เจิมมาศ จึงเลิศศิริ พูดถึงการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยระบุว่ารัฐบาลจะต้องดำเนินการกู้ยืมเพื่อพัฒนาประเทศในสถานการณ์จำเป็น
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขออภิปรายในกรอบ การเจรจาเงินกู้เพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ท่านประธานคะ ในชีวิตนี้ไม่มีใครอยากเปึนหนี้หรอกนะคะ โดยเฉพาะแม่บ้าน แต่ถ้าการที่แม่บ้านคนหนึ่ง นั้นครอบครัวชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็ไม่อยากจะให้ครอบครัวเปึนหนี้อยู่แล้วก็ต้องทําเพื่อ ความอยู่รอดค่ะ ถึงแม้จะประหยัดหรือว่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบอยู่แล้ว ไหนจะค่าเช่าบ้าน ไหนจะลูกป์วย ลูกต้องไปโรงเรียน ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ เพราะฉะนั้นครอบครัวก็ต้อง กู้บ้างนะคะ รัฐบาลก็เหมือนกันค่ะ รัฐบาลก็เปรียบเสมือนแม่บ้านของประเทศ และในช่วง วิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก รัฐบาลเองก็มีหน้าที่จะต้อง ดูแลประชาชนของประเทศ ดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนเพื่อให้อยู่ดีมีสุข แต่ว่า พอเพียงตามอัตภาพไม่ฟุ์มเฟ๋อย โดยเฉพาะคนจนคนด้อยโอกาสซึ่งต้องได้รับการดูแล เปึนพิเศษ ในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้บริหารประเทศมา เปึนเวลา ๓ เดือนก็ได้ตระหนักถึงประชาชนของประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเปึนโครงการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนะคะ เงิน อสม. โครงการต้นกล้าอาชีพหรือว่าการช่วยเหลือเกษตรกร หลาย ๆ โครงการที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดนี้ก็เปึนการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน อยู่แล้ว ในป้ ๒๕๔๐ นั้นวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศเกิดจากวิกฤติต้มยํากุ้งค่ะ แต่ว่า ในวันนี้วิกฤติเกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศมหาอํานาจก็คือสหรัฐอเมริกา แล้วก็ ลุกลามไปทั่วในการเปึนโลกาภิวัตน์นั้นก็ทําให้วิกฤติเหล่านี้ลุกลามไปทั่วทุกมุมโลกอย่าง รวดเร็วและก็รุนแรงด้วย นับเปึนเวลา ๖๕ ป้หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เราเองได้ คาดการณ์ไว้ว่า ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้อาจจะเปึนแค่ระยะสั้น ๙ เดือนถึง ๑ ป้เท่านั้น แต่ว่าสหรัฐอเมริกาเองเขาได้ประเมินนะคะ เขาได้ประเมินใหม่แล้วว่า ความเสียหายจะเกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจอย่างน้อยอีก ๓ ป้ข้างหน้า เพราะฉะนั้นรัฐบาล ของเรานั้นก็รอบคอบอยู่แล้วนะคะที่ได้เตรียมการล่วงหน้า ไม่ประมาทที่จะรองรับกับ วิกฤติเศรษฐกิจอีก ๓ ป้ข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลในอดีตตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๔ เปึนต้นมาก็ได้กู้เงินประมาณ ๙ แสนล้านบาท ได้ก่อหนี้สาธารณะไว้ใน ช่วงเวลานั้น ซึ่งเวลานั้นเองสภาวะเศรษฐกิจก็ยังเปึนสภาวะเศรษฐกิจปกติอยู่ จีดีพี ของ ประเทศในช่วงนั้นก็ขยายตัวร้อยละ ๕ แต่รัฐบาลในช่วงนั้นก็ยังมีความจําเปึนที่จะต้อง กู้เงินเพื่อมาพัฒนาบริหารประเทศ และในปัจจุบันรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้นก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในไตรมาสที่ ๔ ของป้ ๒๕๕๑ จีดีพี ของประเทศนั้นหดตัวลงติดลบร้อยละ ๔.๓ เพราะฉะนั้นเราก็จะมีความจําเปึน ที่จะต้องหาเงินมาเสริมสภาพคล่องของประเทศ รัฐบาลจะต้องหาเม็ดเงินมาลงทุน ในโครงการเพื่อจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันกับ ต่างประเทศ แล้วก็เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยเราเอง ดิฉันเห็นด้วยกับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การหาเงินเข้าสู่ประเทศนั้น มีด้วยกัน ๓ วิธีด้วยกัน วิธีแรกก็คือการขึ้นภาษี วิธีที่ ๒ การขายสมบัติชาติ วิธีที่ ๓ ก็คือ การกู้ การขึ้นภาษีรัฐบาลก็ไม่อยากจะทําค่ะ ไม่อยากจะไปเพิ่มภาระให้กับประชาชน ไม่อยากจะทําให้ประชาชนต้องเดือดร้อน การขายสมบัติชาติก็เปึนไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะต้องเหลือแต่วิธีเดียวก็คือการกู้นะคะ ถามว่าทําไมไม่กู้ภายในประเทศ การกู้ภายในประเทศนั้นมีข้อจํากัดจัดเพดานการกู้เงินค่ะ เราไม่สามารถที่จะกู้ในประเทศ ได้เกินกรอบวงเงินในร้อยละ ๒๐ ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําป้ได้ เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องมีการกู้เงินจากต่างประเทศด้วย และถ้าต่างประเทศนั้นให้ความไว้วางใจ ให้การกู้เงินกับประเทศเราก็ถือว่าเขามีความเชื่อมั่นในรัฐบาลของเราใช่ไหมคะ แต่ถ้าเรา ได้รับเงินกู้แล้วดิฉันจะขอฝากประเด็นที่ไม่ควรจะมองข้ามไปนะคะ อย่างเช่น เราจะต้อง ปรับกระบวนคิด กระบวนการทํางานของภาคราชการเอง ที่เคยใช้จ่ายอย่างฟุ์มเฟ๋อยนะคะ ก็ต้องมาคิดแล้วนะว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว คนที่ไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาว ที่ใช้จ่ายอย่างฟุ์มเฟ๋อยก็ต้องมาปรับตัวตรงนี้ด้วย แล้วก็อยากจะทําให้ทุกคนนั้นทํา อย่างจริงจังและก็ต่อเนื่อง อีกข้อหนึ่งก็คือการทําประชาพิจารณ์ค่ะ การทําประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อยากจะให้ทําอย่างทั่วถึง ให้ถึงกลุ่มคนต่าง ๆ ทุก ๆ ภาคส่วน แล้วก็กลุ่มคนที่ด้อยโอกาส คนพิการ อยากจะให้ความสนใจกับพวกเขาเปึน กรณีพิเศษด้วยนะคะ ดิฉันเองจะต้องขอพูดถึงคนเหล่านี้ เนื่องจากว่าในโครงการของ รัฐบาลที่ผ่านมา โครงการเมกะโปรเจกต์ใหญ่ ๆ เงินเปึนแสน ๆ ล้านบาท อย่างเช่น ขอยกตัวอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ โครงการเมกะโปรเจกต์นี้นะคะ ท่านประธานทราบ ไหมคะว่า โครงการนี้ตอนที่วางแผนโครงการนั้นไม่ได้เตรียมความพร้อมในสิ่งอํานวย ความสะดวกตามมาตรฐานสากลให้กับคนพิการเลย ดิฉันเองในฐานะกรรมาธิการก็ได้ ลงไปตรวจเยี่ยมพร้อมกับกลุ่มคนพิการทุก ๆ ประเภทที่สนามบินสุวรรณภูมิขณะที่ ก่อสร้างใกล้จะเสร็จ ในช่วงนั้นเราได้พาผู้พิการลงไปใช้สถานที่จริงเลยนะคะ เวลา คนพิการ ไม่ว่าจะเปึนคนพิการที่ต้องนั่งรถเข็น คนตาบอด หรือว่าคนหูหนวก เวลาเข้า ห้องน้ํานะคะ ห้องน้ําคนพิการมีค่ะ แต่ทราบไหมคะว่าเวลาเข้าไปในห้องน้ําแล้วรถเข็น ของคนพิการไม่สามารถที่จะกลับตัวได้ เวลาออกจากห้องน้ําจะล้างมือ ก๊อกน้ําก็ไม่ได้ ทําให้อยู่ในระดับของรถเข็น สําหรับคนตาบอด ทางเดินที่เปึนพื้นนูนสําหรับคนตาบอด ก็ไม่ได้มีทั่วถึงในสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วถ้าคนตาบอดขึ้นลิฟท์ด้วยลําพังคนเดียว ก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าเขาจะไปลงชั้นไหน เพราะว่าเขามองไม่เห็น ในลิฟท์เอง ถ้าตามมาตรฐานสากลจะต้องมีเสียงบอกชั้นของลิฟท์ด้วย ส่วนคนหูหนวก เวลาเครื่องบิน จะออกจอที่แสดงภาพจะต้องมีคําเตือนว่า เที่ยวบินไหนกําลังจะออกแล้ว ไม่ใช่มีแต่เสียง อย่างเดียว เมื่อคณะกรรมาธิการของเราได้ไปตรวจเยี่ยมแล้วก็ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาใน คณะกรรมาธิการ ทางโครงการก่อสร้างเองก็ได้พยายามปรับเพิ่ม เสริมอุปกรณ์อํานวย ความสะดวกมาภายหลัง แต่ว่าในการเสริมนี้มันก็ไม่ดีเหมือนกับการที่เราจะทําวางแผน ตั้งแต่ตอนแรก หรือว่าขอยกตัวอย่างโครงการรถไฟลอยฟัานะคะ ท่านประธานทราบไหม คะว่า สถานีสําหรับขึ้นรถไฟลอยฟัาที่มีลิฟท์สําหรับคนพิการมีกี่สถานีด้วยกัน จะมีเพียง สถานีหลัก ๆ ค่ะ อย่างเช่น ที่สถานีสยามสแควร์ ที่สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถ้าคนพิการ เขาอยากจะขึ้นรถไฟลอยฟัาเขาไปขึ้นที่สถานีสยามสแควร์ แล้วเกิดเขาอยากจะไปลงที่ สถานีอื่นที่ไม่มีลิฟท์ให้เขาลงล่ะคะ ดิฉันเคยไปกับคนพิการที่นั่งรถวีลแชร์ (Wheelchair) เราไม่สามารถที่จะเข็นเขาขึ้นบันไดเลื่อนได้สะดวกเลยนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าสถานีที่มี ลิฟท์ขึ้นและลงมีเพียงไม่กี่สถานี คนพิการที่เขาจะไปใช้สถานีเหล่านี้มันจะเหมาะสําหรับ คนพิการหรือเปล่า หรือว่าเขาจะต้องไปนั่งแท็กซี่ต่อนะคะ อันนี้ขอฝากข้อคิดเห็นเหล่านี้ไว้ ด้วยนะคะ
และสุดท้ายดิฉันขอเรียนท่านประธานว่าวันนี้ไม่มีใครอยากเปึนหนี้ หรอกนะคะ แต่เมื่อมีความจําเปึนรัฐบาลเองก็จะต้องมีการกู้เพื่อจะมาพัฒนาบริหาร ประเทศ