อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องการอนุมัติเงินกู้จากธนาคารโลกและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรอบการเจรจาและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นกระผมขอสร้างความเข้าใจร่วมกัน ของที่มาในการนํากรอบการเจรจาเงินกู้เพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้ครับ หากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็คงไม่ต้องนะครับ เพราะว่าจากเดิม นั้นจํากัดเฉพาะแต่เพียงหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อเรื่องอธิปไตย แล้วก็ดินแดน นะครับรวมไปถึงในเรื่องของหนังสือสัญญาที่ต้องออกเปึนพระราชบัญญัติ แต่แน่นอน ครับเนื่องจากเรามีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ เกิดขึ้นมาก็เพิ่มหลักการเข้ามา อีก ๒ เรื่องครับ นั้นก็คือหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและ สังคมอย่างกว้างขวาง หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน งบประมาณ อย่างมีนัยสําคัญ ตรงนี้เปึนอีก ๒ หลักการที่เพิ่มเข้ามาในมาตรา ๑๙๐ ตาม รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ครับ สาเหตุนั้นก็เพราะเนื่องจากว่าก่อนรัฐบาลก่อนหน้านั้นมีการ เซ็นข้อตกลง เอฟทีเอ (FTA) ไทย-จีน ส่งผลทําให้สินค้าเกษตรนั้นทะลักลงมาเยอะครับ ทางภาคเหนือ การเตรียมการของภาคเอกชน การเตรียมการของภาครัฐเองก็ดูจะมีน้อย เหลือเกินครับ นั่นก็เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ พอครั้น สนช. ครับก็พยายามที่จะนําความคิดนี้เข้ามาครับเพื่อจะนําเอาอํานาจที่มีอยู่แต่เดิมของฝ์าย บริหารนั้นให้กลับมาสู่ฝ์ายนิติบัญญัติ กระผมเองต้องขอเรียนนะครับว่าที่ต้องเกริ่นเรื่องนี้ ก่อนเพราะไม่อยากให้เพื่อนสมาชิกนั้นตั้งข้อรังเกียจมาตรา ๑๙๐ ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ มาตรา ๑๙๐ นั้นถ้ามีการตีความให้เข้าประเด็นตรงประเด็นนั้น ต้องบอกว่า หนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ นี้แหละครับมีศาลรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๒ คําพิพากษาที่ ๑๑/๔๒ และป้ ๒๕๕๑ นะครับ คําพิพากษาที่ ๖-๗/๕๑ นี่นะครับ ก็พูดเอาไว้ครับว่า หนังสือสัญญานั้น หมายถึง ข้อตกลงเปึนหนังสือที่เปึนการกระทําระหว่างรัฐต่อรัฐ รัฐกับ องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศกับองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้ กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อมาดูถึงกรอบเจรจาเงินกู้ในครั้งนี้ครับจะเห็นว่า สัญญาเงินกู้ระหว่างธนาคารโลกก็หมิ่นเหม่ครับ เพราะธนาคารโลกนั้นใช้กฎหมายที่ เกี่ยวกับธนาคารเปึนกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วน เอดีบี นั้นก็เช่นเดียวกันครับเหมือน ธนาคารโลกครับก็ใช้กฎหมายระหว่างประเทศครับ แต่พอมาดู ไจก้า ครับ องค์การ ความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์นนั้นเขาใช้กฎหมายภายในของญี่ปุ์นเอง ในส่วนของ ไจก้า นั้นก็ถูกมองว่าเปึนสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่เข้าข่ายตามมาตรา ๑๙๐ แต่นี่เปึนความแฟร์ (Fair) ครับ จะว่าความแฟร์ก็ว่าได้ครับ หรืออาจจะเปึนเพื่อ ความปลอดภัยไว้ก่อนก็ว่าได้ของทั้งรัฐบาลและข้าราชการที่นํามาให้แจ้งสู่รัฐสภาแห่งนี้ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะว่าเราเองยังไม่มีกฎหมายลูกในการที่จะต้อง ดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ นะครับ เลยทําให้เรื่องเข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้มากสักนิดหนึ่ง แต่มาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจครับ แต่กลับกันเปึนเรื่องดีครับ แล้วนั่นคือที่มา ที่ต้องเกริ่นสักนิดหนึ่งก่อนจะเข้าสู่ข้อเสนอแนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับ กรอบเงินกู้ในครั้งนี้นะครับ ต้องเรียนว่าเมื่อพิจารณาดูตามเอกสารนะครับ มาดูในเรื่อง ของเฉลี่ยเวลาเงินกู้ของท่านอยู่ประมาณ ๗-๑๐ ป้นะครับ ท่านบอกว่าท่านจะต้นทุน การกู้เงินหรือดอกเบี้ยนี่นะครับอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๒.๕๓-๓.๗๙ นั่นคือดอกเบี้ยที่กู้ ในต่างประเทศนะครับ มาเปรียบเทียบดูการกู้ในประเทศครับในลักษณะของการออก พันธบัตรรัฐบาล วันนี้อยู่ที่ร้อยละ ๓.๘ ถือว่าดอกเบี้ยที่ท่านไปกู้มานั้นต่ํากว่านะครับ ถือว่าใช้ได้ทีเดียวนะครับเมื่อพิจารณาในเรื่องของดอกเบี้ยนะครับ พอมาดูครับในเรื่อง ของการกู้นอกประเทศในวันนี้กระผมคิดว่าเปึนเรื่องที่ดี เพราะเนื่องจากว่าการกู้ ในประเทศนั้นเราเริ่มที่จะเต็มเพดานแล้วนะครับ อีกทั้งวันนี้ถ้ากู้ในประเทศทุกคนทราบ ทั่วกันครับว่าเปึนการดึงสภาพคล่องในระบบออกนะครับ วันนี้กู้ต่างประเทศเอาสภาพ คล่องข้างนอกเข้าสู่ข้างในน่าจะกลายเปึนเรื่องที่ดีกว่าครับ นี่คือเรื่องของกรอบที่กระผม เห็นด้วยนะครับท่านประธาน เอาละครับ อย่างไรก็ดีครับ กระผมอยากให้รัฐสภาแห่งนี้ ทราบอีกสักนิดครับว่าวันนี้นั้นเปึนเพียงการอนุมัติในกรอบเท่านั้น เพราะมาตรา ๑๙๐ นั้น มี ๒ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนแรกก็คือการอนุมัติในเรื่องของกรอบ กว่าที่จะมาสู่สภานี้เขาทํา การรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนมา แล้วเสนอในเรื่องของกรอบกว้าง ๆ รัฐมนตรีท่านก็ไปเจรจาครับ ต่อจากนั้นก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญานั้นละครับ ตรงนั้นละเปึนจุดตัดสําคัญ เพราะว่าจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง และ นําเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ วันนั้นละครับ ท่านรัฐมนตรีคงจะต้องมีภาระในการ ที่จะบอกว่า เงินกู้ที่จะเซ็นสัญญานั้นจะสอดคล้องกับนโยบายท่านได้แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ ไว้หรือไม่อย่างไร วันนี้การที่กรอบพูดกว้าง ๆ ไม่ใช่เปึนเรื่องที่แปลกประหลาดครับ แต่วันหน้าวันที่หนังสือสัญญาเข้าก่อนลงนามนั้นละครับ วันนั้นต้องชัดเจนครับ ผมขอ เวลาอีกสักนิดหนึ่งท่านประธานครับว่า เมื่อมาดูครับ รัฐบาลชุดนี้ได้ผ่านงบประมาณ ที่เรียกว่างบกลางป้นะครับ อยู่ที่ ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท งบประมาณส่วนนี้เมื่อไปดูใน เนื้อหาสาระครับ เปึนมาตรการระยะสั้น นั่นก็คือว่านําเงินอัดฉีดเข้าสู่กระเปิาพี่น้อง ประชาชนให้เร็วที่สุด มาตรการที่ท่านเห็นนะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการเรียนฟรี ชุดนักเรียน อุปกรณ์ฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ ๕๐๐ บาท เงินเดือนรายเดือนของ อสม. หรือถ้าในกรุงเทพมหานครเขาเรียกว่า อสส. เงินสงเคราะห์ ๒,๐๐๐ บาท กับ ผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาทลงมา เรื่องโครงการต้นกล้าอาชีพ ฝ๊กงานให้ แล้วได้เงินเดือน ต่าง ๆ เหล่านี้จะเห็นว่าเปึนมาตรการระยะสั้น เงินตรงเข้าสู่กระเปิาเลย นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนั้นมุ่งทํากับเงิน ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาทที่ออกไปแล้ว แต่เงินกู้ครั้งนี้ล่ะครับ รัฐบาลต้องการไปใช้ในระยะกลางและระยะยาวนั้นคือ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่ทุกคนพูดกัน ที่ท่านบอกว่าจะกู้อีกไหม กู้อีกครับ เพราะเดี๋ยวจะมีกรอบเงินกู้ เดี๋ยวจะมี อีกตัวหนึ่งครับ การเซ็นสัญญาเงินกู้เรื่องรถไฟฟัา ก็จะเข้านั่นคือเมกะโปรเจกต์ในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ หลายคนพูดถึงเรื่องของเครื่องยนต์ ๔ ตัวในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ นั่นก็คือเครื่องยนต์ ๔ ตัวในการผลักดัน จีดีพี นะครับ ผมสรุปสั้น ๆ ละครับว่า ๒ ตัวแรกนั่นคือการบริโภคภาคในประเทศ รายจ่ายภาครัฐ ๒ ตัวนี้เปึน เครื่องยนต์สําคัญ มันจะเกิดได้ก็คือว่ารัฐบาลแบบนี้ละครับที่ใช้นโยบายทางด้านการเงิน การคลัง ทางด้านงบประมาณในการอัดฉีดลงไปทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว แต่อีก ๒ ตัวที่เหลือ คือ เรื่องของการดุลการค้าระหว่างส่งออกกับนําเข้านะครับ แล้วก็ การลงทุนภายในประเทศ ๒ ตัวนี้ กระผมต้องขอคนที่อยู่ต่างประเทศช่วยกันหน่อยครับ วันนี้ถ้ายังปลุกระดมคนเสื้อแดงอยู่นะครับ วันนี้ถ้าพูดในเชิงปลุกระดม กระผมคิดว่า มีปัญหาครับ แต่ถ้าพูดในเชิงเสนอแนะนั้นกระผมว่ายินดีครับ ๒ เครื่องยนต์ตัวนี้ต้องถาม ทางซีกฝัืงโน้นว่า ต้องช่วยกันด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายครับ กระผมต้อง เรียนว่า การกู้เงินนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ถ้ากู้โดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจน การจัด งบประมาณของประเทศเรานั้นใช่ว่าไม่เคยขาดดุลครับ สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ นั้นท่านจัดขาดดุลในป้ ๒๕๔๕ ครับ ขาดดุลหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ารายจ่ายนั้นมากกว่ารายรับ ส่วนต่างก็ต้องกู้ครับ แล้วก็เปึนการกู้ ภายในประเทศ ป้ ๒๕๔๕ ครับ รัฐบาลทักษิณกู้ครับ ๒ แสนล้านบาทครับ ป้ ๒๕๔๖ ครับ รัฐบาลทักษิณกู้เหมือนกันครับ ๑๗๔,๙๐๐ ล้านบาทครับ ป้ ๒๕๔๗ ก็กู้ครับ กู้อยู่ที่ ๙๙,๙๐๐ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๒ ครับ รัฐบาลท่านสมัครก็กู้ครับ ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาทครับ ต่าง ๆ เหล่านี้การกู้ไม่ใช่เปึนเรื่องน่ารังเกียจครับ แต่วันนี้ครับท่านประธานครับ เรากําลังพูดการกู้เหมือนการน่ารังเกียจ กระผมแปลกใจเหลือเกินครับ วันนี้ต้องพูดฝากถึง ฝ์ายค้านครับว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของท่านคือ ท่านสมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวไว้ครับ ในรายการสนทนาประสาสมัคร ในวันที่ ๘ มิถุนายน ป้ ๒๕๕๑ ท่านเคยพูดไว้ว่าจะใช้งบ ๔ แสนล้านบาทในการพัฒนาแหล่งน้ํา วันนี้เรานั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พิจารณา งบประมาณด้วยกัน ขอประทานโทษครับ นั่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ทั้งสองฝ์ายนั้นเคย พิจารณางบประมาณทั้งสิ้นครับ ๔ แสนกว่าล้านบาทเอาเงินจากไหนครับ ท่านสมัครพูด อย่างนั้นคืออะไรครับ เพราะมีเงินกู้ครับ กู้ไม่ใช่น่ารังเกียจครับ อันนี้เปึนสิ่งที่ยืนยันนะครับ ว่ากู้ไม่ใช่น่ารังเกียจครับ ยอมรับเถอะครับว่าเงินจํานวนนี้จําเปึนที่ต้องใช้ ยอมรับเถอะ ครับว่าวันนี้ประเทศมีวิกฤติชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเองมีตัวเลขอีกนิดเดียว ครับ ต้องบอกว่า ความแตกต่างกันนะครับ หนี้สาธารณะต่อ จีดีพี นะครับ เราไม่ได้แปลก นะครับ ที่เรามีการเพิ่มมากขึ้น วันนี้ญี่ปุ์นก็เพิ่มครับ สหราชอาณาจักรประเทศอังกฤษขึ้น ครับ ประเทศไทยก็ขึ้นครับ ประเทศจีนขึ้นครับ แล้วเราขึ้นไม่ได้อยู่ในเรท (Rate) หรือว่า ในอัตราที่น่าเกียจเลยครับ ยอมรับครับว่าเราต้องกู้ แล้วใช้เงินก้อนนี้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ครับ แล้วเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะแสดงให้ท่านเห็นว่า เงินจํานวนนี้จะใช้ในการพัฒนาระยะกลางและ ระยะยาวได้ดี แล้วก็สอดคล้องกับนโยบายที่ท่านได้แถลงต่อสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ