รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

อนุรักษ์ นิยมเวช หารือเรื่องการลงทุนในโครงการต่างๆ โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขสัญญาเงินกู้จากไจก้า และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาให้โอกาสผู้รับเหมาไทยในการประมูลงาน และลดภาระหนี้สาธารณะ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภานะครับ ในการพิจารณาในตัวให้ความเห็นชอบในการลงนามในตัวสัญญาเงินกู้ ดังกล่าวนะครับ ในประการแรกนะครับ อยากให้ทางรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้คําชี้แจง นิดหนึ่งนะครับว่า ในการดําเนินการดังกล่าวได้ผ่านเงื่อนไขของมาตรา ๓๐๕ ในเรื่องของ กรอบการเจรจา ซึ่งคิดว่ากรอบเจรจาเกิดก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นะครับ ถ้ากรอบการเจรจาเกิดขึ้นก่อนก็คงไม่ต้องขอความยินยอมจากรัฐสภา แต่หลังจากนั้น ถ้าในการก่อนจะลงนามในตัวสัญญาเข้าเงื่อนไขมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ในหลักการถ้ายัง ดําเนินการไม่เสร็จ ก็คงต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนนะครับ คงอยากจะ ถามผ่านไปทางท่านประธานรัฐสภาไปถึงท่านรัฐมนตรีว่า การรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนในส่วนของสัญญาเงินกู้ดังกล่าวนี้มีสะท้อนอะไรออกมาแล้วหรือเปล่านะครับ ในกรณีนี้ในตัวสัญญาเงินกู้ดังกล่าว ผมมีข้อพิจารณาสังเกตดังต่อไปนี้นะครับว่า

ประการแรก ในตัวสัญญาเงินกู้ดังกล่าวที่จะกู้จากไจก้า เทอม (Term) ที่เราได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับเทอมอื่น พอดีผมไม่ได้เคยเห็นกรอบการเจรจาว่าเรา เปรียบเทียบกับแหล่งเงินกู้อื่น ไม่ว่าจะเปึนเวิลด์ แบงก์ หรือ เอดีบี ในเทอมของตัวไจก้า เปึนเทอมที่ดีที่สุดหรือเปล่านะครับ ไม่ว่าจะเปึนตัวระยะเวลาเงินกู้คืน ในตัวดอกเบี้ยของ ตัวค่าธรรมเนียมการกู้ต่าง ๆ หรือว่าเงื่อนไขข้อจํากัดในการเบิกจ่ายเงินกู้ว่า เปึนเทอมที่ดี หรือเปล่านะครับ ก่อนที่จะลงนามในสัญญาเงินกู้ก็ขอให้รัฐบาลให้คําชี้แจงนะครับว่า เปึนเทอมที่ดีหรือเปล่า

ประการที่สอง การกู้เงินกู้ดังกล่าวประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านเยนตรงนี้ นะครับ อยู่ในกรอบของการก่อหนี้สาธารณะ ก็คงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่อยากจะขอข้อมูลก็คือว่า การกู้เงินดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ที่เราเรียกภาษาทางการเงินว่า อีไออาร์อาร์ (EIRR) นี่นะครับ คือเห็นทางข้อมูลเอกสารให้ข้อมูลผลตอบแทนของโครงการว่า ในโครงการบางซื่อ-รังสิต ให้ อีไออาร์อาร์ ประมาณ ๑๖.๔๙ เปอร์เซ็นต์ ปกติในข้อมูลตัวนี้ ในทางธุรกิจก็คงต้องมีข้อมูลประกอบว่าผลตอบแทนมันเปึนอย่างไร คิดอย่างไร ซึ่งก็ไม่มี เอกสารประกอบในแง่ของโครงการนี้ว่ามีลักษณะได้ประโยชน์ประเภทไหนอย่างไร

อีกอันหนึ่งสิ่งที่เปึนข้อสังเกตก็คือว่า การที่จะดําเนินการในการกู้ยืมเงิน ดังกล่าวมันก่อให้เกิดประโยชน์ในแง่ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับประเทศคงต้อง ดูด้วยว่าสิ่งที่เอาเงินตรงนี้ไปโดยรายละเอียดบอกว่าจะเริ่มที่จะมีการก่อสร้างในโครงการ ตรงนี้ประมาณป้ ๒๕๕๓ เงินที่จะเข้าไปจะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คงประมาณแถว ๆ ป้หน้า กว่าจะเซ็นสัญญาเงินกู้ กว่าจะมีการเบิกถอน สิ่งหนึ่งอยากจะให้รัฐบาลไป พิจารณาก็คือว่า ในการที่จะนําเงินดังกล่าวไปใช้ก็คงต้องเป่ดโอกาสให้ผู้รับเหมา ไทยได้มีส่วนในการที่จะได้รับในแง่ของการเข้าไปมีโอกาสในการประมูลงานนี้ ซึ่งเท่าที่ ผมดูนี่นะครับ ในโครงการนี้มีสัญญาที่อาจจะต้องมีการประมูล แล้วก็อาจจะต้องให้ โอกาสผู้รับเหมาไทยประมาณ ๓ สัญญา ก็คือ สัญญาที่ ๑ สัญญางานโยธา ในสถานีกลางบางซื่อในวงเงินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อันที่ ๒ ก็คือว่า สัญญาที่ ๒ คืองานโยธาจากบางซื่อไปรังสิต ประมาณ ๗ สถานี ก็วงเงินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกอันที่ ๓ งานระบบไฟฟัาและเครื่องกลรวมสายบางซื่อ-ตลิ่งชัน วงเงินประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้นะครับ ถ้าให้โอกาสในแง่ของผู้รับเหมาไทยไปดําเนินการ ก็สามารถที่จะทําให้เกิดเปึนการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพียงแต่ว่าในแง่ของการประมูลงาน ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องมีความโปร่งใส อย่างที่ผมเคยเรียนไปแล้วว่า ถ้าทําเร็วก็อาจจะ ขาดความโปร่งใส แต่ถ้าทําช้าก็อาจจะทําให้ไม่เกิดมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ก็เลยอยากจะเรียนนะครับว่าในการดําเนินการดังกล่าวต้องให้โอกาสตัวผู้รับเหมาไทย ในการเข้าไปดําเนินการดังกล่าว

อีกประการหนึ่งในข้อสังเกตของผมก็คือว่า ในการดําเนินการกู้ยืมเงิน ในเงินกู้ต่างประเทศต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อมาใช้ในโครงการสาธารณูปโภค ผมได้เรียนชี้แจงว่า ก็คือรัฐบาลมีความจําเปึนว่าต้องเอาเงินกู้ดังกล่าวมาลงทุนในโครงการพื้นฐาน แต่ขณะเดียวกันก็เกิดเปึนปัญหาหนี้สาธารณะกับประเทศขึ้นมา ผมอยากจะให้รัฐบาล เร่งนะครับ เร่งการลงทุนในแง่ของปัจจัยสาธารณปูโภคพื้นฐานต่าง ๆ แต่มีลักษณะของ การลงทุนร่วมกัน อย่างเช่น ในโครงการไม่ว่าจะเปึนตัว ๓ จี หรือโครงการสาธารณูปโภค ต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะดึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งจะทําให้เกิด การแบ่งเบา เปึนลักษณะแบ่งเบาเงินกู้ เปึนลักษณะของการ จอยน์ เวนเจอร์ (Joint Venture) หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะทําให้เปึนการแบ่งเบาไม่ก่อให้เกิด หนี้สาธารณะ และดึงต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนนะครับ และอยากให้รัฐบาลลองมองหา แนวทางตรงนั้นบ้าง เพื่อจะลดภาระปัญหาหนี้สาธารณะ และให้เกิดการลงทุนในประเทศ ให้ได้นะครับ

ประการสุดท้ายนะครับว่า ในการดําเนินการในโครงการดังกล่าวอยากให้ รัฐบาลดูเทอม นะครับ โดยเฉพาะเทอมการกู้ ในส่วนของตัวพันธะผูกพันภายใต้ ร่างสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะในตัวตารางที่ ๔ ว่ามีการจํากัดขอบเขตการดําเนินงาน หรือเปล่า เพราะว่าถ้ามีการดําเนินการการจํากัดขอบเขตว่าต้องได้รับความยินยอมจาก รัฐบาลญี่ปุ์น อาจจะเปึนการดําเนินการที่ทําให้ผู้รับเหมาไทยอาจจะไม่ได้มีโอกาสในการ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะรับเหมางานต่าง ๆ เหล่านั้น เลยฝากให้ทางรัฐบาลผ่าน ทางท่านประธานรับไว้พิจารณานะครับ กราบขอบพระคุณครับ