รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

ตวง อันทะไชย หารือเรื่องการกู้เงินของรัฐบาล โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับหลักการที่เป็นกรอบการเจรจา และการให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องการปรับปรุงกรอบการเจรจาเพื่อแก้ไขวิกฤติของประเทศในอนาคต ตวง อันทะไชย ยังแสดงตัวเลขที่แสดงว่าการกู้เงินนี้จะทำให้เงินเหลือเพียง 158,000 ล้านบาทเท่านั้นสำหรับการใช้ในการพัฒนา และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีความร่วมมือจากประชาชนและความจำเป็นในการควบคุมการใช้จ่ายเงินที่ฟันธง

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมคงเริ่มต้นกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลช้า ๆ อย่างนี้ว่า แม้ว่า อํานาจของการกู้นั้นเปึนอํานาจของฝ์ายบริหารตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้ สาธารณะ พุทธศักราช ๒๕๔๘ ก็ตาม แต่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องรับฟังความคิดเห็นของ สมาชิกรัฐสภาที่ผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานต่อไปนี้ ท่านประธานครับ ในหลักการผมคิดว่ามีความจําเปึนที่จะต้องกู้อยู่ก็จริง แต่ว่ารัฐบาลยัง จะต้องให้คําตอบกับรัฐสภาให้ชัดเจนก่อนว่าแนวความคิดว่าด้วยการกู้เงินมานั้นมันง่าย ครับ แต่คําถามใหญ่ที่ผมฟังสมาชิกตั้งแต่เช้าซึ่งเปึนสิทธิอันชอบธรรมที่สมาชิกต้องถาม รัฐบาลก็คือว่าแล้วอย่างไรต่อไป จะใช้เงินอย่างไรต่อไป ผมย้อนกลับมาดูที่กรอบ ที่ท่านประธานได้กรุณาให้สมาชิกได้ดูโดยรัฐบาลเสนอมา ผมเรียนท่านประธานว่ากรอบ การเจรจาของท่านในข้อ ๕ ที่เปึนกรอบเจรจานั้นผมเข้าใจว่าวันนี้มันมีปัญหาแล้วครับ มันมีปัญหาที่ไม่สอดคล้องกับวิกฤติของประเทศอย่างแท้จริง เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ ท่านประธานได้ฟังว่าข้อเท็จจริงในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์บ้านนอกอย่างผมคิดต่อ เรื่องนี้อย่างไร ผมเริ่มต้นด้วยคําถามแรกที่ผมคิดว่ารัฐบาลมีความจําเปึนที่จะต้องตอบต่อ สภาแห่งนี้ก็คือ รัฐบาลจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหลักการที่เปึนกรอบการเจรจา ท่านประธานครับ กรอบการเจรจาทั้งหมดถ้าท่านประธานอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกไปถึง บรรทัดสุดท้ายจะพบว่าไม่ได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างแท้จริงเลย ตัววิกฤติเศรษฐกิจอย่างแท้จริงท่านรัฐมนตรีทราบดีว่า วันนี้วิกฤติของโลกนั้นมันเกิดจาก วิกฤติที่มีแต่คนขาย แต่ไม่มีคนซื้อ ไม่มีคนซื้อคนก็ตกงาน ผมแปลกใจท่านประธานครับว่า วิกฤติเศรษฐกิจรอบหนึ่งมันหมุนกลับมากลายเปึนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งต้องมาแก้ เหมือนกัน แต่เปึนบนบริบทที่แตกต่างกัน ผมไม่เชื่อว่าเมื่อป้ ๒๕๔๐ ที่เราเผชิญภาวะ วิกฤติเศรษฐกิจ เศรษฐกิจระดับมหภาคที่มันล้มอย่างระเนระนาดรัฐบาลสมัยนั้น ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านเข้ามาแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ คราวนั้น มันแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจระดับบนที่มันล้มลง แต่คราวนี้มันต่างกันก็คือว่าคนข้างล่าง มันล้มด้วย แล้วล้มมากเลย สิ่งที่เหมือนกันของเศรษฐกิจป้ ๒๕๔๐ กับป้ ๒๕๕๒ ก็คือว่า คราวนี้คนต้องหลั่งไหลกลับบ้านครับท่านประธาน หัวใจสําคัญของคนที่เข้ามาอยู่ กรุงเทพมหานครมาทํามาค้าขาย เวลาที่เขาเผชิญกับภาวะวิกฤติแล้วเขาต้องกลับ บ้านครับ เขาต้องกลับไปหาพ่อหาแม่เขาครับ เขาจะกลับไปทําอะไร พื้นฐานที่ต้อง กลับไปนั้นผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าภายในเดือนสองเดือน ภายใน ๔ วัน ๕ วัน รัฐบาลไม่อาจจะแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจได้ แต่ผมคิดว่าจะต้องใช้เวลา อย่างน้อยป้หนึ่งรัฐบาลถึงจะสามารถก้าวพ้นวิกฤตินี้ไปได้ คําถามใหญ่ก็คือว่า รัฐบาลจะ ทําให้ประชาชนกลับบ้านมีข้าวกินถือแหลงไปเหวี่ยงหาปลากินได้โดยที่เขาไม่มีรายได้ อยู่ได้อย่างไร รัฐบาลจะต้องกลับไปดูว่าหนี้ครัวเรือนของประชาชนที่อยู่ในชนบทนั้นมันมี มากขึ้นเท่าไร ท่านจะจัดการอย่างไร เงินกู้ที่จะนํามานั้นท่านจะทําอย่างไร ผมยกตัวอย่าง ป้ ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ เขาใช้กระบวนการกลไกในการไปกู้เงินที่ท่านอดีตรัฐมนตรี ได้กรุณาชี้แจง กลับไปใช้ตั้งเปึนกองทุนซิฟ (SIF) ท่านประธานจํากองทุนซิฟได้ไหมครับ เปึนกองทุนว่าด้วยการให้ชุมชนลุกขึ้นมาใช้ปัญญา ลุกขึ้นมาใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ นําตัวเองให้หลุดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ก่อน ผมคิดว่าหลักการคิดแบบนี้รัฐบาลต้อง กลับมาทบทวนในกรอบการเจรจาที่จะต้องทํา หลักที่จะต้องกลับมาทบทวนตรงนี้เปึน หลักที่รัฐบาลจะต้องอธิบายต่อสภาแห่งนี้อย่างชัดเจนว่าจะนําเงินก้อนนี้กลับไปกอบกู้ ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจได้อย่างไร

ประการที่ ๒ ผมสนใจว่าการกู้เงินของรัฐบาลคราวนี้เปึนครั้งสุดท้ายหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมกลับไปดูตัวเลขโครงสร้างป้งบประมาณ ๒๕๕๓ ที่ผมนํามาบอก เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้เห็นร่วมกันว่าการกู้เงินคราวนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ในโครงสร้างป้ ๒๕๕๓ ผิดถูกอย่างไรท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงเองนะครับ ผมพบว่า ในงบประมาณป้ ๒๕๕๓ รัฐบาลต้องกู้เงินอย่างน้อย ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปหักจ่าย ดอกเบี้ย ๑๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ท่านประธานครับ กู้มา ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเงิน ๑๕๘,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับใช้ในการพัฒนา นี่ผมยังไม่ได้พูดถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมนํามากราบเรียนท่านประธานก็คือว่า เวลาที่เราจะนําเงินไปกู้มา ต้องคํานึงถึงปัญหาของวิกฤติเศรษฐกิจมันไม่ได้เกิดข้างบนมันเกิดข้างล่าง คนข้างล่าง มันจะตายก่อนอยู่แล้วจะทําอย่างไร จะใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ให้เขามีชีวิตรอดเพื่อ แก้ปัญหาต่อไป

คําถามที่ ๒ ที่ผมได้ถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลก็คือว่า มันคือ คําตอบสุดท้ายใช่ไหมในการกู้เงินคราวนี้ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าไม่ใช่ คําตอบสุดท้ายท่านประธานครับ ประเทศเรายังมีทางเลือกที่จะต้องทําแม้วันนี้จะกู้ก็ตาม ผมยกตัวอย่าง การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ความจริงถ้าท่านประธานกลับไปดู ตัวเลขของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณท่านประธานจะตกใจว่าแม้เราจะไปกู้มาเท่าไร ก็ตาม แม้เราจะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเปึนแสน ๆ ล้านบาทก็ตาม เราไม่อาจจะกอบกู้ วิกฤติเศรษฐกิจได้ ผมมีตัวเลขจากสํานักงบประมาณมากราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาลดู ท่านประธานครับ เอาเพียงตัวเลขของงบประมาณเบิกจ่ายประจําป้ พุทธศักราช ๒๕๕๒ ณ วันที่ ๑๔ มีนาคม เบิกได้แค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพียงเท่านี้ก็เปึน คําตอบว่าเราไม่อาจจะกอบกู้ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจได้ ที่หนักไปกว่านั้นท่านประธานครับ ที่เราว่ารายงานเงินเหลื่อมป้ตั้งแต่ป้งบประมาณ ๒๕๔๕-๒๕๕๑ ที่เราว่าเงินค้างท่อ ท่านประธานครับ เปึนที่น่าตกใจว่าตั้งแต่ป้ ๒๕๔๕ เปึนต้นมาจนถึงปัจจุบัน ๒๕๕๑ ยังมีเงินที่ไม่สามารถเบิกได้แสนล้านบาท ผมกราบเรียนท่านประธานว่านี่คือ ทางเลือกหนึ่งในการที่จะกอบกู้ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะต้องทําไปพร้อมกับมีแนวคิดที่ จะไปกู้เงินจากต่างประเทศ

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าปัญหาเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้เมื่อเทียบกับ ป้ ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ มันใหญ่หลวงเกินกว่าที่รัฐบาลจะทําโดยลําพัง ความคิดเห็น ของสมาชิกรัฐสภาวันนี้รัฐบาลต้องกลับไปไตร่ตรองไปพิจารณาให้ดี วิกฤติคราวนี้มันใหญ่ เกินกว่าที่รัฐบาลจะก้าวข้ามวิกฤติเหล่านี้โดยลําพัง รัฐบาลจะต้องอาศัยความร่วมมือจาก ประชาชน แต่ผมมีข้อสังเกตที่จะตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลก็คือว่า แม้รัฐบาลจะบอกว่าเราเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลไม่เคยแสดงให้ประชาชนได้ เห็นว่าประชาชนคนไทยอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างไร ประชาชนคนไทยจะก้าวผ่าน วิกฤติเศรษฐกิจเหล่านี้ไปได้อย่างไร ท่านประธานจําได้ไหมครับ เราเผชิญวิกฤติ สมัย ฯพณฯ องคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ฯพณฯ ได้ลุกขึ้นมาทําให้คนไทย ได้เห็นว่ามันมีความจําเปึนที่คนไทยจะต้องจับมือกันให้มั่นก้าวผ่านวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ เช่น การป่ดไฟ การรณรงค์ควบคุมความเร็วของรถ แต่วันนี้กระบวนการเหล่านนี้ไม่ได้เกิด จากรัฐบาลครับ ผมคิดว่ามันมีความจําเปึนและมีความสําคัญ ผมเข้าใจว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบดีว่าการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศนั้น มันเปึนเรื่องของจิตวิทยา ถ้าคนมันเชื่อว่าจะแก้ไขได้ มันแก้ได้ท่านประธานครับ ถ้าคนไม่เชื่อจะแก้ไขได้ ต่อให้กู้มาอีกหลายแสนล้านบาทมันก็แก้ไม่ได้ มันมี ความจําเปึนต้องกลับไปทบทวนว่ารัฐบาลจะเปึนกลไกกลางในการที่จะขับเคลื่อน พาพี่น้องประชาชนฝ์าวิกฤติเศรษฐกิจนี้อย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้รัฐบาลมีคําตอบอยู่แล้ว ผมมีข้อสังเกตที่เปึนข้อห่วงใยในฐานะเปึนสมาชิกรัฐสภาที่จะฝากท่านประธานก็คือว่า

ประการที่ ๑ โดยธรรมชาติของคนกู้พอกู้ได้มาแล้วมันจะไม่ค่อยมีวินัย ท่านจะทําอย่างไรในการที่ควบคุมมิให้การใช้จ่ายเงินที่ฟุ์มเฟ๋อย พอกู้ได้มาแล้วใช้จ่าย อย่างสุรุ่ยสุร่าย พอกู้ได้มาแล้วมันจะต้องตกไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง มาตรการตรงนี้ รัฐบาลต้องอธิบายต่อรัฐสภาให้ชัดเจน

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเปึนหัวใจและเปึนเรื่องสําคัญก็คือ ต้องเรียนรัฐบาล ให้ได้เข้าใจว่ารัฐบาลเปึนคนกู้เงินมาก็จริงครับ แต่คนรับภาระที่จะต้องผูกพันกับชีวิต ของเขาไปก็คือประชาชนคนไทยทุกคน แม้ว่าท่านจะไม่ได้เปึนรัฐบาลสมัยต่อไปก็ตาม หรือเปึนสมัยต่อไปก็ตามประวัติศาสตร์หน้านี้มันจะเขียนเอาไว้อย่างนี้ แล้วมันก็จะเปึน หนี้คนไทยต่อหัวอย่างนี้ตลอดไป ผมจึงกราบเรียนท่านประธานเปึนข้อสังเกตผ่านไปยัง รัฐบาล ได้โปรดนําข้อสังเกตของสมาชิกรัฐสภาไปประกอบในการปรับปรุงแก้ไขกรอบ เจรจาของท่านเพื่อให้สอดคล้องกับวิกฤติของประเทศในอนาคตต่อไป ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ