สถาพร มณีรัตน หารือปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒

สถาพร มณีรัตน หารือปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ โดยเรียกร้องให้เลื่อนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพื่อป้องกันการลงทุนซ้ำซ้อนและการสร้างสัญญาผูกขาด

นายสถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ เพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในนามสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมี ๒ ประเด็น ในการที่อยากจะเสนอและอยากติดตามใน การที่จะเข้าไปเจรจาของไทย-ลาว คือกรณีเรื่องของการเป่ดและยกระดับจุดผ่านแดนและ อํานวยความสะดวกในการเข้า-ออกเมือง ซึ่งสาระตรงนี้มันอยู่ที่ว่าเราจะอํานวยความ สะดวกโดยเฉพาะในฝัืงไทยจะอํานวยความสะดวกกับพี่น้องประชาชนในประเทศลาว อย่างไร และเรื่องที่อยากจะฝากถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก็คือการเป่ดด่านระหว่าง บ้านปางบอน เมืองคอบ แขวงไชยบุรี ตรงข้ามกับจุดผ่อนปรนบ้านฮวก อําเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ซึ่งถือว่ามีความสําคัญในส่วนหนึ่งของจังหวัดพะเยาและพี่น้องภาคเหนือที่ จะไปเชื่อมในส่วนของแขวงไชยบุรีและประเทศลาว ซึ่งจากรายละเอียดในข้อที่ติดตามนี้ บอกว่าให้ทั้งสองฝ์ายหารือรายละเอียดร่วมกัน และรายงานหน่วยเหนือของตนพิจารณา ต่อไป คําว่า หน่วยเหนือของตนพิจารณา มันเปึนประเด็นที่ชวนให้สงสัยว่า ท้องถิ่นเขา ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หน่วยเหนือเรา ท่านรัฐมนตรีต้องตอบด้วยนะครับ ว่าพิจารณา อย่างไร ผมเชื่อว่าคําว่า หน่วยเหนือ ก็คือรัฐบาล กรอบการเจรจาก็หมายความว่า จะต้อง เซ็นกันแล้ว จะต้องเป่ดด่านเรียบร้อย แล้วจะต้องมีงบประมาณในการจัดสรร มีงบคน งบเงิน งบงาน เรียบร้อยหมดแล้ว ซึ่งตรงนี้ก็ฝากหน่อยว่าในส่วนของการดําเนินกิจกรรมตรงนี้ควรจะฝากในเรื่องของความ คืบหน้าในการเจรจา เพราะข้อจํากัดความว่า หารือรายละเอียดร่วมกันและรายงาน หน่วยเหนือของตนพิจารณาต่อไป หน่วยเหนือของไทยไปถึงไหนแล้ว หน่วยเหนือ ของประเทศลาวเขาพิจารณาไปถึงไหนแล้ว ไม่ใช่ว่าหน่วยเหนือของประเทศลาวเขา เรียบร้อยหมดแล้ว เหลือหน่วยเหนือของประเทศไทยยังไม่ไปไหนนี่ก็อายเขานะครับ ฝากไว้ด้วยนะครับ

ส่วนเรื่องของด้านเศรษฐกิจ คือความร่วมมือด้านไฟฟัาและพลังงาน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เราต้องยอมรับว่าวิกฤติเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ทําให้ ปริมาณการใช้พลังงานของประเทศเรานี้ลดลงเปึนจํานวนมาก วันนี้ปริมาณไฟฟัาสํารอง ของประเทศไทยเหลือตั้ง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเปึนการลงทุนเขาเรียกว่าเปึน เอ็นพีแอล (NPL) ในระบบพลังงานเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าเรายังต้องไปเซ็นซื้อขายไฟฟัาจาก ประเทศลาว นั่นก็หมายความว่าถ้าเราไม่เจรจาต่อรองในการเลื่อนระยะเวลาในการ ซื้อขายไฟฟัา เราก็จะต้องรับซื้อไฟฟัาจากประเทศลาวเข้ามา แล้วต้องมาทําเขาเรียกว่าไป หยุดโรงไฟฟัาที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งภาษาด้านพลังงานเขาเรียก โฮลด์ สแตนด์บาย (Hold stand by) ซึ่งตรงนี้ก็จะทําให้การลงทุนของประเทศไทยเปึน เอ็นพีแอล อีก ตรงนี้ กรอบการเจรจาจะต้องประสานกับกระทรวงพลังงาน ว่าการเจรจาการรับซื้อไฟฟัาจะต้อง เชื่อมโยงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ วันนี้ จีดีพี (GDP) เราตามนักวิชาการ ตามนักเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่าจะลบ ๗ แต่แผนการซื้อพลังงานยังเหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้ ไม่ถูกครับ เราต้องเจรจาในการเลื่อนรับซื้อไฟฟัาของประเทศลาวออกไปก่อน เพื่อที่ขยาย ศักยภาพ เพราะเราลงทุนด้านพลังงานในประเทศ ไม่ว่าโรงไฟฟัาพระนครใต้ พระนคร เหนือ โรงไฟฟัาแม่เมาะ โรงไฟฟัาพลังน้ําที่มีการลงทุนปรับปรุง รวมทั้ง ไอพีพี (IPP) เอสพีพี (SPP) ชีวมวลทั้งหลายในประเทศ เปึนเงินหลายแสนล้านบาทครับ เพราะฉะนั้นถ้าอย่างนี้ แล้วมันเปึนการซ้ําซ้อน แล้วไหนเราจะต้องรับซื้อไฟฟัาจากประเทศลาว รับซื้อไฟจาก ประเทศเขมร เวียดนามเข้ามาอีก จีนเข้ามาอีก มันก็จะกลายเปึนว่าเรามีปริมาณไฟฟัาใช้ เกินความจําเปึน มันก็จะเหลือครับ แล้วแผนการซื้อขายไฟฟัานั้นเขาเรียกว่า สัญญาทาส ซื้อขายกัน ๒๕ ป้ครับท่านประธานถึงจะหมดสัญญา แล้วสัญญานี้เขาเรียกเปึนว่า สัญญาการซื้อไฟฟัาขนาดใหญ่ จะต้องซื้ออย่างเดียวนะครับ เราจะต้องมาลด ถ้าไฟฟัา เหลือจะต้องมาลดไฟฟัาของรัฐ นั่นก็คือการไฟฟัาฝ์ายผลิตจะต้องมีความเสียหายเกิดขึ้น ในระบบ เพราะไปซื้อไฟจากที่อื่นมา ต้องมาลดคน ลดงานของตัวเองอีก โรงไฟฟัาก็ต้อง หยุดเดินเครื่อง เพื่อที่จะเอาไฟฟัา เอสพีพี ไอพีพี และไฟฟัาจากประเทศลาวเข้ามาผลิต นี่ คือการซ้ําซ้อนในการลงทุนครับ

ด้านพลังงาน ซึ่งถือว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่รีบจํากัดโซนนิ่ง (Zoning) ของพลังงานแล้ว ประเทศไทยจะกลายเปึนประเทศที่ลงทุนด้านพลังงาน มหาศาล วันนี้โรงงานอุตสาหกรรมเราดาวน์ (Down) ลง ไม่มีภาคผลิต เศรษฐกิจลดลง คนใช้ไฟลดลง เป่ดแอร์ลดลง แต่ขณะเดียวกันสัญญาซื้อขายไฟลาวไม่ลดลงครับ ซื้อขายไฟ เอสพีพี ไอพีพี ไม่ว่าเอกชนหรือว่ารัฐต่อรัฐด้วยกันไม่ลดลง ถามว่าอย่างนี้ใคร เสียหาย พี่น้องผู้บริโภคจะต้องรับซื้อไฟในราคาแพง โดยใส่เข้าไปใน เอฟที (FT) ครับ ซ่อนไว้ใน เอฟที ซึ่งเปึนราคาผันผวน ผู้บริโภคเสียเปรียบ ผู้บริโภคพลังงานเสียเปรียบครับ แทนที่ไฟฟัาด้านพลังงานเรามีปริมาณเหลือจะลดลง เพื่อที่จะกระตุ้นการลงทุน ลดค่าใช้จ่ายด้านการพลังงานลง กลับว่าจะต้องมาแบกภาระค่า เอฟที เขาเรียกว่า พลัส ทู คัสตอมเมอร์ (Plus to customer) ทุกอย่างผลักเข้าสู่ผู้บริโภค นี่เปึนอันตรายครับ เพราะฉะนั้นกรอบการเจรจาด้านพลังงาน ด้านเศรษฐกิจ ผมขอฝากไว้ว่า เราควรที่จะมี แผนร่วมกับกระทรวงพลังงานในการขยายเวลารับซื้อขายไฟฟัาระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศลาวออกไปตามสภาวะเศรษฐกิจ ความเติบโตด้านเศรษฐกิจ ด้านอุตสาหกรรมและด้านการบริโภค มิฉะนั้นประเทศเราจะกลายเปึนประเทศที่มีแต่ พลังงาน ไม่มีภาคผู้บริโภค แล้วผู้บริโภคก็จะกลายเปึนผู้รับภาระตรงนี้แทนคนทั้งหมด นอกจากนั้นครับ ขอฝากเรื่องโครงข่ายพัฒนาเครือข่ายคมนาคม ซึ่งยังขาดตกไปหลาย เส้นทาง อย่างที่ท่าน ส.ส. ชลน่าน ศรีแก้ว ได้พูดถึง คือวันนี้ในส่วนของภาคเหนือ ซึ่งก็ถือ ว่าเปึนความหวังในการที่จะดําเนินการด้านคมนาคม ด้านระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ในการส่งสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้าน นั่นคือถนนสาย อาร์ ๓ ถนนเส้นนี้ถือว่าเปึนดาวรุ่ง ดวงใหม่ของการคมนาคม ของการเศรษฐกิจที่จะมีการลงทุนระหว่างไทย-ลาว-จีน ๓-๔ บ้านพี่เมืองน้องกันนี่ แต่ปรากฏว่าประเทศเรานั้นค่อนข้างที่จะแผ่วเบาในการที่จะ เข้าไปพัฒนาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศสาย อาร์ ๓ วันนี้เราจะต้องเข้าไประดม การลงทุน ซึ่งจะต้องพูดกันต่อไปในกรอบวงเงินกู้ ๔ แสนล้านบาท กับอีก ๔ แสนล้านบาท นี่ เราจะต้องพูดกันให้หนักในเรื่องยุทธศาสตร์กู้เงินแล้วไปลงทุนที่ไหนอย่างไร แต่ผม อยากจะฝากไว้ในกรอบการเจรจาฉบับนี้ว่า เราได้ผลประโยชน์จาก อาร์ ๓ นี้อย่างไร ควรจะมีคณะอนุกรรมาธิการติดตามในด้านของฝ์ายบริหารว่า ประเทศไทยที่มีการ ก่อสร้างถนนสาย อาร์ ๓ นี้จะเชื่อมประเทศจีน ประเทศลาว แล้วก็มีการเชื่อมโยงท่าเรือ มีการเชื่อมโยงขนส่งหลายสิ่งหลายอย่างนี่ แล้วก็จะมีการขนส่งสินค้าเกษตรผ่านไปยัง ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ซึ่งประชากรทั้งหมดทั้งมวลน่าจะรวมกันไม่ต่ํากว่า ๓๐๐ ล้านคนนี่ เราได้รับผลประโยชน์อย่างไร และเราจะมีกรอบการเจรจาเชื่อมโยงเรื่องของการตั้งกําแพง ภาษีอย่างไร การตั้งด่านอย่างไร อํานวยความสะดวกอย่างไร ซึ่งตรงนี้ผมฝากทาง ผู้เจรจาว่าขอให้ลงในรายละเอียด ซึ่งผมดูแล้วนี่ ๒.๒.๒ นี้ โครงการพัฒนาเครือข่าย คมนาคมนั้น ซึ่งที่จริงแล้วมันต้องรวมถึงถนนสายอาร์ ๓ นั้นมีน้อยมากนะครับ ไปชัดเจน ในเรื่องของการขยายรถไฟ ทางรถไฟไปทางประเทศลาว ในส่วนของท่าแร้ง แล้วก็เงิน ในระยะโครงการในการศึกษา แต่ความร่วมมือในเรื่องของถนนสายอาร์ ๓ นั้นยังไม่เห็น ปรากฏในกรอบการเจรจานะครับ

ท้ายที่สุดนี้ผมก็ขอฝาก ๒-๓ ประเด็น เพื่อให้คณะกรรมาธิการที่มีส่วน เกี่ยวข้องในการเข้าไปพูดจาในระดับทวิภาคีหรือระดับใด ๆ ก็แล้วแต่ ขอฝาก ๒-๓ เรื่องที่ กระผมได้อภิปรายครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ