เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องรถไฟฟ้าและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมพูดถึงเรื่องนโยบายสนามบินเดี่ยวและแสดงความคิดเห็นว่าควรจะใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมืองให้คุ้มและไม่น่าจะยุบให้เป็นสนามบินเดียว นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการก่อสร้างรถไฟสายสีแดงและความกว้างของรางรถไฟไทยที่มีขนาด 1 เมตร ซึ่งไม่เท่ากับประเทศอื่น และเรียกร้องให้เปลี่ยนระบบรางให้เป็นระบบที่ถูกต้องเพื่อให้สามารถพัฒนาต่อ ๆ ไปได้
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในนามของ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมก็ต้องขอแสดงความยินดีกับคนใน กทม. และคนในปริมณฑล ที่จะได้มีความหวังในการจะใช้รถไฟฟัาเพิ่มขึ้นอีก ๑ สาย นโยบายในกรอบการกู้เงินเพื่อ ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลส่งมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภานี้ ที่กําหนดกรอบเอาไว้ ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชียและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์นนั้น มีงบประมาณ มีกรอบการกู้เงินของรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ของการรถไฟ ซึ่งมีวงเงิน ๖๓,๐๑๘ ล้านเยน รวมอยู่ด้วย ตรงนี้เมื่อทอนเปึนเงินบาทคิดที่ ๑๐๐ เยนต่อ ๓๖ บาทแล้ว ก็จะได้ประมาณ ๒๒,๖๐๐ ล้านบาทเศษ หรือ ๓๒.๓ หรือ ร้อยละ ๓๒.๓ ซึ่งเปึนการกู้มาจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์น ท่านประธานครับ ฝากถึงท่านรัฐมนตรีที่ท่านกล่าวว่า กรอบในการกู้เงินจากญี่ปุ์น ไม่มีพันธสัญญาอะไรต่อกัน ผมก็ดีใจ แต่จากที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายไปเมื่อ หลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ ก็ติงไว้ด้วยความเปึนห่วงในการกู้เงินจากองค์การความร่วมมือ ระหว่างประเทศของญี่ปุ์นนั้น เพราะว่าในอดีตเราเคยมีปัญหาเรื่องที่มีความผูกพัน หลาย ๆ เรื่อง ในเรื่องนี้ก็คงเช่นเดียวกัน กรอบในนี้องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ ของญี่ปุ์น ตอนที่เสนอแผนของรถไฟสายสีแดง ซึ่งรถไฟสายสีแดงนี้จริง ๆ แล้ว มีสายสีแดงกับสายสีแดงอ่อน สายสีแดงก็คือช่วงบางซื่อ-รังสิต บางซื่อ-หัวลําโพง หัวลําโพง-มหาชัย สายสีแดงอ่อนก็คือแอร์พอร์ท ลิงค์ (Airport Link) แล้วก็บางซื่อ-ตลิ่งชัน กับบางซื่อ-มักกะสัน ซึ่งถ้าหากว่าเครือข่ายของรถไฟชานเมืองนั้นเสร็จสมบูรณ์ก็สามารถ ที่จะเชื่อมโยงเข้าเปึนขนส่งมวลชนภายในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเปึนประโยชน์ต่อประชาชน อย่างดียิ่งนะครับ ปัญหาก็คือว่า ข้อแนะนําขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของ ญี่ปุ์นนั้นแนะให้รวมค่าตู้รถไฟฟัาเพิ่มอีก ๖,๕๖๐ ล้านบาท ซึ่งจํานวนเงินนั้นอ้างเหตุผล ว่า เพิ่มขึ้นมาเพื่อให้การเดินรถสามารถเชื่อมเปึนระบบเดียวกันได้ ตรงนี้ผมอยากจะ ฝากไว้เปึนข้อสังเกตข้อหนึ่ง แล้วก็จะตามดูว่าตู้รถไฟฟัาที่เพิ่มขึ้นมาที่เราจะต้องซื้อนั้น ผลสุดท้ายมันจะเปึนบริษัทของญี่ปุ์นหรือไม่นะครับ การลงทุนรถไฟฟัาหรือการลงทุนใน ขนส่งมวลชนในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ํา ยุคที่เศรษฐกิจถดถอย ยุคที่เศรษฐกิจมีปัญหา เปึนการลงทุนที่ผมเชื่อว่าเปึนการลงทุนที่เหมาะสมแล้วก็คุ้มค่ามากที่สุด โดยเฉพาะ ในอนาคต เมื่อเรามีความเชื่อว่าการขนส่งทางรางเปึนการขนส่งที่มีสัดส่วนแค่ร้อยละ ๑๗ โดยที่ว่าส่วนใหญ่เปึนการขนส่งทางบกแล้วนั้น จะเห็นว่าการพัฒนาของประเทศชาติ ด้วยการใช้ขนส่งสาธารณะขนส่งมวลชน เน้นหนักไปทางขนส่งทางถนนหรือการขนส่ง ด้วยรถ นานาประเทศล้วนแต่เปึนการพัฒนาที่ผิดทิศผิดทาง แท้ที่จริงแล้วการพัฒนา เราต้องมุ่งเน้นไปที่เรื่องของขนส่งมวลชนด้วยระบบราง ฉะนั้นตรงนี้คือส่วนหนึ่งที่จะมา ชดเชยแก้ไขความผิดพลาดที่เรามีมาแต่ในอดีต ท่านประธานครับ ผมให้กําลังใจ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมให้กําลังใจท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง และผมก็ให้กําลังใจกับท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะทําโครงการเหล่านี้ ให้เกิดความสําเร็จ เพื่อจะช่วยเรื่องของการนําเข้าน้ํามันซึ่งเปึนปัญหาเรื่องของพลังงาน ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามผมมีปัญหาในเรื่องนี้ในการเลือกเส้นทางสายนี้ซึ่งเปึน เส้นทางสายบางซื่อ-รังสิต มีคําถามฝากผ่านท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ๓ ข้อนะครับ
ข้อที่ ๑ นโยบายสนามบินเดี่ยว หรือ ซิงเกิล อินเตอร์เนชันแนล แอร์พอร์ต (Single International Airport) นั้น เรามีเหตุผลที่ว่า อันที่ ๑ การบินไทยบอกว่าขาดทุนป้ละ ๖๐๐ ล้านบาทนะครับ แล้วก็อีกข้อหนึ่งก็คือว่า ผู้โดยสารไม่สะดวกในการที่ขนส่งแล้วก็ ลงจากสนามบินหนึ่งแล้วก็ไปต่ออีกสนามบินหนึ่ง เพราะฉะนั้นในการสร้างทางรถไฟ ที่เชื่อมโยงระหว่างบางซื่อ-รังสิต ซึ่งผ่านดอนเมือง ต่อไปดอนเมืองก็จะสามารถเดินทาง ด้วยรถไฟฟัาหรือรถขนส่งมวลชนมาที่บางซื่อ ต่อมาที่พญาไทไปมักกะสันแล้วต่อไป สนามบินสุวรรณภูมิตามโครงข่ายที่เปึนแผนแม่บทตรงนั้นแล้ว ถามว่าตรงนั้นมีเหตุผล หรือไม่ เพราะถ้าหากท่านคิดว่าเปึนสนามบิน มีทั้งดอนเมืองและมีสุวรรณภูมิด้วย เส้นทางสายนี้ก็จะแก้ปัญหาในข้อที่ ๒ นั้นได้ เพราะว่าสามารถที่ใช้การคมนาคม ใช้ขนส่งมวลชนนี่เชื่อมโยงระหว่าง ๒ สถานีนั้นได้ ซึ่งก็จะทําให้ปัญหาที่อ้างว่าไม่สะดวก ในการเปลี่ยนเครื่องบินจาก ๒ สนามบินนี้หมดไป เพราะฉะนั้นน้ําหนักในการที่คง สนามบินดอนเมืองไว้ก็น่าจะมีน้ําหนักที่สูงอยู่นะครับ พอดีเผอิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมท่านก็ได้นั่งอยู่ในที่นี้ ท่านเคยคุยกับผมแล้วก็ให้ความเห็นว่า ความคิดเห็นที่คงดอนเมืองไว้จะด้วยเปึนที่สําหรับโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ (Low Cost Airline) หรือเปึนศูนย์ซ่อมเครื่องบินอะไรก็ตาม ผมก็คิดว่ามันเปึนความคิดเห็นที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่าเรามีความเห็นว่าถ้าวันหนึ่งข้างหน้า สนามบินสุวรรณภูมิเกิดความแออัดขึ้นมา เกิดมีปัญหาขึ้นมานะครับ หรือนโยบายของรัฐบาลใน ๓ ป้ข้างหน้าเปลี่ยนแปลง เพราะว่า รถไฟสายสีแดงนี้มีระยะเวลาก่อสร้างนาน ๓ ป้ เกิดผู้บริหารเปลี่ยนแปลงเราก็สามารถใช้ สนามบิน ๒ สนามนี้ให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ผมมีความคิดเห็นว่า ไม่น่าจะยุบให้เปึนสนามบินเดียว และก็ควรจะใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมืองให้คุ้ม
ข้อที่ ๒ ในแบบข้อก่อสร้างที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว เราพบว่า รถไฟสายสีแดงเข้มนี้จะสร้างอยู่บนโครงสร้างเก่าของตอม่อของเส้นทางโฮปเวลล์ เพราะว่าสะดวกแทบไม่ต้องเวนคืน ไล่ที่เฉพาะบ้าน ๖๔๐ หลัง เพิง ๗๑ หลัง แผงร้านค้า ๑๗๐ แห่ง และก็อื่น ๆ อีก ๑๔๔ หน่วย เพราะฉะนั้นเปึนการที่เวนคืนน้อย สร้างง่าย นะครับ การตัดสินใจตรงนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่ข้อสําคัญก็คือ บริษัท โฮปเวลล์ ประเทศไทย ยังมีคดีความอยู่กับกระทรวงคมนาคม เพราะว่าอนุญาโตตุลาการตัดสินให้ กระทรวงคมนาคมซึ่งเปึนผู้คัดค้านที่ ๑ และการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเปึนผู้คัดค้านที่ ๒ แพ้คดีต่อบริษัท โฮปเวลล์ ต้องคืนเงินที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการถึง ๙,๐๐๐ ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อป้ รวมเปึนเงิน ๑๒,๓๘๘.๗๕ ล้านบาทให้แก่ผู้เรียกร้อง เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ในสมัยท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ ขัดกับเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน คําถามก็คือว่า ผลของคดีความจาก อนุญาโตตุลาการจะมีปัญหาต่อการเข้าใช้พื้นที่ก่อสร้างของรถไฟชานเมืองสายสีแดง หรือไม่ น่าจะไม่สามารถเข้าใช้พื้นที่เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด แล้วท่านนายกรัฐมนตรี จะมาอนุมัติให้กู้เงินเพื่อมาก่อสร้างทางรถไฟชานเมืองสายนี้ได้อย่างไร ในเมื่อข้อพิพาท กับบริษัทอยู่ในชั้นศาล ทําไมไม่รอให้คดีถึงที่สุด
ข้อ ๓ นี่สําคัญมาก ผมตั้งคําถามถึงท่านประธาน ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมแล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ทําไมขนาดความกว้างของรางจึงมีขนาด เท่ารางรถไฟทั่วไปคือมีขนาดเพียง ๑ เมตร ในขณะที่ขนส่งมวลชนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึนรถไฟ บีทีเอส รถไฟฟัามหานคร แม้กระทั่งรถไฟฟัาขนส่งมวลชนทั่วโลกมีขนาดความกว้างของ ราง ๑.๔๓๕ เมตร แม้กระทั่งสายแอร์พอร์ต ลิงค์ ซึ่งเปึนของการรถไฟด้วยกัน ก็ยังมีขนาด ความกว้าง ๑.๔๓๕ เมตร เช่นเดียวกัน ผมตั้งคําถามผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี แล้วกันนะครับว่า เปึนไปได้หรือไม่ว่าหัวรถจักรแล้วก็รถโบกี้นั้นมีขนาดรางเมตรเดียว ผลิตในญี่ปุ์นเท่านั้น ไม่มีในประเทศอื่น ๆ เพราะว่าเขาเลิกใช้กันแล้ว ไม่ว่าจะเปึนในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน ยุโรป หรือประเทศอื่น ๆ ผมตั้งคําถาม ตรงนี้ฝากเอาไว้นะครับ เพราะว่าเราลงทุนตั้ง ๖๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งทั้งทีทําไมเราไม่ เปลี่ยนระบบรางตรงนี้ให้มันเปึนระบบที่ถูกต้องนะครับ เพราะว่าถ้ามันเปลี่ยนเปึนระบบที่ ถูกต้องแล้วในอนาคตข้างหน้าเราก็สามารถพัฒนาต่อ ๆ กันไปได้ครับ อันนี้ก็ฝากเปึน คําถามไว้ ๓ ข้อ ขอบคุณครับ