ประเกียรติ นาสิมมา เสนอแนะว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการกู้เงินในประเทศมากกว่าการกู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนแคช โฟลว์ ของภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ และยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมความยุติธรรมและประชาธิปไตยในประเทศไทย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกรัฐสภา กระผมไม่นึกไม่ฝันว่า วันนี้จะต้องมาพิจาณากรอบการเจรจาเงินกู้ คงจะเปึนครั้งแรกของสภาแห่งนี้และคงจะมี อีกหลายครั้งต่อไปในอนาคตที่จะต้องมาพิจารณากรอบเงินกู้ที่รัฐบาลจะต้องไป ก่อหนี้สินให้กับประเทศ ฟังจากท่าน ขอประทานโทษที่จะต้องเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ซึ่งผมเคารพนับถือนะครับ ท่านบอกว่าประเทศไทยคงจะต้องกู้ อีกอย่างน้อยไม่น้อยกว่า ๑ ล้านล้านบาท แต่ ๑ ล้านล้านบาทที่จะกู้ในอนาคตนั้น ไม่ทราบว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้หรือเปล่า ผมเองสงสารประเทศไทย สงสารคนไทยที่บังเอิญมาอยู่ในภาวะเช่นนี้ เศรษฐกิจตกต่ําไม่ค่อยจะมีปัญหา คนไทย ก็สามารถที่จะแก้ไขกันได้อยู่ตลอดเวลา แต่วันนี้นอกจากเศรษฐกิจตกต่ําแล้ว ประเทศไทย ยังขาดความเชื่อถือจากต่างประเทศอีกด้วย เพราะฉะนั้นการที่เราจะทําอะไรต่อไปกับ สังคมโลกนี่เราคงมีต้นทุนสูงอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเปึนดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเปึนค่าใช้จ่าย ทางการเงิน ทั้งหลายนี่เราจะต้องใช้จ่ายสูงแน่นอน เพราะประเทศของเราขาด ความเชื่อถือ สาเหตุเกิดจากการที่พวกเรานี่มีบางกลุ่มที่เข้าไปยึดสนามบิน คือต่อสู้กัน ภายในประเทศไม่ค่อยเท่าไร แต่การไปยึดสนามบินแล้วก็ไม่มีคําตอบให้สังคมโลก มันเกิด ปัญหากับประเทศไทย ปัญหาที่ประเทศไทยที่ถูกถามมากที่สุดก็คือ ความยุติธรรมและก็ เปึนสังคมประชาธิปไตยหรือไม่ อันนี้คือคําถาม ที่จริงผมอยากจะกราบเรียนว่า ผลผลิต มวลรวมของชาติของประเทศของเรา ทุกป้ที่ได้มามันเกิดจาก ๔ ประการด้วยกัน เกิดจาก การใช้จ่าย ๔ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ คือการส่งออก อาศัยการส่งนี้เปึนหลักใหญ่ ซึ่งพอดี ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์นั่งฟังอยู่ก็ดีแล้วครับ
อันที่ ๒ คือ เกิดจากการท่องเที่ยว
อันที่ ๓ คือ เกิดจากการลงทุนจากต่างประเทศ และ
อันที่ ๔ คือ เกิดจากการใช้จ่ายของภาครัฐ
ถ้าจะพูดถึงเรื่อง ๔ เรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนเครื่องบิน ๔ เครื่องยนต์ ขณะนี้ เครื่องยนต์การส่งออก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ เข้าใจว่าเครื่องยนต์ดับ นะครับ ส่งออกไม่ได้ คือต่างประเทศไม่ซื้อไม่ใช่เราไม่มีของส่งออก การท่องเที่ยวคนไม่มา เที่ยว เนื่องจากขาดความเชื่อมั่น การลงทุนยิ่งไปกันใหญ่ เพราะว่าไม่แน่ใจว่า วันพรุ่งนี้ เมื่อลงทุนไปแล้วจะมีรัฐบาลหรือเปล่า ลงทุนไปแล้วไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น จะมีกี่มาตรฐาน กับนักลงทุน จะสังเกตได้ว่าสหรัฐอเมริกาไม่เคยลงทุนเปึนทรัพย์สินในประเทศไทย โกยกลับบ้านทุกบาททุกสตางค์ จะหมุนเวียนก็เฉพาะบางสิ่งบางอย่างในประเทศเราเพื่อ แสวงหาผลประโยชน์เท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่นี่นะครับ ซึ่งเครื่องยนต์ ยังไม่ดับ ก็คือการใช้จ่ายของเงินภาครัฐ พอกลับเข้าไปดูในกระเปิาเงินคงคลัง ก็ปรากฏว่า เมื่อสักครู่นี้ผมทราบตัวเลขมาคร่าว ๆ ว่า เมื่อสิ้นป้งบประมาณมีเงินอยู่ ๒๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาสิ้นป้นี่เหลือเงินอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินคงคลัง นะครับ ในขณะเดียวกันที่ภาครัฐจะต้องใช้จ่ายวันหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เดือนหนึ่งภาครัฐจะต้องใช้จ่ายเงินอย่างน้อย ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน แต่เงินคงคลัง ยังมีอยู่ขณะนี้ก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไม่ถึงเดือนครับท่านประธาน นี่แหละจึงเปึนเหตุจําเปึนที่รัฐบาลจะต้องกู้เงินมา เมื่อสักครู่นี้เพื่อนผมได้พยายามที่จะ ซักถามรัฐบาลให้ตอบหน่อยสิว่า เงินที่กู้มานี่เอามาเพื่ออะไร เอามาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช่หรือไม่ และถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ มีเศรษฐกิจ มีโครงการอะไรที่จะนําเงินนี้เข้าไปกระตุ้น ก็ไม่ตอบ เพราะฉะนั้นจึงสามารถที่จะบอกได้เลยว่าถ้ากู้เงินมาก็คงจะเอามาใช้จ่ายในประเทศ เท่านั้น ใช้จ่ายในลักษณะเปึนเงินคงคลังเพิ่มขึ้น เปึนเงินหมุนเวียน อันนี้เปึนผลร้ายต่อ คนไทยทั้งประเทศ เพราะเงินกู้ก็จะเปึนปัญหากับประชาชนทุกคนนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากจะขอเสนอแนะเพราะเวลาน้อยเหลือเกินนะครับ เงินกู้ที่ทางรัฐบาล เสนอกรอบว่าจะขอกู้เงินประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญ หรืออาจจะมากกว่านั้น ในอนาคตนั้นนี่นะครับ ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ผมคิดว่าประเทศไทยไม่ควรจะก่อหนี้ ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกต้องอาศัยเงินบาทในสภาพที่อัตราแลกเปลี่ยน ที่อ่อนค่าลงไปหน่อย คือขณะนี้เงินบาทแข็งครับ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุล ยูเอสดอลลาร์ เงินบาทตกอยู่ที่ประมาณ ๓๕ บาท ซึ่งเงินบาทลักษณะนี้เราค้าขาย ไม่ได้หรอกครับ อัตราเงินบาทควรจะอยู่ที่ประมาณ ๔๐ บาทต่อยูเอสดอลลาร์ จึงจะพอเหมาะ แต่ทีนี้ถ้าหากว่าเรากู้เงินตราต่างประเทศเข้ามาอะไรจะเกิดขึ้นรู้ไหมครับ ท่าน เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นครับ อาจจะแข็งค่าขึ้นกว่า ๓๕ บาทในปัจจุบัน ผมก็ถามว่า และจะทําอย่างไรเงินบาทถึงจะไม่แข็งมากกว่านี้ ก็มีคําตอบว่าจะมีวิธีการที่เขาเรียกว่า สวอพ (SWOP) ซื้ออัตราความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซื้อประกันภัยอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งตรงนี้เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งก็บอกว่าการซื้ออัตราจากญี่ปุ์น ค่าใช้จ่าย ตรงนี้สูงมหาศาล สูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนเสียอีก สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นอันนี้ จึงเปึนอันตรายมาก ผมขอเสนอแนะอย่างนี้ครับ คือถ้าจะเอาอันนี้มากระตุ้นเพื่อให้มี การส่งออก เพราะมันไม่มีโครงการชัดเจนที่แน่นอนว่าจะไปกระตุ้นตรงไหน ถ้าจะเอาเงิน ส่วนที่กู้ยืมมานี่มากระตุ้นการส่งออก ผมคิดว่าไม่ได้ผล เพราะว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น เพราะคุณมีดอลลาร์สูง มีดอลลาร์มากในประเทศ ผมจึงอยากจะเสนอแนะว่าอย่างนี้ นะครับว่า รัฐบาลควรจะกู้เงินในประเทศมากกว่า แต่การกู้เงินในประเทศนี่นะครับ อย่าให้ไปกระทบกับ แคช โฟลว์ (Cash Flow) ของภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ คือให้ไปกู้ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งการกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่กระทบกระเทือน ถึงแคช โฟลว์ ของภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และอัตราดอกเบี้ยก็สามารถเจรจากันได้ ในประเทศ แต่ถ้าหากว่าอีกประการหนึ่งสามารถที่จะกู้ได้จากภาคเอกชน ภาคประชาชน โดยสามารถที่จะออกพันธบัตรไปเพื่อที่จะกู้เงินเข้ามา ตรงนี้จะเหมาะสมกว่า สามารถ ที่จะเลี้ยงเราไปได้ และคนที่ให้รัฐบาลกู้ถ้าจ่ายดอกเบี้ยเปึนรายเดือนก็จะได้ผลประโยชน์ และก็สามารถที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วย การกู้เงินจากต่างประเทศหลายท่านได้พูด ออกมาว่าไม่รู้ว่ารัฐบาลไหนจะกลับมาใช้เงิน แต่รัฐบาลนี้เปึนคนกู้และคงจะต้องกู้อย่างนี้ ตลอดไป ประชาชนก็คงจะแบกรับอย่างนี้เช่นเดียวกัน ไม่รู้ชาติไหนจึงจะใช้หนี้ ต่างประเทศหมด ขอบคุณครับท่านประธาน