รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศที่ถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก และเสนอการขออนุมัติเงินกู้ 70,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเพิ่มอัตราการจ้างงาน โดยเน้นย้ำว่าการกู้ยืมนี้อยู่ในกรอบกฎหมายและไม่เกิน 10% ของงบประมาณรายจ่าย และจะคืนเงินหลังจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออภัยสมาชิก รัฐสภานะครับ วันนี้ก็ได้นั่งฟังข้อเสนอแนะและการอภิปรายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ มาร่วม ๑๐ ชั่วโมงก็เกือบรวดนะครับ ก็ต้องขออภัยที่บางครั้งบางคราวต้องลุกขึ้นจากที่นั่ง บนบัลลังก์ อย่างไรก็แล้วแต่ถึงแม้ไม่ได้อยู่บนที่นั่งบนนี้ก็ได้ฟังแล้วก็ได้จดข้อเสนอแนะ และคําถามของท่านสมาชิกไว้เกือบครบถ้วนนะครับ แต่ด้วยเวลาที่ล่วงไปผมไม่ได้มี ความตั้งใจที่จะใช้เวลาของรัฐสภามากเกินไปในการที่จะชี้แจงครับ ก่อนอื่นก็อยากจะเรียน นะครับว่า ผมและคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามารับภาระหน้าที่ในช่วงที่ประเทศประสบ สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ํามากที่สุดเปึนประวัติการณ์จริง ๆ ก็เปึนเรื่องที่ทําให้เราหนักใจ ท่านสมาชิกวันนี้ก็ได้อภิปรายแนวความคิดไปหลายทิศหลายทาง บางท่านก็เร่งรัดให้เรากู้ มากขึ้นเร็วขึ้น บางท่านก็ตักเตือนว่าไม่อยากให้กู้ยืมเลย ข้อเท็จจริงก็คือทางเลือกของ รัฐบาลค่อนข้างจํากัด ถ้าเราเลือกที่จะใช้งบประมาณเพียงเทียบเท่ากับรายได้ของรัฐบาล ผมเรียนตามตรงเลยครับว่าประเทศชาติประสบปัญหาแน่นอน ไม่ต้องคิดมากนะครับ เพียงแค่เปรียบเทียบกับงบประมาณประจําป้ ๒๕๕๒ ถ้าเราเลือกที่จะใช้งบประมาณ เทียบเท่ากับรายได้ของรัฐบาล ผมเรียนกับท่านสมาชิกได้เลยครับว่า รัฐบาลจะไม่มี งบลงทุนเลยแม้แต่บาทเดียว ซ้ําแล้วงบรายจ่ายประจําอาจจะต้องถูกตัดทอนลงมาอีก ด้วยซ้ําไปนะครับเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่เก็บได้จริง ดังนั้นเบี้ยผู้สูงอายุจะไม่มี การเรียนฟรีจะไม่มี การรักษาพยาบาลจะต้องถูกตัด นี่คือเงื่อนไขและข้อจํากัดของรัฐบาล และนี่คือสาเหตุนะครับที่แม้แต่ในสมัยที่เราเปึนพรรคฝ์ายค้านในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์เราก็ได้ยืนยันการสนับสนุนในหลักการในส่วนของการของบขาดดุล ในส่วนของงบประจําป้ ๒๕๕๒ เพราะเราก็ตระหนักถึงความจําเปึนที่รัฐบาลมีความ จําเปึน ณ วันนั้นที่จะต้องกู้ยืมเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อันนี้ในส่วนของข้อเสนอแนะ และคําตักเตือนนะครับ ก็ล้วนแล้วแต่เปึนประโยชน์เกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะประเด็นของหลาย ๆ ท่านที่ได้แนะนําให้รัฐบาลมีความระมัดระวังต่อการใช้ เงินกู้ยืม ตรงนี้ต้องเรียนว่าเปึนข้อเสนอและการตักเตือนที่มีค่าและเปึนประโยชน์ ส่วนข้อเสนอที่เราควรที่จะนําเงินกู้นี้ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้มีการพึ่งพา ธุรกิจส่งออกหรืออุตสาหกรรมส่งออกให้ลดน้อยลง เช่นเดียวกันครับ ผมคิดว่าเปึนข้อคิดที่ เราต้องหาวิธีที่จะนําไปสู่การปฏิบัติ

ประเด็นข้อเสนอที่ผมคิดว่าเปึนประโยชน์อย่างยิ่งต่อรัฐบาลก็คือ คําเตือน นะครับว่า เศรษฐกิจไม่มีทางที่จะรุ่งเรืองได้ตราบใดที่รายได้ของเกษตรกรอยู่ในระดับ ที่ต่ําเกินไป มีหลายท่านนะครับได้อภิปรายว่าทําไมเราถึงไม่หาวิธีในการใช้เงินกู้ส่วนนี้ ไปอุ้มชูรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ผมขออนุญาตเรียนนะครับ จากแถลงการณ์ที่ผม ได้แถลงไปสู่รัฐสภาเมื่อประมาณ ๑๐ ชั่วโมงที่แล้ว เราได้เรียนว่าเนื่องจากเงินกู้ส่วนนี้ เปึนเงินกู้เงินตราต่างประเทศ ข้อจํากัดมี ตามพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ ข้อจํากัด มีในแง่ของความจําเปึนที่จะต้องใช้เงินกู้ส่วนนี้กับโครงการที่มีสัดส่วนการนําเข้าสินค้าทุน จากต่างประเทศ กล่าวคือความจําเปึนที่จะต้องมีส่วนในการใช้เงินตราต่างประเทศ หรือไม่ก็เปึนการใช้ในการส่งเสริมเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ดังนั้นการที่เราจะใช้เงินกู้ ส่วนนี้ในการค้ําประกันราคาพืชผล ยกตัวอย่างข้อเสนอของท่านสมาชิกบางท่าน โดยตรงนั้นเปึนสิ่งที่เราทําไม่ได้ แต่ผมก็จะขออนุญาตเรียนกับท่านสมาชิกอย่างนี้นะครับ ว่าเงินก็คือเงิน ได้มาจากไหนค่าของมันก็เท่ากัน ดังนั้นการที่เราสามารถที่จะกู้ยืมเงิน ส่วนนี้มาได้ก็จะทําให้ส่วนที่เหลืออยู่ที่ตามกฎหมายสามารถนําไปใช้ในการค้ําประกัน ราคาพืชผลให้กับพี่น้องเกษตรกรนั้นสามารถทําได้มากขึ้น ยกตัวอย่างโดยตรงเลยนะครับ ณ ปัจจุบันนโยบายการค้ําประกันรายได้พืชผลของพี่น้องเกษตรกรนี่เราใช้สัดส่วน การค้ําประกันเงินกู้โดยรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ถ้าในอนาคตผมไม่จําเปึนที่จะต้อง ให้กระทรวงการคลังไปค้ําประกันเงินกู้ในส่วนของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ที่ไปลงทุนในระบบขนส่งมวลชน เปึนต้น เพราะผมได้เงินกู้จากต่างประเทศส่วนนี้ไปใช้ ในโครงการในลักษณะนั้น วงเงินค้ําประกันของผมที่เหลืออยู่เพื่อที่จะใช้กับ พี่น้องเกษตรกรก็จะมีมากขึ้น นี่คือสาเหตุที่ในเมื่อเราพิจารณาความจําเปึนในการระดมทุน จากแหล่งเงินต่าง ๆ ของรัฐบาลนั้นเราต้องมองให้ครบถ้วน ใช้ทุกมิติและเครื่องมือ ที่รัฐบาลมีนะครับ อันนี้ก็เปึนคําอธิบายนะครับว่ากรอบของการใช้เงินส่วนนี้เราสามารถ ที่จะใช้ทําอะไรได้อย่างไร แต่ผมก็เห็นด้วยครับ เศรษฐกิจไทยจะฟุ๋นฟูได้ พี่น้องเกษตรกร รายได้ต้องดีขึ้น อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความจําเปึนในการที่จะต้องเพิ่ม บทบาทของทางรัฐบาลในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แล้วผมก็พูดแล้วพูดอีก เน้นหลายครั้งว่าถ้ารัฐบาลนิ่งเฉย ผู้ที่จะรับเคราะห์ ผู้ที่จะเดือดร้อนก็คือพี่น้องประชาชน เพราะตอนนี้สภาวะเศรษฐกิจในส่วนของภาคเอกชนถดถอย ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้ชี้ให้เราเห็นแล้วในประเด็นนี้ บทบาทของรัฐบาลที่จําเปึนที่จะต้องเพิ่มขึ้นก็เพื่อที่จะ ช่วยลดประเด็นปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องของการว่างงานของพี่น้องประชาชน ผมเรียน เลยครับถ้ารัฐบาลไม่เร่งเกียร์ ไม่เพิ่มบทบาท ไม่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในวิธีต่าง ๆ พี่น้องประชาชนเดือดร้อนแน่ ตกงานแน่ ทีนี้ต่อส่วนคําอภิปรายนะครับว่ารัฐบาล อย่ามัวแต่ถกเถียงกับผู้รู้หรือผู้อ้างว่ารู้ในเรื่องของการคาดการณ์เศรษฐกิจ ผมต้อง ขออนุญาตเรียนนะครับว่าทั้งผมและท่านนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเพื่อนสมาชิก ในคณะรัฐมนตรีไม่เคยออกไปถกเถียงกับใครหรอกครับ เรารับฟัง เราอาจจะซักถาม ในประเด็นสมมุติฐานที่เขาใช้ แต่สุดท้ายแล้วภาพที่ปรากฏชัดไม่สามารถที่จะเถียงได้ก็คือ สภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายต่อพวกเราทุก ๆ คน ผมได้เรียนไปแล้วว่าถ้ารัฐบาลไม่ทําอะไร ปริมาณประชาชนที่จะตกงานจะเพิ่มขึ้น ก็มีคําถามว่า ตอบได้ไหมว่าการกู้ยืมเงิน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณในครั้งนี้จะส่งผลต่ออัตราการจ้างงานเท่าใด ผมก็ตอบ ไม่ได้อย่างแม่นยํานะครับ แต่ผมขอเสนออย่างนี้ว่าผมคาดว่าส่วนของ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยตรงมีผลต่อเศรษฐกิจประมาณ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี แต่เมื่อรัฐบาลสามารถใช้ เปึนเชื้อทุน และอาจจะมีการสมทบโดยทุนจากแหล่งอื่น คิดว่าผลต่อการขยายตัวของ เศรษฐกิจจะมีมากขึ้น ที่เราประมาณการไว้ในกระทรวงการคลัง เราประมาณว่าถ้าใช้ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ในแนววิธีที่หลาย ๆ ท่านได้นําเสนอที่จะส่งผลต่ออัตราการ ขยายตัวของเศรษฐกิจ เราสามารถที่จะช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานได้ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐- ๒๐๐,๐๐๐ อัตรา ผลต่อ จีดีพี ไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะความสําคัญของผลต่อ จีดีพี ที่มีก็คือ ผลต่อพี่น้องประชาชน และตามที่ผมได้เรียนครับ ถ้าพวกเราสามารถที่จะเห็นพ้องต้องกัน ในการอนุมัติกรอบให้กระทรวงการคลังไปเจรจากู้ยืมเงินส่วนนี้ได้ผมเชื่อว่าผู้ที่ได้รับ ประโยชน์โดยตรงคือพี่น้องประชาชนประมาณ ๒ แสนคนที่จะมีงานทํา

ต่อคําถามว่า ผมจะขอเรียนอย่างนี้นะครับ จริง ๆ ผมได้สรุปประเด็น คําถามไว้ทั้งหมด ๘ ประเด็น เมื่อสักครู่ผมได้ตอบในแง่ของความจําเปึนของการใช้เงิน ส่วนนี้ ในประเด็นที่ ๒ ที่มีคําถามก็คือในเรื่องเงื่อนไขที่เกี่ยวกับกฎหมาย คืออย่างนี้ครับ วันนี้เรากําลังจะพิจารณากรอบ จากการพิจาณากรอบกระทรวงการคลังก็ตามที่ผม ได้เรียนจะไปเจรจาในตัวรายละเอียดสัญญา หน้าที่ผมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไปที่จะพิจารณาเรื่องนี้ก็คือการนํารายละเอียดของ สัญญามาให้ท่านพิจารณา ความจริงรัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงรายละเอียดของโครงการเลย นะครับ ครั้งต่อไปผมมีหน้าที่ที่จะนําเสนอรายละเอียดของสัญญาให้ท่านได้พิจารณา แต่แน่นอนที่สุดครับ เวลาผ่านไปผมก็เชื่อว่าเราสามารถที่จะตอบคําถามของท่านในแง่ ของรายละเอียดการใช้เงินได้มากขึ้นกว่าที่เราได้ทําในวันนี้ อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ คําถามที่ท่านควรที่จะต้องมีก็คือ การกู้ยืมเงินส่วนนี้อยู่ในกรอบของกฎหมายหรือไม่ กฎหมายที่ว่าก็คือ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ และกรอบที่เปึนกฎหมายกํากับวงเงินกู้ในกรณีนี้ ก็คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งผมเรียนได้เลยครับว่าการกู้ยืมครั้งนี้อยู่ใน กรอบ ก็มีท่านสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ความจริงเราใช้ประมาณเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของ วงเงินที่เราสามารถกู้ยืมภายใต้กรอบนี้ได้

คําถามที่ ๓ ที่ควรจะมี และท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้ถาม ก็คือประเทศเรา รับภาระหนี้ที่เพิ่มเติมขึ้นได้หรือไม่ แล้วก็มีคําถามต่อเนื่องจากท่านสมาชิกหลายท่านว่า แล้วเราจะคืนหนี้ส่วนนี้ได้อย่างไร ต่อคําถามว่าเรารับภาระหนี้ส่วนนี้ได้หรือไม่ ผมเรียน นะครับว่า ภาระหนี้ต่องบประมาณหลังจากที่จะมีการกู้ยืมเงินส่วนนี้บวกกับการกู้ยืม ในส่วนของงบประมาณกลางป้จะอยู่ที่ประมาณ ๑๒-๑๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ แผ่นดิน กล่าวคือเราสามารถที่จะแบกรับภาระนี้ได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี พูดกัน ไปแล้วหลายท่านนะครับ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ และยังต่ํากว่าเกณฑ์เมื่อสิบกว่าป้ก่อน อยู่อีกหลายเปอร์เซ็นต์ คืนเงินอย่างไร ก็จะคืนเงินนะครับ อันดับแรก นี่เปึนการกู้ยืมเงิน ในระยะยาว ยังไม่มีความจําเปึนต้องคืนเงินต้นอีก ๗-๑๐ ป้ เพราะฉะนั้นการขยายตัวของ เศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นก็จะสามารถทําให้เราคืนเงินทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยได้

คําถามที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องของการขอความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ก็คือการทําประชาพิจารณ์ ก็มีหลายท่านได้อภิปรายในเรื่องนี้นะครับ มีคําถามว่า ทําแล้ว หรือยัง จริง ๆ ตามกฎหมายจะต้องทําช่วงไหน ผมก็จะขออนุญาตเรียนนะครับว่า เราก็ได้ อิงระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ฉบับป้ ๒๕๔๘ ขออภัยครับ แล้วก็จะขออนุญาตเรียนต่อสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับว่า ทางกระทรวงการคลังก็ได้เริ่มดําเนินการไปแล้ว ในลําดับแรกเราก็ได้ให้ข้อมูลผ่านระบบ สารสนเทศ แล้วก็ได้เป่ดให้มีการแสดงความคิดเห็นผ่านทางไปรษณีย์ ทางโทรศัพท์ โทรสาร และถ้าท่านเข้าไปดูในระบบสารสนเทศท่านก็จะเห็นนะครับว่าพี่น้องประชาชน ก็ได้เริ่มส่งความคิดเห็นเข้ามาสู่ระบบสู่กระทรวงการคลังแล้ว ซึ่งเปึนความคิดเห็น ที่หลากหลายครับ มีทั้งท่านที่เห็นด้วย มีทั้งท่านที่ไม่เห็นด้วย แล้วผมก็พร้อมนะครับ ความจริงท่านไม่ต้องขอให้ผมนํามาเสนอต่อสภาในการพิจารณาในครั้งต่อไปเลย เพราะท่านสามารถเข้าไปดูได้ด้วยความโปร่งใสนะครับ แล้วก็สามารถที่จะร่วมแสดง ความคิดเห็นในที่นั้นได้ด้วย การดําเนินการในเรื่องนี้ความจริงเริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบการเจรจาไปในวันที่ ๑๐ และวันที่ ๒๐ มีนาคม ทางกระทรวงการคลังก็ได้ขอความร่วมมือเพิ่มเติมนะครับจากทางสื่อมวลชน ให้ช่วยเผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบการเจรจากู้เงิน แล้วเราก็มีแผนดําเนินการ ในช่วงเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมก่อนที่จะกลับมาขออนุมัติในส่วนของ รายละเอียดสัญญาต่อรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีการจัดประชุมปรึกษาหารือระดับตัวแทน กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่มีผลกระทบโดยตรง เพราะฉะนั้นนั่นก็คือ ส่วนและกระบวนการการรับฟังความคิดเห็นของทางกระทรวงการคลังที่ได้ดําเนินการไป แล้ว

คําถามที่ ๕ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยสมเหตุสมผลอย่างไรหรือไม่ ความจริงก็มี ผู้อภิปรายไปหลายท่านว่า อัตราดอกเบี้ยหลังจากที่แปลงมาเปึนเงินบาทแล้วก็ยังอยู่ใน ระดับที่ต่ํากว่าทางเลือกอื่นของทางรัฐบาล นอกจากนั้นระยะเวลาในการคืนเงินต้นก็เปึน เงื่อนไขที่เปึนประโยชน์ โดยเฉพาะต่อโครงการที่ใช้เวลาในการลงทุนและใช้เวลาในการ ส่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและทางสังคม เพราะฉะนั้นทางกระทรวงการคลังก็ได้ พิจารณารอบคอบนะครับว่า ทางเลือกทั้ง ๓ นี้เปึนทางเลือกที่เปึนประโยชน์สูงสุดต่อ ประเทศเราในฐานะผู้กู้ยืม

คําถามที่ ๗ ก็คือ มีความรอบคอบในการใช้เงินหรือไม่อย่างไร อันนี้ก็เปึน คําถามเกี่ยวกับกรอบการใช้เงิน ซึ่งกว้าง ๆ นะครับ ก็ได้เรียนนะครับว่าตามกฎหมายนี่ ก็เปึนการกู้ยืมเพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนภาครัฐที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งผมก็ได้เรียนไปเมื่อจังหวะที่ผมได้ชี้แจงไปเมื่อประมาณ ๙ ชั่วโมงที่แล้วนะครับว่า ตรงนี้ จริง ๆ ก็คือรวมถึงโครงการต่าง ๆ ที่เปึนโครงการยกระดับมาตรฐานสาธารณูปโภคของ ประเทศ รวมถึงขนส่งมวลชน ขนส่งสินค้า และถึงแม้เราอาจจะไม่ใช้เงินกู้นี้ในการพัฒนา ระบบชลประทานโดยตรง แต่ด้วยเงื่อนไขและตรรกเดียวกันกับที่ผมได้หยิบยกไป เมื่อสักครู่กับการค้ําประกันราคาพืชผล การที่เราสามารถที่จะนําเงินส่วนนี้ไปลงทุน ในโครงการที่ตรงต่อวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมได้ ก็จะทําให้เงินส่วนที่เรากู้ยืมในประเทศ สามารถนําไปใช้ในการพัฒนาระบบชลประทานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนั้นนะครับ ก็เปึนการกู้ยืมเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ก็จะ รวมถึงเรื่องของการเข้ามาค้ําประกันโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐในการที่จะค้ําประกัน สินเชื่อ ในการที่จะค้ําประกันการส่งออกต่าง ๆ นานา ซึ่งก็มีผลโดยตรงต่อความมั่นคง ทางการเงินของประเทศ

คําถามสุดท้ายก็คือคําถามว่า การกู้ยืมนั้นมีเงื่อนไขผูกมัดอย่างไรหรือไม่ ในประเด็นนี้ผมต้องขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า ก็มีหลายท่านสมาชิกได้ อภิปรายด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเงื่อนไขผูกพัน ผมต้องขอเรียนว่าการกู้ยืมจาก ทั้ง ๓ องค์กรนี้เปึนการกู้ยืมที่เรียกกันว่า โปรแกรม โลน (Program Loan) ต้อขออภัยที่ใช้ ศัพท์ภาษาอังกฤษ แต่เปึนการกู้ยืมที่ปราศจากเงื่อนไขจากผู้ปล่อยกู้ ความจริงเงื่อนไข ทั้งหมดที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่ เรื่องของสัดส่วน การลงทุนในโครงการที่ต้องใช้เงินตรา ต่างประเทศ เรื่องของการลงทุนในโครงการที่เสริมความมั่นคงทางการเงินของประเทศ ล้วนแล้วแต่เปึนเงื่อนไขของไทยเองที่กําหนดให้กับตัวเราเอง แต่ในส่วนของผู้ปล่อยกู้ ในกรณีนี้เงื่อนไขไม่มีเลยครับ จริง ๆ เรายืมมาแล้วเราจะไปแจกจ่ายตามที่ท่านได้ตักเตือน ขอไม่ให้ทํา เราก็ทําได้ ตามเงื่อนไขการกู้ แต่เราได้ตีกรอบให้กับตัวเราเองเพื่อให้สร้างความมั่นใจในส่วนของท่านสมาชิกและ พี่น้องประชาชนว่ารอบสองของการฟุ๋นฟูของเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้คือการลงทุนในระบบ โครงสร้างที่จะส่งผลในระยะกลาง ระยะยาวต่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติโดยรวม ซึ่งก็สะท้อนต่อความเหมาะสมของการใช้เงินตราต่างประเทศเช่นเดียวกัน มีบางท่านถาม นะครับว่าทําไมถึงจํากัดอยู่แค่กับ ๓ องค์กรนี้ โดยเฉพาะทําไมต้องกู้ยืมจากญี่ปุ์นอีก ทําไมไม่ไปเจรจากับทางรัฐบาลจีน ผมก็ต้องขอเรียนนะครับว่าทางกระทรวงการคลัง ก็มีความรอบคอบเราก็ได้พิจารณาทุกแหล่งที่มาในแง่ของความเปึนไปได้ของการกู้ยืม ประเทศจีนเองนะครับเงื่อนไขผมเรียนตามตรงผมจะไม่ลงในรายละเอียดครับ แต่ว่า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วเปึนเงื่อนไขที่ทําให้ประเทศเราในฐานะผู้กู้ยืมเสียประโยชน์นะครับ เมื่อเปรียบเทียบกับเงื่อนไขการกู้ยืมจาก ๓ องค์กรที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ยกตัวอย่าง นะครับการกู้ยืมจาก ไชน่า เอ็กซิมแบงก์ (China Exim Bank) ธนาคารเพื่อการส่งออกของ จีนนะครับ ก็มีข้อกําหนดว่าจะต้องซื้อสินค้าจากจีนไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๕๐ ของวงเงิน โครงการ นอกจากนั้นอัตราดอกเบี้ยก็สูงกว่าที่ ๓ เปอร์เซ็นต์เปึนเงินสกุลสหรัฐ มีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ นานาที่สูงกว่าการกู้ยืมจาก ๓ องค์กรที่เรากําลังพิจารณาอยู่ นอกจากนั้นมีประเด็นว่าเมื่อเกิดเหตุรัฐบาลจีนสามารถยึดทรัพย์สินของราชการได้ ซึ่งก็ขัดต่อกฎหมายของไทย ดังนั้นก็เปึนเงื่อนไขที่ผมคิดว่าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ ก็เปึนสาเหตุที่สุดท้ายแล้วหลังจากการพิจารณาเราไม่ได้นําเสนอในการที่จะ ขอกรอบเจรจากับทางองค์กรของทางจีน ทั้งหมดนี้นะครับก็คือคําถามหลัก ๆ จาก ท่านสมาชิก ผมหวังว่าผมได้ให้ความกระจ่างไปเท่าที่ทําได้ในเวลาที่ค่อนข้างจํากัด

ประเด็นที่ผมเห็นใจท่านสมาชิกนะครับก็คือเรื่องของความชัดเจน ในรายละเอียดของโครงการ ผมก็ต้องขออนุญาตนะครับว่านี่เปึนครั้งแรกที่พวกเราได้ พิจารณากรอบการกู้เงินภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๙๐ ความจริงการกู้เงินภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ จากองค์การต่างประเทศนั้นเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่งพวกเราคงจําได้ คือ เมื่อป้ที่แล้วทางรัฐบาลก็ได้มีการกู้ยืมไปแล้วนะครับรัฐบาลที่แล้วของท่านสมัคร สุนทรเวช ขออนุญาตเอ่ยนาม เปึนโครงการการกู้ยืมเพื่อลงทุนในรถไฟฟัาสายสีม่วง ก็เปึนการกู้ยืม จากองค์การเศรษฐกิจระหว่างประเทศของญี่ปุ์นเช่นเดียวกับที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ในวันนี้ละครับ แต่เปึนการกู้ยืมที่รัฐบาลนั้นไม่ได้นําเสนอให้รัฐสภามีโอกาสได้พิจารณา ผมเข้าใจนะครับว่าก็ยังมีการตีความกันอยู่ว่าสุดท้ายแล้วมีความจําเปึนมากน้อยแค่ไหน ที่จะต้องนําสัญญากู้กับองค์การนี้เข้าสู่การพิจารณาภายใต้มาตรา ๑๙๐ ตามที่ เพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไป แต่ในส่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบันของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราพิจารณาว่าความโปร่งใสน่าจะมาก่อนและคิดว่าพี่น้องประชาชนและ ที่สําคัญที่สุดก็คือ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาน่าจะได้ประโยชน์จากการที่จะรับฟังการชี้แจงและ ในส่วนของรัฐบาลก็น่าจะได้ประโยชน์จากการรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของ เพื่อนสมาชิก แต่สุดท้ายนะครับความคิดเห็นที่หลากหลายในเรื่องนี้ก็เปึนความคิดเห็น ที่พวกเราทุกคนในคณะรัฐมนตรีน้อมรับและมีความเคารพ ไม่ว่าจะกู้เร็วไป กู้ช้าไป กู้มากไป หรือกู้น้อยไป แต่สุดท้ายหน้าที่ของพวกเราที่อยู่ในฝ์ายบริหารก็คือเราต้องตัดสินใจและ ผมก็สุดท้ายเพียงต้องการที่ยืนยันกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาว่า เราจะยึดผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนในการพิจารณารายละเอียดของกรอบเงินกู้และ รายละเอียดของสัญญาเงินกู้ ถ้าท่านอนุมัติให้เราดําเนินการต่อไป ขอบคุณครับ