รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒

ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าการประชุมรัฐสภาเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการหาคำตอบและบรรลุข้อตกลง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความเชื่อมั่นของประเทศไทยและเรียกร้องให้ประชาชนไทยร่วมมือในการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา และเสนอตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองของประเทศ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมได้ร่วมรับฟัง ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้ ได้เล่าเหตุการณ์ ได้แสดงข้อมูลหลักฐาน ต่าง ๆ เพื่อให้สภาได้ร่วมกันพิจารณาหาทางออกให้กับการแก้ไขปัญหาวิกฤติทาง การเมืองของประเทศ ผมอยากจะใช้โอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะเสนอ ความเห็น เสนอทางออกที่อาจจะเปึนไปได้ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ก่อนอื่นผมต้อง กราบเรียนท่านประธานครับว่า ในตลอดระยะเวลาทางประวัติศาสตร์การเมืองของ ประเทศ รัฐบาลได้เลือกใช้วิธีที่จะเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก รัฐสภาในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินั้นมีไม่บ่อยนัก แล้วผมถือว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปึนการตัดสินใจที่มีความหมายสําคัญอย่างยิ่งยวดต่อ การนําพาการเมืองออกจากวิกฤติ ต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ ที่ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ก็เพราะว่า ในอดีตไม่ใช่ประเทศไทยไม่มีวิกฤติ แต่ว่าในอดีตมีรัฐบาลน้อยมากที่จะ เลือกเอาการรับฟังสมาชิกรัฐสภาเพื่อหาทางออกให้กับการแก้ไขปัญหาของประเทศ แล้วก็มีไม่บ่อยนักที่จะนําเอาข้อคิดเห็นเหล่านี้นําไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ผมถือ ว่าการเลือกเอาการประชุมรัฐสภาเปึนทางออกในวันนี้ นี่เปึนเรื่องของความเชื่อมั่นใน ระบอบรัฐสภาโดยแท้ วิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศที่อยู่ในปัจจุบันนั้นเปึน วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนอกรัฐสภา เรามีความขัดแย้ง มีการเผชิญหน้า แล้วก็มีการตอบโต้ มีลักษณะเพิ่มระดับของความรุนแรงไปเรื่อย ๆ และคําตอบก็คือว่า เราไม่สามารถยุติ ความขัดแย้งนั้นด้วยวิธีการเคลื่อนไหวมวลชน ด้วยวิธีการเผชิญหน้าและตอบโต้ด้วย การใช้ความรุนแรง เราจึงเลือกใช้เวทีรัฐสภามาหาคําตอบ และแน่นอนครับ คําตอบนี้ ไม่ใช่เปึนของรัฐบาล ไม่ใช่เปึนของสมาชิกฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งแต่เพียงฝ์ายเดียว แต่เรากําลัง จะสร้างความเห็นร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้คําตอบเหล่านี้ ท่านประธานครับ ความหมาย ก็คือว่า ถ้าการประชุมในวันนี้เรายังหาคําตอบ เรายังบรรลุข้อตกลงไม่ได้ อนาคตในการที่ จะหาจุดเปึนข้อสรุปที่จะเดินก้าวต่อไปนั้นมีความยุ่งยากอย่างแน่นอน นั่นก็เพราะว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือว่า แม้เราจะนําเรื่องนี้กลับสู่รัฐสภาแล้วก็ตาม แต่ความขัดแย้งในทาง การเมืองนั้นยังดํารงอยู่ เงื่อนไขแห่งความรุนแรงยังดํารงอยู่ และแน่นอนครับ การใช้ความ รุนแรงในทางการเมืองก็ยังดํารงอยู่เช่นเดียวกัน เพราะการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ ๘ ถึงวันที่ ๑๔ เมษายน เปึนการเคลื่อนไหวที่จบลง แต่ผู้ที่ก่อการยังไม่บรรลุเปัาหมาย ยังไม่มีการ กลับ และใช้คําว่า จะยังไม่กลับบ้านมือเปล่า ผมอธิบายอย่างนี้ไม่ได้หวังว่าที่จะต่อว่า ต่อขาน แต่ผมกําลังกราบเรียนกับท่านประธานและรัฐบาลว่า แม้เราได้เลือกใช้วิธีการทาง รัฐสภามาหาคําตอบ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าความขัดแย้งเรายังมีอยู่จริง และเงื่อนไขเหล่านี้ ไม่ได้จบลงในวันที่ ๑๔ เท่านั้น ยังจะต้องเดินหน้าต่อไป ถ้าอย่างนั้นคําตอบของเราก็คือ เราจะต้องพาการเมืองออกจากวิกฤติให้ได้ด้วยวิธีการ อย่างไร ซึ่งสุดท้ายผมจะเสนอต่อท่านประธานเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน สมาชิกทั้งหลาย ท่านประธานครับ ผมต้องแสดงความเคารพต่อท่านประธานและต่อ รัฐบาล ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาความรุนแรงได้ด้วยสันติวิธี ยุติความรุนแรงได้โดยไม่ เสียเลือดเนื้อ ผมรับฟังข้อมูลจากเพื่อนสมาชิก รับฟังคําชี้แจงจากรัฐบาลถึงเรื่องราวที่ เกิดขึ้น รัฐบาลตอบปัญหานี้ได้ทุกคําถาม ข้อเท็จจริงก็คือว่า ความรุนแรงมีอยู่จริงหรือไม่ รัฐบาลได้ใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ความรุนแรงนั้นจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงก็คือว่า ความรุนแรงนั้นมีอยู่จริง แต่รัฐบาลไม่ได้ตอบโต้ด้วยวิธีการที่รุนแรงแม้เลือกใช้พระราช กําหนดที่กําหนดในภาวะในสถานการณ์ฉุกเฉินมาแก้ไขปัญหา แต่ท่านประธานครับ ต้องบอกและต้องชื่นชมก็คือว่า นี่เปึนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่เราใช้ทหาร ออกมารักษาสถานการณ์และเราไม่เสียเลือดเนื้อ ทําไมผมต้องอธิบายกับท่านประธาน อย่างนี้ครับ ผมเปึนคนที่เดินก้าวผ่านเหตุการณ์มาหลายครั้งเหมือนกัน ตลอดระยะ ประวัติศาสตร์ของการอภิปรายในสภาที่บอกว่ามีอยู่ ๕ ครั้ง มีมาแล้ว ๔ ครั้ง ครั้งนี้เปึน ครั้งที่ ๕ ผมไม่ได้อยู่ร่วมในสมัยเดียวเท่านั้นแหละครับ ไม่ได้อยู่ในสมัย จอมพล ป พิบูลสงคราม เท่านั้นแหละครับ แต่ทุกครั้งที่มีการอภิปรายในสภาแห่งนี้ผมได้อยู่ ผมได้ ร่วมให้ความเห็น และผมกําลังจะให้คําตอบของสถานการณ์ และที่ผมต้องกราบเรียนก็คือ ว่าความรุนแรงที่มีหลายฝ์ายอยากให้เกิดมันไม่เกิด มันไม่ใช่ว่าความรุนแรงเกิดแล้วและ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เรียนกับท่านประธานว่ามีบางฝ์ายอยากใช้ความรุนแรง อยากเห็น ความรุนแรงและอยากเห็นรัฐบาลตอบโต้ด้วยความรุนแรง และไม่เห็นครับ ความรุนแรง นั้นไม่มีอยู่จริง ความรุนแรงจึงไม่เกิด และแน่นอนที่สุดครับด้านรัฐบาลจึงนําเรื่องนี้ กลับมาสู่สภาได้อย่างองอาจ เป่ดเผย นี่คือเปึนสิ่งที่ต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมต้องชื่นชมต่อการตัดสินใจต่อวิธีการแก้ไขปัญหานี้ ท่านประธานครับ ความขัดแย้ง ในทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นเปึนไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย เปึนไปตาม เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในวันจุดเริ่มต้น เริ่มต้นอะไรครับท่านประธานครับ เริ่มต้นจากการ เรียกร้อง เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหว และเริ่มต้นจากการต่อต้าน ทําได้ครับ เคลื่อนไหว เรียกร้อง ต่อต้าน เปึนสิ่งที่ทําได้แน่นอนตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าหลังจากนั้นครับ มันได้ พัฒนาไปสู่การขับไล่ เปึนการก่อการจลาจลและไล่ล่าเอาชีวิต ท่านประธานครับ ความรุนแรงในทางการเมืองของประเทศไทยนั้นมีบ่อยครั้งครับ แต่การไล่ล่าเอาชีวิตยังไม่ เคยเกิด และความรุนแรงนี้เกิดในยุคของเราครับ และแน่นอนครับในเมื่อเกิดในยุคของเรา เราต้องเปึนคนร่วมมือกันที่จะต้องยุติความรุนแรงอันนี้ให้ได้ เปัาหมายของการเคลื่อนไหว อยู่ตรงไหนครับ อยู่ที่การใช้ความรุนแรง อยู่ที่การสร้างเงื่อนไขเพื่อสร้างให้เกิดการ นองเลือด เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เกิดการเจรจา เพื่อให้เกิดการต่อรอง เพื่อให้ได้สิ่งนั้นสิ่งที่ เรียกว่า นิรโทษกรรม เพื่อให้พ้นผิด เพื่อให้ได้ทรัพย์คืน เพื่อให้กลับเข้าสู่โอกาสทาง การเมืองใหม่ นี่เปึนเปัาหมายของการเคลื่อนไหว ทุกอย่างเปึนอย่างไรครับท่านประธาน ครับ ทุกอย่างเดินไปตามแผนตามขั้นตอนนั้นทั้งสิ้น เพียงแต่มันไม่สามารถบรรลุ เปัาหมายสุดท้ายก็คือว่า รัฐบาลใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง วันนี้วิกฤติหลุดมา จากวันนั้นได้นิดเดียวเท่านั้นแหละครับ ความรุนแรงเกิดแล้ว จลาจลเกิดแล้ว แต่มันหลุด มาได้เพราะว่ารัฐบาลไม่เลือกใช้ความรุนแรงไปตอบโต้ความรุนแรง วิกฤตินั้นจึงเดินมาได้ แต่อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่ามันเดินมาได้ แต่ไม่ได้ยุติ นี่คือสิ่งที่ต้องกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าผมชื่นชมต่อการตัดสินใจของรัฐบาล และรักษาสถานการณ์ได้ด้วยวิธีการ ไม่ให้เสียเลือดเนื้อ ท่านประธานครับ เหตุการณ์ต่อสู้นี้ไม่เหมือน ๑๔ ตุลาครับ ยุทธศาสตร์ ๑๔ ตุลา ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คนที่ต่อสู้ไม่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหว นอกจากสิทธิแห่งปวงชน เสียเลือดเนื้อ เสียชีวิต จบลงที่มีคนก็อยากให้เปึนแบบ ๑๔ ตุลา มันไม่เปึนครับ เพราะเปัาหมายในการ เคลื่อนไหวมันไม่เหมือนกัน คนเขาอยากให้จบแบบ ๑๗ พฤษภา ๑๗ พฤษภาเกิดการ เผชิญหน้า โต้แย้ง รุนแรง แล้วก็จบลงด้วยการเสียเลือดเนื้อ และจบลงด้วยการปฏิรูป การเมือง นั่นเปึนการเรียกร้องเพื่อสังคม การเมืองจบได้ไม่รุนแรง แต่วันนี้การเมืองเดินไป ตามทิศทางนั้น แต่ไม่จบแบบนั้นเท่านั้นเอง การไม่จบแบบนั้นผมถึงกราบเรียนกับท่าน ประธานว่า มันถึงเปึนเรื่องที่ยังไม่จบ และเราจะต้องร่วมมือกันทําให้จบในการประชุม รัฐสภาในวันนี้ ท่านประธานครับ ผลที่ตามมาก็คือว่า อะไรเกิดขึ้นในทางการเมือง หลังจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในวันนี้ก็คือว่า เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน เราได้ล้มการ ประชุมอาเซียนบวกคู่เจรจาที่พัทยา การประชุมอาเซียนบวกคู่เจรจาที่พัทยาเปึนจุด สุดท้ายของการทําลายความเชื่อมั่นในประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก้าวขึ้นมา เปึนนายกรัฐมนตรีเดินออกไปต่างประเทศ เดินไปเพื่อบอกกับประชาคมโลกว่ามั่นใจ ประเทศไทย มั่นใจรัฐบาลไทย มั่นใจคนไทยว่าเราจะต้องฝ์าวิกฤตินี้ให้ได้ ความน่าเชื่อถือ ได้เริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมาถึงจุดสูงสุดที่เรามาเปึนประธานอาเซียน และเรา แน่ใจว่าถ้าประชุมครั้งนี้ผ่าน แล้วประสบความสําเร็จ เรามีความยากลําบากที่หัวหิน เรากําลังสร้างโอกาสใหม่ที่พัทยา ท่านประธานครับ ความน่าเชื่อถือเราได้ถูกทําลายลง โดยสิ้นเชิงในวันนั้น การสูญเสียครั้งนี้เปึนครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ว. จิระเดช ที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ เราไม่มีทางทําอย่างอื่นเลยนอกจาก เรียกร้อง นอกจากเอาสิ่งนี้กลับคืนมา ซึ่งผมจะเสนอกับท่านประธานต่อไป เราได้สูญเสีย อะไรไปอีกท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๓ เราเอาประชาชนเปึนตัวประกัน เราใช้ระเบิด รถเมล์ เราคุกคาม เผารถประจําทางอันเปึนการก่อการจลาจล และการพยายามไล่ล่าฆ่า นายกรัฐมนตรี รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ รวมทั้งองคมนตรี และสุดท้าย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล สิ่งนี้กําลังอธิบายอะไรครับ สิ่งนี้กําลังอธิบายว่า นี่คือจุดสุดท้ายของวิกฤติทางการเมือง ที่ทําให้เราต้องเผชิญหน้ากันต่อไปโดยหาจุดลงตัวไม่ได้ ความรุนแรงนี้ไม่ใช่ว่าใครกระทบ กับใครแล้วต้องเดือดร้อน แต่ท่านประธานครับ การเคลื่อนไหวในทางการเมืองของ ประเทศไทยหลังจากการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้ว การต่อสู้ในเมืองไม่เคยรุนแรง รุนแรงจะเกิดขึ้นจากการใช้อํานาจเผด็จการของรัฐทั้งสิ้น แต่ว่าวันนี้รูปแบบความรุนแรงผมไม่แน่ใจว่าเปึนรูปแบบของทางเลือกใหม่หรือไม่ นี่เปึน การลุกขึ้นสู้ในเมืองครับ นี่เปึนการเผชิญหน้ากันในทางการเมืองครับ เราจะต้องจบลง และผมคิดว่านั่นเปึนสิ่งที่ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าเราต้องเดินต่อไป ปัญหาที่ ตกอยู่กับประเทศไทยของเราคืออะไรครับ วันนี้เรามีปัญหาที่เผชิญหน้าของเราใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ปัญหา ปัญหาที่ไทยร่วมกับสากล กับปัญหาที่ภายในของเราโดยแท้ ปัญหาที่เรา ร่วมกับสากลก็คือว่า วิกฤติเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง และก็อย่างทั่วด้าน และทั่วทุกมุมโลกด้วย วันนี้ประเทศไทยเปึนหนึ่งที่ตกอยู่ในภาวะที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แน่นอน เราต้องรับมือกับสิ่งนี้ให้ได้แน่นอน แต่วันนี้เราได้เผชิญหน้าและหนักเกินกว่าที่จะ แบกรับโดยที่เราไม่ร่วมมือกันอย่างเก่าไม่ได้อีกแล้วครับ วิกฤตินี้เปึนวิกฤติที่เรามี ผลกระทบร่วมกับสากล วิกฤติภายในประเทศของเราก็คือ เราได้เดินทางมาถึง วิกฤตการณ์ทางการเมืองได้มาถึงจุดที่ว่าเราต้องยุติความรุนแรงลงให้ได้ เราต้องเอา การเมืองออกจากวิกฤติให้ได้ และท่านประธานครับ ไม่ว่าฝ์ายไหนวันนี้เราต้องหยุดเอา ประเทศไทยเปึนตัวประกัน เอาชีวิตคนไทยเปึนตัวต่อรอง การเมืองที่เอาประเทศเปึน ตัวประกัน เอาคนไทยเปึนตัวต่อรองนั้นเดินไปไม่ได้แล้วแน่นอน นั่นคือสิ่งที่เปึนปัญหา ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นเราจะออกจากวิกฤติได้อย่างไร ผมมีข้อเสนอต่อที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาในครั้งนี้ก็คือว่า อย่างน้อยที่สุดเราต้องบรรลุเปัาหมายของการประชุม วันนี้ใน ๓ ประการด้วยกัน ๓ ประการนี้ ซึ่งเปึนปัญหาทางยุทธศาสตร์ที่เราจะต้องร่วมกันฝ์าข้ามไปให้ได้ ๓ ปัญหา คืออะไรท่านประธานครับ

๑. ประเทศไทยเราได้สูญเสียความเชื่อมั่นไปนานแล้ว สูญเสียความ เชื่อมั่นด้วยเหตุผลทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลประเทศไทยมีปัญหา ทุจริต มีคอร์รัปชัน มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีความรุนแรงด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยขาดความ น่าเชื่อถือ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกระบบ เราใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงด้วย รัฐประหารก็สร้างเงื่อนไขของความน่าเชื่อถือต่อประเทศ ต่อความเชื่อมั่นของเรา เราผ่าน การเลือกตั้งในกระบวนการที่ทุลักทุเลก็จริง แต่ว่าในที่สุดท่านประธานครับ เราอยู่ในภาวะ ที่ไม่ปกติมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย เราต้องเอากลับคืนมาให้ได้ ความเชื่อมั่นนี้ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทําคนเดียวไม่พอ ท่านประธานทําคนเดียวไม่พอ ผมหมายถึงว่า เราสมาชิกรัฐสภา เราประชาชนไทย จะต้องร่วมมือ ที่สําคัญก็คือว่า จะต้องเรียกร้องเอาความเชื่อมั่นนี้กลับคืนมา กลับอย่างไรท่านประธานครับ อะไรที่มัน เปึนอุปสรรคต่อประเทศไทย อะไรที่เปึนผลประโยชน์แห่งชาติ และอะไรที่เปึนผลประโยชน์ ของคนไทยเราต้องไม่ขัดขวางในการทําหน้าที่นี้ในทุกกรณี ไม่ว่าคนนั้นจะเปึนใคร ผมเรียกร้องนี้ตั้งแต่นักเรียนอนุบาล จนกระทั่งผู้สูงอายุ สูงวัยของประเทศที่เราต้องดูแล นี่เปึนความเปึนจริงครับ ความเชื่อมั่นเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยคําพูด ความเชื่อมั่นเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยเงื่อนไขที่แบ่งฝักแบ่งฝ์าย ผมอยู่ในสังคมการเมืองที่มีความขัดแย้งรุนแรง แต่ท่านประธานครับ ความเชื่อมั่นเปึนหัวใจของสิ่งที่เราจะต้องตอบสนองให้ได้ และเรา พูดถึงความเชื่อมั่นอย่างผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้อีกแล้ว นี่เปึนประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ข้อเรียกร้องของผมตรงกับเพื่อนวุฒิสมาชิก ที่ได้กรุณากล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ นั่นก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เราต้องประกาศ การประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาโดยเร็ว ผมหมายถึงว่าเรายังต้องประชุมแน่ วันนี้ คนไทยเข้าใจตรงกันว่าเราต้องเอาอาเซียนกลับมา เราต้องประชุมกลับมา แต่ถึงเวลาเรา ต้องประกาศให้ประจักษ์ ณ วันไหน เวลาใดที่เราจะต้องประชุมอาเซียนกับประเทศ คู่เจรจาอีกครั้งหนึ่ง เพราะสิ่งนี้เปึนสิ่งที่เริ่มต้นแห่งความเชื่อมั่น สิ่งนี้เปึนสิ่งเริ่มต้น แห่งความร่วมมือ การประชุมอาเซียนกับคู่เจรจาไม่ใช่เรื่องรัฐบาลกับกระทรวง การต่างประเทศ แต่เปึนเรื่องรัฐบาลกับอาเซียน กับคู่เจรจา และกับคนไทยทั้งประเทศ และผมแน่ใจว่านาทีที่จะเกิดจะขึ้นต่อไปนี้คนไทยจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทําลายการ ประชุมนี้อีกเด็ดขาด ท่านประธานครับ นั่นเปึนสิ่งที่ต้องประกาศและต้องแสดงความ ชัดเจน

ประการที่ ๓ ครับ ท่านประธานครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้ คือ ปัญหาการเมือง ต้องยอมรับว่าเปึนปัญหาการเมือง ความขัดแย้งที่ดํารงอยู่นี้เปึน ความขัดแย้งทางการเมือง ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ นั่นเปึนอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องทํา มีข้อเสนอ มากมายที่เราจะต้องแก้ไขวิกฤติทางการเมืองนี้ มีข้อเสนออะไรบ้าง ท่านประธานครับ วันที่มีการเดินขบวนกัน วันนั้นเรียกร้องให้ปลดองคมนตรี เรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์ลาออก เรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ แต่หลังจากนั้นท่านประธานครับ หลังจากวันที่ ๑๔ เราเคยมีข้อเรียกร้องวันที่ใส่เสื้อสีหนึ่ง เราก็เรียกร้องไล่อมาต แต่วันพอมาใส่สูทเรียกร้อง ให้ยุบสภา ท่านประธานเห็นไหมครับว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้มันไม่ใช่เปึนข้อเรียกร้องที่เปึน ของประเทศ ไม่ได้เปึนข้อเรียกร้องของคนในสังคม แต่มันเปึนความปรารถนาของบุคคล ของฝ์าย ท่านประธานครับ ถ้าเราปล่อยให้ข้อเรียกร้องของบุคคลของฝ์ายเกิดอย่างนี้ ผมไม่เชื่อว่าจะบรรลุได้ ผมไม่เชื่อว่าจะสําเร็จได้ เพราะมันเปึนฝ์ายที่สุดขั้วต่อต้านอยู่ เหมือนกัน เช่น เรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แล้วนํารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาใช้ ข้อเรียกร้องนี้มีอยู่จริงไหมครับ มีอยู่จริง แล้วอย่างไร พอเรียกร้องอย่างนี้ ฝ์ายที่ทํารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ต้องออกมาทันที ต้องสู้ ก็อีกสุด ขั้วหนึ่งก็รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แก้ไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ อันนี้ก็เปึนความคิดสุดขั้วที่เปึนไป ไม่ได้ ให้ยกเลิกกติกาที่ใช้อยู่แล้วเอากติกาเก่ามาใช้ทันทีทันใด อันนี้เขาเรียกว่า เปลี่ยน กติกากลางเกม ท่านประธานครับ ผมไม่เคยเห็นสําเร็จในประวัติศาสตร์ในทาง การเมืองไทย รัฐธรรมนูญไทยล้มนี่ง่ายกว่าแก้เสมอ ท่านประธานก็เห็น นี่มันเปึนข้อ เรียกร้องที่ไม่จริงและสุดขั้ว เรียกร้องอะไรอีกครับ เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้ยกเลิกองค์กรอิสระ ให้เปลี่ยน บุคคลในองค์กรอิสระ ให้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ให้เสนอกฎหมายเพื่อล้าง มลทิน ท่านประธานครับ ขอเวลาเพิ่มเติมอีกนิดเดียวของพรรคร่วมรัฐบาล ผมกําลังจะจบ ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า ข้อเรียกร้องในวันนี้เปึนข้อเรียกร้องที่หลากหลาย เปึนข้อ เรียกร้องของฝ์าย เปึนข้อเรียกร้องของบุคคล ไม่ใช่เปึนข้อเรียกร้องที่จะนําไปสู่ความ สมานฉันท์และแก้ไขปัญหาของประเทศ ถ้าอย่างนั้นท่านประธานครับ การแก้หรือไม่แก้ รัฐธรรมนูญ การแก้หรือไม่แก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มันควรจะเปึนผลิตผล ของการปฏิรูปการเมือง ต้องให้สิ่งนี้เปึนเครื่องมือของการปฏิรูป ไม่ใช่ปฏิรูปมาเปึน เครื่องมือของการแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราต้องพักการแก้ เพราะ ไม่จริง ผมบอกแล้ววันนี้ถ้าคุณเสนออันนี้ มีคนก็ไม่เห็นด้วย แล้วเราทําอย่างไรครับ ผมคิด ว่าถึงเวลาท่านประธานครับ ผมเสนอต่อสภาแห่งนี้ที่จะช่วยพิจารณาก็คือว่า เราควรจะได้ ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองขึ้น เปึนถ้อยคําที่ผมสมมุติขึ้นเท่านั้น แหละครับ รักหรือไม่รัก ชอบหรือไม่ชอบ คํานี้ก็แล้วแต่ แต่ผมกําลังบอกหมายความว่า เราต้องมีคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองขึ้น เพื่ออะไรครับ เพื่อสร้าง กระบวนการแห่งความเห็นพ้องของการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างโอกาสให้บุคคลทุกฝ์าย ได้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ มาฉันทามติ เพื่อที่จะไปกําหนดว่าเราจะต้องทําอะไรกับ การเมืองไทยบ้าง ท่านประธานครับ เราไม่มีบุคคลที่ดีเลิศ วันหนึ่งเราหาบุคคลที่ดีเลิศ แล้วก็โทษว่านักการเมืองเปึนคนที่ชั่วร้าย วันหนึ่งเราบอกนักการเมืองเราทํากันเองโดยไม่ สนใจคนในสังคม ไม่ว่าจะมาจากภาคส่วนไหนเราก็แก้ไขไม่ได้ ข้อเสนอของผมก็คือว่า เราต้องตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองขึ้น เพื่อสร้างความเห็นพ้อง และนําไปสู่การปรับปรุงกลไกต่าง ๆ ให้แก้ไข ท่านประธานครับ สิ่งนี้แตกต่างจาก คณะกรรมการศึกษาปัญหาบังคับใช้รัฐธรรมนูญของสภานะครับ ไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน ผมเปึนหนึ่งในกรรมการนี้ ผมพบว่าฝ์ายหนึ่งต้องการอย่างหนึ่ง ฝ์ายหนึ่งต้องการ อย่างหนึ่ง และความต้องการที่อยู่ในสิ่งนี้เปึนความปรารถนาของบุคคลและของฝ์าย ทั้งสิ้น เราไม่สามารถเดินไปสู่ทิศทางนั้น ท่านประธานครับ ขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้ โอกาสผม นี่เปึนข้อเสนอของผมทั้ง ๓ ข้อก็คือว่า สร้างความเชื่อมั่น ประชุมอาเซียน และ ตั้งกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ