทศจีนรวมกันแล้วนี่เกือบ ๒๐ เที่ยว ในช่วงเวลาเพียง ๑๐ เดือนที่ผ่าน แล้วก็ปรากฏผลให้เห็นนะครับทั้งยูนาน กวางสี แล้วก็กวางตุ้ง แล้วก็มณฑลอื่น ๆ รวมทั้งกรอบความร่วมมือที่เราเพิ่งได้เข้าไปร่วม หลังจากประเทศไทยเราเสียโอกาสมานาน ก็คือเป่ดเมื่อวานอย่างนี้เปึนต้น แต่ว่าเมื่อเรา เป่ดกรอบเจรจาความร่วมมือกระชับความสัมพันธ์ได้แล้วเราจะทําให้เปึนเม็ดเงินขึ้นมาได้ มันอยู่ที่การขนส่งครับ การขนส่งวันนี้กรอบการเจรจาการขนส่งอาเซียน จึงได้นําเสนอ ไม่ว่าจะเปึนเส้นอาร์ ๓ (R3) ตะวันตก ตะวันออกที่เข้าจากประเทศไทยตอนเหนือจาก จังหวัดเชียงรายผ่านเข้าประเทศพม่า หรือจะผ่านเข้าทางด้านของประเทศลาวที่บ่อแก้ว ห้วยทราย แล้วก็ไปที่ยูนาน หรือว่า จะเส้นที่ผ่านเส้นอาร์ ๙ (R9) ที่จังหวัดนครพนม แล้วก็เข้าสู่ผ่านประเทศลาว ผ่านประเทศเวียดนาม ผ่านด่านผิงเซียงเข้าสู่ที่หนานหนิง ซึ่งก็มีตลาดอู่หลินฉิงซึ่งใหญ่มาก หรือว่าเข้าไปสู่ตลาดเจียงหนาน ของที่กวางตุ้ง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเรียนว่าเรากําลังพัฒนารูปแบบใหม่ในการสร้างอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นเปึนชุมชนแห่งการเชื่อมโยงไทย-อาเซียน และโลกนี้เพื่อขยายการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวครับ ก็เลยขอถือโอกาสขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณา ให้กระผมได้ชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับส่วนของการค้าในกรอบของอาเซียน