รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

อนุรักษ์ นิยมเวช หารือเรื่องการกู้เงินของรัฐบาลและเศรษฐกิจไทยที่ถดถอย โดยเรียกร้องความชัดเจนในการลงทุนและโครงการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ต่อประชาชน และเร่งดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงแก้ไขปัญหาการกู้ยืมเงินจากธนาคารโลกและองค์การเงินระหว่างประเทศ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา นะครับ ในกรอบเจรจาที่ทางรัฐบาลนําเสนอมาก็เปึนไปตามเงื่อนไขของมาตรา ๑๙๐ วรรคสองนะครับ ในข้อสังเกตของผมนี่ในตัวกรอบการเจรจาดังกล่าวที่จะนําเสนอผ่าน ทางท่านประธานก็คือว่า ก็เข้าใจเหตุผลของรัฐบาลที่จะดําเนินการในการขอเจรจาอนุมัติ กรอบเจรจาเงินกู้ตรงนี้ เนื่องจากเหตุผลภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามา รัฐบาลก็พยายามที่จะใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อจะพยายามที่ทําให้เศรษฐกิจของประเทศ ถ้าเราไม่ทําอะไรเลยเศรษฐกิจของประเทศผมคิดว่ามันคงจะถดถอยไปมากกว่านี้นะครับ โดยเฉพาะที่รัฐบาลพยายามเสนอในเรื่องของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางป้ที่จะ พยายามที่จะให้เกิดการบริโภคของประเทศ ให้คนมีกําลังซื้อต่าง ๆ แต่คงไม่ได้เน้นในเรื่อง ของการลงทุนอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นจนนํามาสู่ถึงวันนี้ในเรื่องของการขออนุมัติกรอบ การเจรจาเงินกู้ในจํานวนเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งหนึ่งก่อนที่ผมจะไปสู่ในเรื่องของกรอบ เงินกู้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งหนึ่งที่ผมก็ได้บอกทางรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะในเรื่อง งบประมาณตลอดเวลาว่า ๑. ในการที่จะดําเนินการเรื่องการติดตามงบประมาณต่าง ๆ เหล่านั้น อย่างไรรัฐบาลก็ต้องไปดูเรื่องของงบประมาณค้างจ่ายต่าง ๆ ในเรื่องของ การลงทุนนะครับ ซึ่งตัวเลขการเบิกจ่ายมันก็ยังไม่ค่อยเข้าเปัาเท่าไร หรือเรื่องของตัวงบ ท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น รัฐบาลก็ต้องติดตามด้วย รวมทั้งในเรื่องของงบประมาณ กลางป้ในเรื่องของการเบิกจ่ายต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะต้องตั้งคณะกรรมการในการ ติดตาม เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นที่ทางรัฐบาลขอผ่านทางรัฐสภาไป หรือขอผ่าน ทางวุฒิสภาไป ผมไม่อยากให้ละเลยนะครับ อย่างไรก็ต้องดําเนินการตามไปนะครับ ส่วนคราวนี้รัฐบาลก็มาขอในเรื่องของตัวเงินกู้อีก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ในกรอบตรงนี้สิ่งหนึ่ง ที่ผมเปึนห่วงก็คือ ๑.ในเรื่องของวินัยการเงินการคลัง เงินนี่กู้ได้ครับไม่ใช่กู้ไม่ได้ เหมือนคนทั่ว ๆ ไปกู้ได้ แต่สิ่งที่จะกู้ก็ต้องอยู่ในวินัยการเงินการคลัง ก็คือ โอ.เค. ดูว่า มันอยู่ในกรอบของเงินกู้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า หรือว่าหนี้สาธารณะเกินหรือเปล่า อันนั้นก็เปึนตัวหนึ่งนะครับ แต่ตัวหนึ่งที่จะต้องพิจารณาคือว่าเงินที่เราไปกู้เอามาใช้นี่ มันก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติจริงหรือไม่จริง เพราะว่าถ้ามันไม่ก่อให้เกิด ประโยชน์กับประเทศชาติ มันก็ไม่เกิดประโยชน์ในแง่ของการที่จะพัฒนาประเทศหรือ ทําให้ จีดีพี ของประเทศให้มันเกิดขึ้นได้จริงนะครับ ฉะนั้นตรงนั้นคือสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผม มอง เงินที่กู้ตรงนี้ที่เรากําหนดกรอบไว้ ซึ่งสิ่งที่ผมมองเห็นก็คือว่า

ข้อสังเกตประการแรกก็คือว่า วงเงินก็คงอยู่ในกรอบนะครับ ในเรื่องของ วินัยการเงินการคลังคงไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่ามันก็ใกล้เต็ม เดี๋ยวผมก็จะมีข้อสังเกต ว่าถ้าท่านใกล้เต็มแล้วท่านจะทําอย่างไร ซึ่งท่านก็คงต้องรีบทําด้วย เพราะวิกฤติของ ประเทศมันไม่ใช่เกิดจากเมืองไทย มันเกิดจากวิกฤติข้างนอก ถ้ามันถดถอยมากกว่านี้ เงินกู้ไม่พอเราจะทําอย่างไร ทั้งเงินกู้ในประเทศ เงินกู้ต่างประเทศ ในการจะกระตุ้น เศรษฐกิจจะทําอย่างไร ฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องรีบคิดไว้นะครับ ไม่ใช่ว่าสถานการณ์ มันเลวร้ายไปมาก ๆ แล้วก็ยังไม่ได้ตัดสินใจจะทําอะไรมันก็ยิ่งจะช้าไป ตรงนั้นผมจะค่อย เปึนข้อเสนอแนะในตอนหลังนะครับ เช่นวันนี้ในตัว ๒,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ก็คงอยู่ใน กรอบนะครับ แต่สิ่งหนึ่งก็คือว่าในการที่จะนําเงินไปตามกรอบ ตามวัตถุประสงค์ที่กําหนด ไว้ก็คือว่า ในข้อ ๕.๑ วัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็เปึนกว้าง ๆ นะครับ แต่สิ่งหนึ่งกว้าง ๆ มันก็ทําให้ไม่รู้เลยว่าตกลงจะไปทําอะไร แล้วมันจะก่อให้เกิดการ เจริญเติบโต จีดีพี เท่าไร อย่างไร ฉะนั้นตรงนี้ในแง่ของรัฐบาลที่จะต้องดําเนินการทํางาน ต่อไปเพื่อจะขอสภาอนุมัติในแง่ของการลงนามสัญญากู้คงต้องให้รายละเอียดของสภา อีกครั้งหนึ่งนะครับ ตรงนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าโครงสร้างที่รัฐบาลจะเอาเงินตรงนี้ ไปลงทุนในภาครัฐ สนับสนุนการต่าง ๆ การกู้เงินเมื่อมีความจําเปึนต้องกู้เงิน หรือ สนับสนุนมาตรการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจต่าง ๆ การเพิ่มสภาพคล่อง การขยายสินเชื่อมันจะทํา อย่างไร แล้วสิ่งที่ต้องทําคือ ทําอะไรก่อนทําอะไรหลังนะครับ ต้องเรียงลําดับด้วยนะครับว่า ทําอะไรแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็อยากให้รัฐบาลไปเรียงลําดับ ความสําคัญด้วยว่าอะไรทําก่อนทําหลังนะครับในเรื่องโครงการต่าง ๆ

อีกประการหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่ทําโครงการต่าง ๆ แล้ว ที่จะทําให้โครงการเกิดการกระตุ้นได้ โครงการเหล่านั้นต้องทํารวดเร็วเพื่อให้เกิดมาตรการ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ แต่ทํารวดเร็วต้องโปร่งใสด้วยนะครับ ถ้าทํารวดเร็ว ไม่โปร่งใสก็ไม่ได้นะครับ ถ้ามีปัญหาเรื่องของการอะไรที่ไม่ดีไม่งามไม่ควรนะครับ ฉะนั้น โดยหลักแล้วต้องรวดเร็วให้ทันกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและต้องโปร่งใสด้วยนะครับ ในเอกสารในการกู้ยืมเงินในกรอบการเจรจา ผมฝากผ่านทางท่านประธานรัฐสภาไปยัง ทางท่านรัฐมนตรีนะครับ ในหัวข้อ ข้อ ๗ นี่นะครับ ถ้าเราจะดูรัฐบาลจัดเตรียมเอกสาร บอกว่า การเสนอรัฐสภาในเรื่องเห็นชอบการเจรจาเงินกู้นี่นะครับ มีข้อ ๗.๑ ๗.๒ และ แยกเปึนข้อ ๑ ข้อ ๒ มันขาดข้อ ๓ ไปข้อหนึ่งนะครับ ก็คือว่ารัฐบาลบอกว่า เสนอรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบในการลงนามสัญญาเงินกู้นะครับ ทางเอกสารมีแค่ธนาคารโลกกับ ตัว ไจก้า นะครับ ขาด เอดีบี นะครับ ไม่มีรายละเอียดเลยนะครับว่าตกลงแล้วในส่วนของ เอดีบี จะดําเนินการเดือนอะไรอย่างไร จะเจรจาอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นเอกสารที่ นําส่งมายังขาดความเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าขาดความเรียบร้อยต้องขอให้ทาง ท่านรัฐมนตรีชี้แจงด้วยว่า ในส่วนของ เอดีบี จะลงนามในสัญญากู้อย่างไรอะไรด้วย นะครับ เพื่อให้ทางท่านสมาชิกได้รับทราบนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าในรัฐบาลในเรื่องของ เศรษฐกิจวันนี้ อย่างไรก็ตามเราเข้าใจว่าเศรษฐกิจถดถอยเกิดจากภาวะส่งออกที่ลดลง การท่องเที่ยวที่ลดลงนะครับ แต่สิ่งหนึ่งถ้าเราเทียบแล้วนี่นะครับก็คือว่าเรายังมีระบบ สถาบันการเงินที่ค่อนข้างที่จะเข้มแข็ง ไม่ได้มีปัญหาในระบบสถาบันการเงินเท่าไร และ ในขณะเดียวกันผมยังคิดว่าตัวเงินตราสํารองระหว่างประเทศที่มีอยู่ ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่ก็เปึนหลักประกันความเข้มแข็งของประเทศอยู่ เพราะฉะนั้นตัวนี้เราก็เปึนตัวที่ ผมว่าเรา เปึนเสาหลักอยู่ใน ๒ ตัวตัวนี้นะครับ ไม่ถึงขนาดแย่ เพียงแต่รัฐบาลก็ต้องพยายามกระตุ้น ในแง่ของเรียล เซคเตอร์ (Real Sector) ให้ได้นะครับ สิ่งหนึ่งที่อยู่ในภาคเอกชนก็คือว่า อยากให้รัฐบาลเร่งทํามาตรการต่าง ๆ เหล่านั้นออกมาจริงจังนะครับ แล้วก็เร่งทําให้ มันเร็วให้กระตุ้นได้จริง ๆ นะครับ เพื่อรอวันที่เศรษฐกิจจะฟุ๋นตัว แล้วภาคเอกชนซึ่งจะ ดําเนินการในการที่จะรับไม้ต่อจากภาครัฐบาลนะครับ สิ่งหนึ่งผมจะฝากข้อเสนอแนะผ่าน ไปทางท่านประธานรัฐสภาไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณานิดหนึ่ง นะครับว่า ถ้าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศมันถดถอยลงไปมาก ๆ แล้วรัฐบาลไม่มีเงิน เกิดจากการที่ว่ารายรับของรัฐบาลในแง่ของภาษีไม่เข้าเปัา ต่ําลงกว่าที่ประมาณการไว้ สมมุติไปถึง ๒ แสนล้านบาท ประมาณการไปถึงตรงนั้นนะครับ แล้วจําเปึนจะต้องกู้ยืม เงินเพิ่มเติมขึ้นอีก รัฐบาลจะต้องรีบดําเนินหามาตรการนะครับ เพื่อจะนําเสนอให้สภา หรือจะออกมาตรการอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะเปึนพระราชกําหนดการก่อหนี้ฉุกเฉิน อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นที่เคยมีมา ผมว่ารัฐบาลต้องรีบดําเนินการคิดว่าจะทําอย่างไรนะครับ ถ้าภาวะเศรษฐกิจของโลกมันถดถอยหลังในควอเตอร์ (Quarter) ที่ ๒ ควอเตอร์ที่ ๓ นะครับ สิ่งที่รัฐบาลจะทํานี่ผมว่าเปึนการประคองเท่านั้นเอง ที่มองว่า จีดีพี มันติดลบไป ๓ ทําอย่างนี้จะติดลบไม่มากอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นนี่นะครับ รัฐบาลต้องคิดนะครับว่าจะทํา อย่างไร

อีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลต้องคิดนะครับว่าเงินสํารองของประเทศ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่นักวิชาการออกมาคิดว่ากู้แค่ ๒,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลจะต้องมาขอเงื่อนไข ของมาตรา ๑๙๐ แต่ขณะเดียวกันเงิน ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามันเกิด โอเวอร์ (Over) กว่าความจําเปึนที่ต้องใช้จริง ๆ ที่จะเปึนเงินคลังของประเทศ รัฐบาล จะมีวิธีอย่างไรนะครับ รัฐบาลต้องไปคิดว่าเอามาช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ ได้อย่างไรนะครับ ผมฝากให้รัฐบาลคิดไว้นะครับ กราบขอบพระคุณครับ