สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล วิจารณ์รัฐบาลที่กู้เงินช้าและไม่ชัดเจน โดยชี้ว่ากรอบวงเงินกู้ตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะปี 2548 มาตรา 22 ไม่ถูกนำไปใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก และเรียกร้องให้สภาพิจารณาใหม่เนื่องจากประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายลูกจ้างมืออาชีพที่ล้มเหลวซึ่งสร้างหนี้สิน และความฟุ่มเฟือยของผู้นำโดยยกตัวอย่างการซื้อกาแฟสตาร์บัคส์แทนสินค้าไทย ขัดกับคำขวัญรักชาติ พร้อมเสนอให้ผู้นำเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยการปลูกผักกินเอง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษากรอบการเจรจากู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน ผมเรียนตรง ๆ ว่าจําเปึนต้องกู้ครับ แต่ผมเปึนห่วงว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ ทํานี่กู้ช้าไปครับ กู้ช้าไปเพราะเหตุผลใด ผมอ่านจากเอกสารที่ได้แจกออกมานี่นะครับ แนวนโยบายที่รัฐบาลได้วางไว้จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๒ ได้มี มติคณะรัฐมนตรีครับ เพื่อแก้ไขและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินโลกที่มีต่อ ระบบเศรษฐกิจไทย ท่านประธานคงจะจําได้ตอนนั้นรัฐบาลชุดนี้แหละครับ โดยท่านอภิสิทธิ์กับท่านกรณ์ มักจะหลงลืมตัวเองบอกว่า เศรษฐกิจจะเติบโตสูงถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ ที่ท่านได้เขียนไว้ในนี้ว่า จะใช้เงินเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้ตัวเลขมันเปลี่ยนไป เมื่อวานรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์บอกว่า จีดีพี ลบ ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมถามว่าท่านกู้เงินมา มันจะพอใช้จ่ายไหม ประชาชนจะเดือดร้อนกว่าเดิมไหม สิ่งที่เกิดขึ้นคือท่านมีความหัวดื้อ ดื้อว่าตัวเลขที่ท่านได้มานั้นเปึนตัวเลขที่ถูกต้อง ท่านประธาน แต่ขณะที่นักวิเคราะห์ต่าง ๆ บอกว่าตัวเลขจะติดลบ เศรษฐกิจจะติดลบ ท่านไม่ฟัง หัวดื้อ แล้ววันนี้มาขออนุมัติที่จะ กู้เงิน ที่จริงแล้วในพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ ที่อยู่ในมือผม มาตรา ๒๒ เขียนไว้ชัดเจนครับท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตเท้าความถึงมาตรา ๒๒ ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ เขียนไว้ว่า วรรคสองครับ การกู้เงินตาม วรรคหนึ่งซึ่งกําหนดไว้ร้อยละ ๑๐ ของงบประมาณประจําป้นั้น ให้กําหนดวัตถุประสงค์ ของการใช้เงินอย่างชัดเจน และเปึนไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรี กําหนด โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ก็อย่างที่ท่านประธานได้ฟังเมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิก ได้สอบถามว่า รัฐบาลนี้จะกู้เงินไปทําอะไรให้มันชัดเจน ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญ หรือ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าท่านประธานได้ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผมได้นําเสนอต่อ ที่ประชุมแห่งนี้ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจเด็กหนุ่ม ๒ คน จะเห็นชัดเจนเลยครับว่า พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ นั้น วงเงินไม่พออยู่แล้ว เพราะเราขาดดุลเกิน แถมยังเก็บภาษีเงินได้ไม่เข้าเปัา อันนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่มาตรา ๒๒ กู้เปึนเงินต่างประเทศ วันนี้ตัวเลขที่ผมได้รับมาครับ รัฐบาลจะกู้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือใน เอกสารที่มาขอเสนอกรอบวงเงินกู้อันนี้คือ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อครั้งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปที่ญี่ปุ์น ได้ตกลงที่จะทํารถไฟ ๓ สาย สายสีแดงอะไรนั่นนะครับ ที่จะกู้เปึน เงินประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านเยน หรือ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ใช้กรอบวงเงินกู้ตามมาตรา ๒๒ นี่แหละครับ ใช้ไปแล้ว คิดเปึนเงินก็ ๙๐๐ กว่าล้านเหรียญยูเอสดอลลาร์ ในขณะนี้วันนี้เพิ่ม มาอีก ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่ากู้ไปแล้วใช้เปึนไหม ประชาชนจะ ได้รับความสุขสบายไหม โอบามากู้เงินมหาศาล เขาเริ่มต้นกู้ก่อนเลย แต่ของเรานี่ความรู้สึกช้าครับท่านประธาน ผมไม่ได้ว่าไม่เห็นด้วยกับการกู้นะ ผมว่าท่านกู้ช้าไป เงินท่านใช้ไม่ทันหรอกครับ จะหมุน ไปกี่รอบ อย่าง ๒,๐๐๐ บาทที่ออกไปนั้นคนเขาบ่นกัน มันไปไม่ถึงประชาชนที่ยากไร้ คนยากจน คนยากจนในประเทศไทยมี ๒๓ ล้านคนท่านประธาน เกษตรกรที่มีรายได้น้อย ไม่เพียงพออีก ๒๔ ล้านคน คนเหล่านี้ไม่ได้รับอานิสงส์จากเงิน ๒,๐๐๐ บาทหรอกครับ ผมกําลังบอกว่ารัฐบาลนี้ทําผิด ยิ่งวันนี้เอากรอบวงเงินกู้มา ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญ ถามว่า จะเอาไปทําอะไรก็ไม่ชัดเจน บอกว่าไม่ได้ต้องมาพิจารณาอีกรอบหนึ่ง เอาล่ะ วันนี้จะให้ ผ่านไป ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญ แต่วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นท่านประธานรัฐสภา ก็คือ มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๕๐ นั่นแหละครับ ที่สร้างปัญหาตลอดเวลา ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช้พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ รัฐบาล ทําได้เลย ไม่ต้องมากลับไปกลับมาระหว่างสภากับการจะไปกู้เงิน เพราะกลัวครับ กลัวว่า ไปทําสัญญาแล้วจะโดนถอดถอนเหมือนที่อดีตรัฐมนตรีนพดลโดนในมาตรา ๑๙๐ มาตรานี้แหละคือมาตราที่สร้างปัญหา พูดง่าย ๆ สร้างความงี่เง่าให้เกิดขึ้นกับการปฏิบัติ หน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ผมไม่เห็นด้วยหรอกครับ แทนที่จะได้ดําเนินการกู้หนี้ยืมสินตาม กรอบที่กฎหมายกําหนดไว้ ซึ่งมีบรรทัดฐานเรียบร้อยแล้ว แล้วไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ต้องมารอผ่านสภาอย่างนี้ แล้วรัฐบาลพยายามจะบอกว่าอยากจะให้ประชาชนมีความ เปึนอยู่มีปากท้องที่ดี ทําไมไม่ทําเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ต้นเดือนล่ะครับ ในเมื่อ วันที่ ๑๓ มกราคม มติ ครม. อนุมัติให้กระตุ้นเศรษฐกิจ รู้ว่าปัญหาโลก ปัญหาอเมริกา ล่มสลาย ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย ถามสิครับว่าทําไมเดือนกุมภาพันธ์ไม่รีบทํา รอมาจนถึงจะปลายเดือนมีนาคมอยู่แล้ว แล้วบอกว่าเปึนห่วงพี่น้องประชาชน เกษตรกร ได้รับความเดือดร้อน คนจนได้รับความเดือดร้อน เงินจะไม่พอกิน คนตกงานเท่าไร ตัวเลขนี้ ยังเก่าไปเลยครับ ล้าสมัยครับ เอาให้ผมมาอ่านตัวเลขเก่า ๆ บอกว่าคนจะตกงาน ๑ ล้านคน ท่านประธาน ทํางานอย่างนี้มันขาดความรอบคอบ วันนี้มันตก ๑ ล้าน ๕ แสนคนแล้วครับ ตัวเลขที่หน่วยงานภาคเศรษฐกิจ หน่วยงานกระทรวงแรงงานต่าง ๆ ให้มา เขาบอกแล้ว ตัวเลขตกงาน ๑ ล้าน ๕ แสนคน อันนี้ยังเพิ่ง ๑ ล้านคนอยู่ แล้วตัวเลขนี้ที่ผมบอก นี่ครับ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบนิดเดียว ตัวเลขจริง ๆ ติดลบมากกว่านี้อีก อันนี้เปึนเอกสารที่ล้าสมัย ถ้าท่านทํางานอย่างนี้ รัฐบาลชุดนี้ทํางานอย่างนี้ ผมว่า ประชาชนอดตายแน่นอน อยู่ไม่รอดหรอกครับ โดยเฉพาะคิดอะไรไม่เปึนท่านประธาน บอกว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาว่า กู้ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ ๕ ทุกรัฐบาลกู้ทั้งนั้น เขากู้มาแต่เขามีปัญญาใช้ อย่างนายกรัฐมนตรีทักษิณ กู้เงินมาแต่เขามีปัญญาหาเงิน ผมเคยบอกว่าเด็กหนุ่ม ๒ คนนี้หาเงินไม่เปึน กู้มาแล้วไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้จ่าย มาใช้หนี้ ประเทศชาติไม่ล่มจมหรือครับ ผมจะ ยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้ดู นอกจากกู้แล้วนี่นะครับ ไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้ ผมเคย อภิปรายท่านว่า จบเมืองนอกมา ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ มาถึงก็ได้ดิบได้ดี มาทํางานการเมืองคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็ขายกระดาษ ผมไม่ได้หมายความว่าเด็กที่จบ เมืองนอกจะไม่เก่ง เด็กที่จบเมืองนอกลูกคนจนที่มีโอกาสได้ไปเรียนเมืองนอกก็เพราะ โครงการหวยบนดินของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ที่นําเอากําไรนั่นแหละส่งลูกหลานไทย ที่เปึนลูกชาวไร่ชาวนา ได้ไปเรียนถึงเมืองนอก เปึนสิ่งที่ดีครับ เด็กจะได้เป่ดหูเป่ดตา ไม่เหมือนเด็กหนุ่ม ๒ คนที่ผมอภิปรายท่านว่า เกิดมาบนกองเงินกองทอง ไปเรียน เมืองนอกเมื่อไรคุณพ่อคุณแม่ก็มีเงินจับจ่ายให้ อันนี้คือความแตกต่างครับท่านประธาน โดยเฉพาะวันนี้คิดดูสิครับ นอกจากกู้เงินแล้ว ยังมีวิธีการที่จะหาเงิน จะนําเงิน ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่หวยบนดินเคยทํากําไรไว้ จะออกเปึนพระราชกําหนดท่านประธาน ผมถามเถอะครับว่าเงิน ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเปึนกําไรซึ่งคณะรัฐมนตรีในสมัย พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ออกหวยบนดินและได้กําไรสะสมไว้ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้จะเอาของกลางซึ่ง ครม. ชุดนั้นถูกกล่าวหา ถูกขึ้นศาลคดียังไม่จบสิ้นแต่จะเอา ของกลางมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมถามว่าไม่อายเลยหรืออย่างไรครับ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน แทนที่จะเอามาทําหวยบนดินด้วยตัวเองนะครับ
ทีนี้ก็มีประเด็นอีก ผมบอกว่าลูกจ้างมืออาชีพ มันไม่ใช่ประสบความสําเร็จ ทุกคนครับ ผมไม่ได้ดูถูกลูกจ้าง ลูกจ้างดี ๆ ก็มีที่ออกมาเปึนเถ้าแก่แล้วประสบ ความสําเร็จในการทํามาค้าขายรู้วิธีการค้าขายก็สามารถนําพาประเทศชาติไปได้ แต่ลูกจ้างมืออาชีพที่ไม่มีประสบการณ์ หมายถึงคนบางคน มันจะนําพาประเทศชาติไป ไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะสร้างหนี้กู้หนี้ยืมสิน และที่สําคัญที่สุดกู้ยังไม่พอ ทํานิสัย ฟุ์มเฟ๋อยท่านประธานเห็นไหมครับ วันก่อนท่านนายกรัฐมนตรีแทนที่จะให้คนไทยนิยมใช้ กินบริโภคของไทย ท่านไปที่จังหวัดชลบุรีท่านไปซื้อสตาร์บัคส์ (Starbucks) กาแฟของ ฝรั่งแทนที่จะซื้อเขาช่องหรือยี่ห้อไทยทั้งหลายครับ ไอวี่อะไรนี่เพื่อเปึนตัวอย่างที่ดี แต่กลับไปซื้อกาแฟสตาร์บัคส์ของฝรั่ง ท่านเห็นภริยาของประธานาธิบดีอเมริกา ไหมครับ โอบามา ภริยาท่านไปปลูกสวนครัวหลังทําเนียบขาวเพื่อเปึนตัวอย่างว่า ปลูกผักแล้วกินได้ ทําไมผู้นําประเทศไทยถึงไม่เปึนตัวอย่างที่ดี วันนี้ออกสปอต (Spot) โฆษณาว่าจะต้องกินของไทย ใช้ของไทย นิยมไทย สํานักนายกรัฐมนตรีออกมาให้รักชาติ แต่ตัวเองประพฤติอย่างนั้นไปโชว์สตาร์บัคส์ นึกว่าเท่ มีวิปครีม (Whipped Cream) อยู่ข้างบน อ้ายขาว ๆ เขาเรียก วิปครีม อย่างนี้มันเปึนตัวอย่างไหมครับท่านประธาน อันนี้คือความฟุ์มเฟ๋อย