รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ เมษายน ๒๕๕๒

สุรชัย ชัยตระกูลทอง หารือเกี่ยวกับข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและจีน โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการลงนามข้อตกลงนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักและเข้าใจปัญหาการส่งออกสินค้าไทยที่เข้าไม่ได้หรือมีปัญหา และแนะนำการขยายการค้าส่งออกสินค้าไปยังจีน

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

ท่านประธาน ที่เคารพและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเองนั้นได้ดูความตกลงการขยาย ความร่วมมือทวิภาคีภาคเศรษฐกิจและการค้าในเชิงกว้างและเชิงลึกระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กระผมได้ศึกษา ในข้อตกลงนั้นก็เปึนการเขียนแบบกว้าง ๆ และเอื้อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ์าย แต่สิ่งหนึ่งที่กระผมมีความกังวลใจว่าการลงนามนั้นมันจะก่อเกิดประโยชน์กับ ประเทศชาติขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีความกังวลใจนะครับว่า การลงนามนั้นมันจะก่อเกิดประโยชน์กับ ประเทศชาติขนาดไหน นั่นก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของรัฐบาลที่จะนํานโยบายหรือ ข้อตกลงดังกล่าวนั้นนี่มาขับเคลื่อนให้สัมฤทธิผลตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ แต่กระผมเอง ก็ไม่มั่นใจอีกว่า การยกร่างหรือการร่วมมือนี่ตามเจตนารมณ์นั้นเกิดจากสาธารณรัฐ ประชาชนจีนหรือเกิดจากรัฐบาลของเรากันแน่ เพราะว่าผมเองได้เดินทางเมื่อสัปดาห์ ที่แล้วได้นําคณะนักธุรกิจจังหวัดชลบุรีไปประเทศจีนที่มณฑลเหอหนานมีความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์กันเมื่อ ๙ ป้ที่แล้ว และกระผมเองได้เปึนหัวหน้าคณะแล้วก็ได้ไปลงนาม ความร่วมมือของนักธุรกิจชลบุรีกับนักธุรกิจมณฑลเหอหนาน และได้รับการต้อนรับ จากรัฐบาลนครเจิ้นโจวเปึนอย่างดีและได้ศึกษาด้านเศรษฐกิจการลงทุนของเขาและ เห็นการเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าของเขานั้นรวดเร็วมาก มีความเข้มแข็งทางด้าน เศรษฐกิจการลงทุนและการส่งออก หรือเรียกว่ามีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ในขณะเดียวกันนักธุรกิจไทยที่ไปลงนามความร่วมมือ ซึ่งมีความหนักใจในเรื่อง ความร่วมมือ เพราะว่าบางครั้งถ้าเราได้ศึกษาระบบการค้าของจีนอย่างถ่องแท้แล้ว เราจะพบว่าจีนนั้นมีวัฒนธรรมในการทําการค้าที่แตกต่างจากตะวันตกก็คือว่า จีนเอง มุ่งเน้นเปัาหมาย มุ่งเน้นความสําเร็จ แล้วก็มุ่งไปที่ตัวบุคคล บุคคลที่มีอํานาจมากกว่า มุ่งไปตามข้อกฎหมาย แต่ไทยเรานั้นทําการค้าก็ได้รับวัฒนธรรมทางตะวันตกก็พยายาม ที่จะทําการค้าภายใต้ข้อตกลงตามข้อกฎหมายต่าง ๆ แต่สุดท้ายเราก็สู้เขาไม่ได้ เราจะเห็นได้จากวิธีการทําการค้าหรือดุลการค้าที่เราได้แข่งขันกันจะพบว่าเราเสียดุล ให้จีนนั้นค่อนข้างมากและความร่วมมือนั้นก็จะยิ่งทําให้เราเสียดุลการค้ามากขึ้น และรวดเร็วขึ้น สิ่งที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าเราได้มีการคุยกันว่าสินค้าจากจีน เวลาส่งเข้ามาในตลาดไทยหรือตลาดต่างประเทศนั้น จีนมีเขาเรียก ซับซิดี้ (Subsidy) ก็คือเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลให้ผู้ส่งออกนั้นสามารถส่งในราคาที่ต่ํา แล้วก็แข่งขันตลาดได้ แล้วในขณะเดียวกันก็สามารถรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ตรงนี้เองเปึนจุดแข็งของจีน แล้วก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะส่งเข้ามาแล้วจะทําลายตลาด หรือทําลายผู้ประกอบการคนไทย ให้ไม่สามารถที่จะแข่งขันหรือต้องป่ดกิจการป่ดโรงงานไป เพราะต้นทุนที่มันสูงกว่า การนําเข้าจากประเทศจีน ซึ่งขณะนี้เองหลาย ๆ ประเทศกําลังประสบอยู่

อีกประการหนึ่งเราก็มองว่าเราจะส่งออกสินค้าไปประเทศจีน เราก็คิดว่า ประเทศจีนนี่ใหญ่กว่าประเทศไทย ๒๕ เท่านะครับ เราเปึนแค่ ๑ ใน ๒๕ ถ้าเขาบริโภค สินค้าเรา เราจะทะลุทะลวงไปทุกมณฑล เราก็จะมียอดขายมหาศาล อันนี้ก็คือความฝัน ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ในข้อเท็จจริงแล้วนี่ความร่วมมือไม่ว่าพิกัดศุลกากรหรือเงื่อนไขการนําเข้า และส่งออก โดยเฉพาะสินค้าไทยที่จะส่งเข้าไปในประเทศจีน เวลาเราลงนามกับรัฐบาลจีน รัฐบาลจีนก็อยู่ที่ปักกิ่งเราก็ลงนามกันไป แต่รัฐบาลท้องถิ่นที่มีมณฑล ๒๐ กว่ามณฑล ก็มีกฎหมายของมณฑลอีก เมื่อรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนลงนามถูกต้องตามข้อตกลง ทุกอย่าง แต่เมื่อสินค้าดังกล่าวนี้จะเข้าไปอีก ๑ มณฑล มณฑลก็มีกฎหมายของมณฑล ก็ทําให้สินค้าไทยเรานี่เข้าไม่ได้ ผู้ประกอบการก็รู้สึกว่าลําบากมากว่าเมื่อถือข้อตกลง ไว้แล้วก็พยายามจะบุกเข้าไป โดยการสนับสนุน โดยการส่งเสริมของรัฐบาลว่าเราต้องมี ขีดความสามารถแข่งขัน เราต้องพยายามส่งสินค้าออกไปต้องกล้าไปลงทุนต่าง ๆ นานา แต่พอเราไปถึงนี่นักธุรกิจก็ประสบปัญหาก็คือ ไปเจอกฎหมายของมณฑลอีก ๑ ฉบับ ขึ้นมา ก็ทําให้สินค้าและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในมณฑลนั้นที่เปึนโอกาสกลายเปึนอุปสรรค ไม่สามารถที่จะสร้างโอกาสหรือการลงทุน หรือการส่งสินค้าเข้าไปในจีนได้ อันนี้ก็คือ เปึนปัญหาอันหนึ่งที่ผมเชื่อและคิดว่ารัฐบาลจะต้องตระหนักและเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะว่าในลักษณะการลงนาม ๒๐ กว่ามณฑลของประเทศจีนนั้น ผมได้ไปสํารวจดู พบว่ามีความเข้มแข็งมาก แล้วเศรษฐกิจของเขาใหญ่กว่าเรามากกมาย ใหญ่กว่า ซึ่งมีกว่า ๑๐ มณฑลที่มีเศรษฐกิจของมณฑลเขานี่ใหญ่กว่าประเทศไทย ประมาณ ๑๐ มณฑลของประเทศจีน แล้วก็ความเปึนชาตินิยมในการบริโภคสินค้าของประเทศจีน นั้นก็สูงด้วย กระผมเองก็มีความหนักใจนะครับว่าการลงนามความร่วมมือนี่มันจะทําให้ เราได้โอกาส หรือเราสูญเสียโอกาส เราได้ทําลายกําแพงหรือเงื่อนไขในการปกปัอง ผู้ประกอบการนักธุรกิจไทยหรือเปล่า แล้วเมื่อเราลงนามแล้วเขาจะบุกเข้ามาไทย ได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ และพฤติกรรมการลงทุนของคนจีนนี่ ซึ่งขณะนี้เองกระผมได้เห็น รัฐบาลพยายามดึงดูดนักลงทุนจากจีน กระผมก็มีความรู้สึกว่ารัฐบาลหมดความสามารถ หรือเปล่า เพราะแหล่งลงทุนที่ดี ๆ ยังมีอีกมากในโลกนี้ เพราะจีนมาลงทุน ซึ่งมีความแตกต่างจากญี่ปุ์นมาก คือญี่ปุ์นมาลงทุนก็คือมาลงทุนแล้วก็ให้คนไทยทําธุรกิจ ด้านการบริการและอํานวยความสะดวกทุกอย่าง แต่จีนมาลงทุนนั้นเขาจะทําเองทุกอย่าง โดยไม่ต้องการพาร์ทเนอร์ (Partner) หรือบริการจากคนไทย แล้วก็ไม่ได้หวังการบริการ หรือค่าสวัสดิการหรือสิ่งแวดล้อมที่จะมอบให้กับคนไทย ซึ่งในทางกลับกันเขามุ่งที่จะ ค้ากําไรแล้วก็เอาประโยชน์เปึนที่ตั้งโดยไม่ตระหนักถึงประเทศที่เรามาลงทุน คือประเทศไทย หรือประเทศคู่ค้า และประโยชน์ที่จะเอื้อกันหรือส่งเสริมกันนี่ สิ่งเหล่านี้เขาไม่ได้มอง เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลได้ตระหนักและต้องให้ระวัง ในประเด็นนี้ด้วยนะครับ

อีกประการหนึ่งผมเองที่ได้เดินทางไปก็ต้องลาที่ประชุม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ไปเจรจาเพื่อให้เกิดความร่วมมือ การลงทุน และการท่องเที่ยว แล้วก็ได้ไปแวะที่สถานกงสุลใหญ่นครกวางโจว ซึ่งก็มีชาวจีนมาทําวีซ่าเพื่อจะขอเข้า ประเทศไทยวันละประมาณ ๑,๒๐๐ คน ซึ่งยอดที่เข้ามาในประเทศไทยประมาณ ๗-๘ แสนคนนั้น ก็เรียนได้ว่าค่อนข้างน้อย แล้วก็จากข้อมูลที่ได้รับก็คือว่า จีนที่มีฐานะ ที่ไม่สู้จะดีนักก็จะมาเที่ยวประเทศไทย แต่ถ้ามีฐานะที่ดีก็จะไปท่องเที่ยวในยุโรป อเมริกา มากกว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเองก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่า ความร่วมมือนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่าจีนเปึนผู้ที่ตั้งเปัาหมายไว้มากมาย แล้วก็เชิญชวน รัฐบาลไทยไปลงนาม แต่ในการที่จะลงนามนั้น ผมอยากจะให้รัฐบาลได้หาโอกาสที่จะ เชิญชวนให้จีนมาท่องเที่ยวหรืออะไรก็ได้ที่เกิดประโยชน์กับไทยให้มากขึ้น อาจจะไม่ใช่ ทางตรง แต่เปึนทางอ้อมให้มากกว่าที่เราได้ประโยชน์จากจีนในขณะนี้ แล้วก็ทาง กงสุลใหญ่นครกวางโจวก็ได้บอกว่า จีนที่ไปทําวีซ่าวันละ ๑,๒๐๐ คนนั้น ซึ่งไม่มีกงสุล ททท. คอยดูแลที่นั่น แต่ดูแลอยู่ที่ฮ่องกง ซึ่งเปึนคนละตลาดกัน นั่นก็คือโครงสร้างนั้น ก็ต้องมีการศึกษาแล้วก็ต้องปรับเปลี่ยนด้วยนะครับ ฉะนั้นในลงนามความร่วมมือที่ผม ได้ศึกษาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนนั้น ก็อยากจะให้รัฐบาลนั้นได้ศึกษาอย่าง ถ่องแท้ แล้วก็ได้ลงไปดูทุกขั้นตอน แล้วก็หาโอกาสที่จะสร้างจุดแข็งให้กับนักธุรกิจไทย หรือผู้ประกอบการคนไทย แล้วที่สําคัญอีกอันหนึ่งก็ต้องระมัดระวังเรื่องจีนที่เข้ามาลงทุน ในประเทศไทยให้ศึกษาให้ละเอียดจริง ๆ ว่าเขามาลงทุน โดยการเพิ่มอุตสาหกรรม เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ เพิ่มการบริการต่าง ๆ ให้กับคนไทยหรือไม่ หรือเขาเข้ามาแล้ว แล้วเขามาทําลายระบบเศรษฐกิจของคนไทย ยกตัวอย่าง เช่น คล้าย ๆ กับเรามี ดิสเคาท์ สโตร์ โมเดิร์น เทรด (Discount store modern trade) สมัยใหม่ที่เข้ามาแล้วก็ ร้านค้าโชห่วยต้องล้มละลายไปนี่คือภาพที่จะเกิดขึ้น ถ้าจีนเข้ามาไทยอย่างรุนแรงภายใน ๓ ป้ หรือ ๕ ป้ข้างหน้าก็จะเกิดภาพเช่นนี้นะครับ ก็จึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ แล้วก็เพื่อเปึนประโยชน์ สําหรับผู้ประกอบการครับ ขอขอบคุณครับ