พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล เสนอกรอบการเจรจาเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้นการปฏิบัติตามแผนการเงินป้องกันวิกฤติและระวังกรอบพันธะที่จะผูกมัดประเทศไทย นอกจากนี้ ยังระบุว่า ไอเอ็มเอฟ มีหนี้สินของประเทศไทย 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ใช้เพียง 3,000 ล้านบาท และอ้างว่ารัฐบาลนี้พูดถึงเรื่องหนี้สินของประเทศไทยจากไอเอ็มเอฟ มากเกินไป
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ตั้งแต่มีรัฐสภาชุดนี้ผมยังไม่เคยพูด ในรัฐสภามาก่อน เพราะผมทราบดีว่าเวลาที่นี่มีค่าสมควรแก่เพื่อนสมาชิกผู้อื่นนําเสนอ สิ่งที่เปึนประโยชน์มากกว่าที่ผมมี แต่ผมตั้งใจอย่างยิ่งว่าผมจะพูดเรื่องของวันนี้คือ กรอบการเจรจาเงินกู้เพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งใจไว้หลายเรื่อง ครับ ท่านประธานครับ ว่าที่จะต้องพูดในที่ประชุมรัฐสภาเพื่อความเข้าใจชัดเจนทั้งในสภา และบุคคลภายนอกด้วย แต่พอจะพูดจริง ๆ ก็เจอกติกาว่าเอาเวลามาแจกกันคนละ ๑๐ นาที ท่านประธานครับ ๑๐ นาทีนั่นน่ะ ถ้าไร้สาระ นาทีเดียวมันก็น่าเสียดาย ก็มาก เกินไป แต่ถ้าสิ่งที่จะเปึนสาระควรแก่การพูดมันก็น้อยไปสักนิดหนึ่ง พอดีดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ผู้ที่จะพูดต่อไปในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็สละเวลาให้ผมอีก ๑๐ นาที อย่างไรก็ตามถ้าท่านประธานเห็นว่าสิ่งที่ผมจะนําเสนอต่อไปนี้เปึนสาระประโยชน์ ก็กรุณายืดเวลาให้ผม แต่ถ้าท่านประธานเห็นว่าไร้สาระหรือไม่มีประโยชน์ ท่านประธาน ก็กรุณาหยุดผมได้ทันทีนะครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานในเบื้องแรกผ่าน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งก็คนบ้านเดียวกัน ด้วยความเปึนห่วง ด้วยความเข้าใจ ผมเคยประสบภาวะวิกฤติที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนี้เจอ อยู่แล้ว ผมเข้าไปอยู่ที่กระทรวงการคลังเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๕ ไปรับภาวะเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ รสช. และสงครามอ่าวเปอร์เชีย ๒-๓ ป้เราทุกข์ทรมานมากกว่าที่จะแก้ไข ปัญหาภาระต่าง ๆ ผมเข้าไปกระทรวงการคลังครั้งที่ ๒ ไปรับวิกฤติต้มยํากุ้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ และวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและคณะเข้าไปกระทรวงการคลังเพื่อรับ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ตามที่เขาว่า ซึ่งกล่าวขานกันว่าน่าจะรุนแรงเสียกว่าอีก แต่เรียนว่า ทั้ง ๓ ครั้งที่ผมพูดถึง ช่วงฤดูกาลเดียวกันทั้งนั้นเลยครับ เดือนกันยายน เดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม คือช่วงไตรมาสสุดท้ายของป้ปฏิทินหรือไตรมาสแรกของป้งบประมาณ ผมพบมาแล้วว่า ผมจะต้องเจออะไรในเดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม และเดือนเมษายนตามลําดับ ก็เรียนว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจะต้องเจอสิ่งที่หนัก ๆ อีกเยอะ หลายเรื่องมันก็อาจจะร้ายแรงกว่าที่ ท่านคิด หลายเรื่องมันก็ไม่ได้คาดหมายมาก่อน อาศัยปัจจัยหลาย ๆ เรื่องแต่ก็เรียนว่า พวกเราทุกคนก็เอาใจช่วยกระทรวงการคลัง แต่สิ่งที่ผมมาพูดด้วยความวิตกก็คือว่า ท่านไม่ได้ทํางบประมาณป้ ๒๕๕๒ งบประมาณป้ ๒๕๕๒ เปึนงบประมาณที่ตั้งมาตั้งแต่ สมัยท่านนายกรัฐมนตรี ประทานโทษ สมัคร สุนทรเวช นะครับ ในงบประมาณป้ดังกล่าวนั้น ๑,๘๓๕,๐๐๐ บาท ได้ตั้งงบขาดดุลไว้ถึง ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วสิ่งที่ท่านนําเสนอวันนี้เปึนสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิบัติมาตั้งแต่ เดือนกันยายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน แต่บังเอิญว่าเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน รัฐบาลท่านสมัครและรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมชายก็ประสบวิกฤติ ต่าง ๆ เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ทํา มันก็ช้ามาตลอด การที่จะต้องกู้เงินในประเทศหรือต่างประเทศ มันต้องทําตั้งแต่ตอนนี้แล้ว บังเอิญว่าท่านเข้าไปเมื่อเดือนธันวาคม ท่านก็มาเจอ สิ่งเหล่านี้ เข้าไปเดือนธันวาคม ท่านก็มาเจอกับการประชุมอาเซียน ซัมมิท (ASEAN SUMMIT) แล้วก็เจอกับอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันนี้เพิ่งจะเริ่มต้นนับหนึ่ง จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ กู้เงินช้าไปประมาณ ๓ เดือนครับ ควรที่จะเปึนเรื่องที่ทําตั้งแต่เมื่อ ๓ เดือนที่แล้ว นี่คือปัญหาใหญ่ อีกส่วนหนึ่งที่จะกระทบกับท่านในวันข้างหน้า ผมเรียนท่านรัฐมนตรีด้วย ความเปึนห่วงว่า โดยงบประจําป้ขาดดุลไปประมาณ ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท หรือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว เรายังมีงบกลางป้อีก ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเปึนงบขาดดุลเสีย ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือประมาณ ๑ แสนล้านบาท รวมแล้วตรงนี้ก็ประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนท่านรัฐมนตรีว่า ผมเปึนห่วงเรื่องการจัดเก็บนะครับ ไม่ใช่ความผิดของท่านเลย ผมเปึนห่วงเรื่องการจัดเก็บในไตรมาสสุดท้ายของป้ปฏิทิน ป้ที่แล้ว เข้ามาใหม่ ๆ ท่านยังอุ่นใจว่า ณ สิ้นป้ ท่านมีเงินคงคลังอยู่ถึง ๒๒๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผมเรียนท่านว่าไปดูดี ๆ นะครับ ท่านเข้ามาเมื่อสิ้นป้ สิ้นป้ปฏิทิน แต่ ๒๒๙,๐๐๐ ล้านบาท คือ ณ วันสิ้นป้งบประมาณคือ ๓๐ กันยายน แต่ก็ปรากฏว่า ๓๐ กันยายน ๒๒๙,๐๐๐ ล้านบาท ณ ๓๑ ธันวาคม มันเหลือแค่ ๕๒,๐๐๐ ล้านบาท หายไป ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นเปึนสิ่งที่ท่านอาจจะไม่ได้คาดหมายหรือคาดคิดมาก่อน ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่หายไปเปึนปัญหาอะไรหรือครับ กู้เงินก็ช้า เงินตรงนี้ มันก็หายไป เงินกู้ในประเทศ ต่างประเทศก็ไม่ได้ทํา สุดท้ายก็เอาเงินคงคลังนี่ละครับ ไปหมุนในขณะที่ขาดดุลเงินสด อย่างไรก็ตาม เงินคงคลังหายไป ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อท่านเข้ามา ท่านมาเหลือทุนอยู่เพียงแค่ ๕๒,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ และภาวะการ จัดเก็บงบประมาณ ผมก็เตือนตลอดเวลาว่า ระวังนะครับ ผมเจอมาแล้ว เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เปึนอย่างไร แต่ว่า กระทรวงการคลังก็เคยหวังว่า เราจะขาดดุลงบประมาณสุดท้ายก็ยังพูดถึงตัวเลข ๑.๑–๑.๓ ผมบอกไม่ใช่นะครับ ตัวเลขผมคิดว่าไม่ต่ํากว่า ๒ แสนล้านบาท แต่สุดท้าย ก็ปรากฏว่าเฉพาะไตรมาสแรกของป้ปฏิทินที่แล้วขาดดุลไปถึงเกือบ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๑ แสนล้านบาท จนกระทั่งถึงปัจจุบันนะครับ สิ่งที่ท่านจะประสบต่อไปนี้ก็คือว่า งบประมาณขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๑ แสนล้านบาท บวกด้วยอีกประมาณ ๒ แสนล้านบาท ต้องขาดดุลไปถึง ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมด ต้องกู้ทั้งนั้นละครับ และท่านจะทํางบประมาณป้ ๒๕๕๓ ท่านกะว่า จะขาดดุลอีกประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดนี้ขาดทุนรวมแล้วเกือบ ๑ ล้านล้านบาทนะครับ ยังไม่คิด สิ่งที่จะขาดดุลด้วยการรายได้ที่จะขาดในป้ ๒๕๕๓ เพราะป้นี้ที่หายไปเปึนผล ของป้ ๒๕๕๑ มาปรากฏป้ ๒๕๕๒ ป้ ๒๕๕๒ ร้ายแรงกว่าป้ ๒๕๕๑ มันจะส่งผลการจัดเก็บในป้ ๒๕๕๓ ซึ่งล้วนแล้วเปึนสิ่งที่จะต้องประสบอย่างรุนแรง ในภาวะเช่นนี้รัฐบาลต้องทําอย่างไรครับ แน่นอนครับ อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูด ๓ ทางเลือก ขายสมบัติชาติ กู้เงิน หรือขึ้นภาษี ท่านคงจะทราบว่าเรื่องขึ้นภาษีแทบจะ เปึนไปไม่ได้เลย ในภาวะวิกฤติขณะนี้ฐานภาษีของประเทศชาติกําลังจะพังหมด และ การที่จะสรรหาแต่ละตัวมาเพิ่มภาษี ถ้าทางภาคปฏิบัติจริง ๆ ท่านจะยากอย่างยิ่งเลย ขายสมบัติชาติ แน่นอนคือขายหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ หรือขาย รัฐวิสาหกิจซึ่งแปรรูป ซึ่งก็ทําไม่ได้ ท่านมีอย่างเดียวคือท่านต้องกู้เงิน ต้องกู้ อะไรเกิดขึ้นท่านต้องกู้ แต่ก็เรียนว่าทั้งหมดนี้มันช้าไปประมาณ ๓ เดือน อย่างแรกก็ตาม ผมดูกรอบของท่านทั้งหมดนี้นะครับ ท่านก็พูดถึงว่าสําหรับธนาคารโลกที่จะ ขอความเห็นชอบจะมีการนําเสนอรัฐสภาในเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน วันนี้ ถ้าจบวันนี้ได้ท่านได้เวลาไปแล้ว ๑ เดือน คือจบในเดือนมีนาคม ไม่ต้องค้าง ในเดือนเมษายน กรอบต่อไปธนาคารโลกในเดือนพฤษภาคม ที่จะนําเสนอรัฐบาล เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ผมเชื่อว่าเร็วขึ้นได้อีก ๑ เดือน รวมทั้งของทางเจบิก (JBIC) ก็ตาม เพราะถ้าเปึนกรอบเดิมนี้ท่านกว่าจะได้ใช้เงินบาทแรกนะครับ สิ้นเดือน มิถุนายนไปแล้วมันจะไม่ทันกาลหรอกครับ กว่ากระทรวงการคลังจะได้เซ็นสัญญา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะฝากท่านก็คือว่ากรอบเวลาท่านต้องเลื่อนเร็วขึ้นอย่างน้อย ๑ เดือน เช่น วันนี้เข้ารัฐสภาตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิ้นเดือนเมษายน วันนี้เดือนมีนาคมจบแล้ว เดือนเมษายน ๑ เดือนท่านจะดําเนินการได้ กรอบที่จะกู้กับธนาคารโลกหรือจาก เอดีบี หรือจาก ไจก้า ก็ตามมันล้วนแล้วแต่เร่ง ๑ เดือน ท่านต้องทําให้เร็วกว่าเดิม
ประการที่จะต้องเสนอแนะต่อไปคือว่า ท่านคงไม่ต้องเจรจารอ เวิลด์ แบงก์ เสร็จ ถึงจะมาเริ่ม เอดีบี ถึงจะมาเริ่ม ไจก้า ท่านต้องหาทางที่ทําคู่ขนานครับ ทําอย่างไร คณะเจรจาทั้งเวิลด์ แบงก์ ทั้ง ไจก้า ทั้ง เอดีบี ไปพร้อมกันเลย เพราะอย่างน้อยที่สุด ผมเชื่อว่าท่านจะต้องได้เงินเข้ามาจากธนาคารโลก ไม่ใช่แค่นี้หรอกครับ มันยังต้องมี งานอื่นที่จะต้องกู้ และต่อไปนี้ท่านจะต้องถูกจุดกระแสเรื่องกู้เงินต่อต้านท่านตลอดเวลา แต่ท่านต้องมั่นคงในการที่จะต้องทําสิ่งที่ควรจะทํา การกู้เงินไม่ใช่ความผิดหรอกครับ ในภาวะอย่างนี้ประเทศไหนก็ต้องกู้ ใครเข้ามาก็ต้องกู้ แต่จะทําอย่างไรให้เงินเข้ามา ทันกาลและใช้เงินให้เปึนประโยชน์มากที่สุด ส่วนนี้ที่ผมจะฝากท่านคือท่านต้องเร่งเวลา ขึ้นมามากกว่าเดิม
ประการที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากท่านประธานไปที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็คือว่าในกรอบการเจรจานี้ ผมเชื่อว่าพันธะมีครับ พันธะที่จะผูกมัดผู้กู้ เช่นว่าจะต้องใช้วัสดุของเขา จะต้องใช้บริษัทก่อสร้างของเขา หรือความผูกพันจากบริษัทที่จะกู้จากประเทศญี่ปุ์นหลายเรื่อง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังโชคดีกว่าพวกผมเมื่อป้ ๒๕๔๐ ครับ พวกผมป้ ๒๕๔๐ เข้ามา ขณะที่มีพันธะ ไอเอ็มเอฟ ที่รัฐบาลก่อนนั้นในหนังสือแสดงเจตจํานง ฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ ที่ทําขึ้นมาแล้วพันคอแทบจะดิ้นไม่หลุดเลย พวกผมต้องพยายามปลอดภาระ ไอเอ็มเอฟ ในพันธะฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ จนประเทศชาติรอดตายในพันธะฉบับที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แต่ท่านประธานไม่มีในพันธะเหล่านี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังไม่มี สิ่งที่ผมจะเตือนท่านก็คือว่ากรอบการเจรจาในการกู้เงินทั้งหมด ต้องระวังกรอบพันธะที่จะผูกมัดเราในฐานะผู้ให้กู้จากทางญี่ปุ์นไม่ว่ากําหนดโดย ไจก้า ก็ตาม หรือจากการกําหนดโดย เอดีบี หรืออะไรต่าง ๆ ก็ตาม เกรงว่าจะมีข้อบังคับว่า เงินจํานวนนี้จะเปึนรถไฟ จะเปึนอะไรก็ตามสร้างแล้วจะต้องเปึนบริษัทญี่ปุ์นเข้ามา ประมูล จะต้องใช้วัสดุของเขา จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไรหลายอย่างที่เขาจะกํากับ ดูแล ตรงนี้ก็จะฝาก
เรื่องสุดท้ายที่คิดว่าจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็คือว่า ผมน้ําท่วมปากมา ๘ ป้เต็ม ๆ ก็คือเรื่อง ไอเอ็มเอฟ ในสภานี้พูดกันตลอดว่า พรรคประชาธิปัตย์เอาประเทศไทยเข้าไปกู้เงิน ไอเอ็มเอฟ ไปจํานอง ไอเอ็มเอฟ เมื่อก่อน ท่านไม่เห็นตัวเลข วันนี้ท่านเข้าไปแล้ว ไปหยิบสัญญา ไอเอ็มเอฟ เงินกู้มาดูสิครับ หนังสือแสดงเจตจํานงฉบับที่ ๑ ที่ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ฉบับที่ ๒ ที่ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน และฉบับที่ ๓ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ต่าง ๆ เหล่านั้นมีพันธะอะไรและใครทํา พันธะต่างๆ เหล่านี้ผมคิดว่าท่านต้องเอามาศึกษาว่าเราเกิดสิ่งเหล่านี้ถูกบังคับจาก ไอเอ็มเอฟ แล้ว วันนี้กรอบการเจรจาเราจะต้องไม่ถูกบังคับจาก เอดีบี จากเวิลด์ แบงก์ หรือจาก ไจก้า อีกเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้เปึนส่วนหนึ่งที่ท่านจะต้องระมัดระวัง อีกสิ่งหนึ่งที่ รัฐบาลนี้พูดกันในสภานี้กันมาหลายครั้งเหลือเกินแล้วละครับว่า มีท่านอดีต นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งชําระหนี้ ไอเอ็มเอฟ ก่อนกําหนด ปลดพันธะประเทศไทยจากหนี้ ไอเอ็มเอฟ สิ้นเชิง แต่ที่แท้แล้วจําได้อย่างแม่นยําว่ากลางป้ ๒๕๔๓ คุณธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ หยุดใช้เงินกู้ ไอเอ็มเอฟ ก่อนกําหนด ๑ ป้ และวันที่หยุดใช้เงินก่อน กําหนดดังกล่าวนี้ปลดพันธะ ไอเอ็มเอฟ ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง เลยสุดท้ายหนี้ ไอเอ็มเอฟ ก็จบก่อนกําหนด ๑ ป้ กลายเปึนสิ่งที่มีท่านผู้หนึ่งมาพูดกันอยู่ตลอดเวลา และก็คนอื่น ก็มาพูดเหล่านี้ซ้ํา ๆ กันในสภา จนผมขี้เกียจจะอธิบายแล้ว กระทรวงการคลังทําความ ชัดเจนหน่อยเถอะครับ เอาสัญญา ไอเอ็มเอฟ ทั้งหมดเป่ดเผยต่อสาธารณะว่า ภาวะเงินกู้ เปึนอย่างไร หนี้งวดสุดท้ายกลางป้ ๒๕๔๓ มันครบกําหนดจะต้องจ่ายเมื่อกลางป้ ๒๕๔๖ เพราะแต่ละงวดมัน ๓ ป้ ป้ ๒๕๔๖ เปึนเวลาที่หนี้ทั้งหมดจะต้องจบตามวาระมันอยู่แล้ว ชักธงชาติอะไรล่ะครับทั้งประเทศ แล้วก็ยังพูดซ้ํา ๆ กันอยู่ครับ ผมก็ไม่อยากที่จะต้อง อธิบาย กระทรวงการคลังต้องอธิบายแล้วต่อไปนี้ เพราะท่านรัฐมนตรีว่าการไปอยู่ที่นั่น และมันไม่ใช่หน้าที่ของผมแล้ว ผมอธิบายเรื่องนี้แทนท่านมา ๘ ป้แล้วเต็ม ๆ นะครับ ผมสรุปสุดท้ายคือท่านรัฐมนตรีครับ จากวันนี้ต่อไปท่านจะถูกจุดกระแสกล่าวหาเรื่อง กู้เงินและกล่าวหาว่าประชาธิปัตย์มาทุกครั้งก็กู้เงินทุกครั้ง ผมเรียนท่านว่าในวิกฤติต้มยํากุ้ง เงินกู้จาก ไอเอ็มเอฟ ทั้งหมดรัฐบาลได้ใช้เพียงแค่ ๘,๐๐๐ ล้านเหรียญนะครับ คูณด้วย ๔๐ บาท อย่างสูงที่สุดก็ ๓ แสนกว่าล้านบาท พวกผมมีต้นทุน ๓ แสนกว่าล้านบาทจริง ๆ จากเงินกู้ตรงนั้น กับใช้งบขาดดุลในป้ ๒๕๔๒ ป้ ๒๕๔๓ ๒ ป้ ป้ ๒๕๔๑ ไม่ขาดดุล อีก ๑ แสนกว่าล้านบาท พวกผมจริง ๆ แล้วมีดุลไม่ถึง ๕ แสนล้านบาท ในการที่จะกอบกู้ ประเทศไทยจากวิกฤติต้มยํากุ้ง วันนี้ท่านรัฐมนตรีมีมากกว่าในตรงนี้นะครับ แต่ที่มีไม่ใช่ เงินที่อยู่ในมือ ท่านต้องกู้เข้ามา กู้เข้ามาอย่างไรท่านจะใช้ให้สมประโยชน์ที่สุดนะครับ ให้สมประโยชน์ที่สุด วันนี้ปัญหาบ้านเมืองยิ่งใหญ่จริง ๆ ครับ และผมไม่อยากให้ท่านพูด อะไรไปล่วงหน้า เพราะท่านมาด้วยความฝันความตั้งใจ จินตนาการที่ดี ๆ ที่จะกู้ชาติให้ได้ แต่เมื่อท่านเข้าไปแล้ว สิ่งที่ท่านคิดเมื่อตอนสิ้นธันวาคมนี่ ตอนสิ้นมกราคมมันไม่ใช่อย่างนั้น มันร้ายแรงมันคิดไม่ถึง เมื่อสิ้นกุมภาพันธ์มันก็ยิ่งกว่านั้นอีก สิ้นมีนาคมท่านจะเจอว่า ไตรมาสแรกของป้ปฏิทินนี้เราจะเจอหลายอย่างที่ล้มเหลว และสุดท้ายท่านจะเจอ วิกฤติหนักในสิ้นมิถุนายนในสิ้นไตรมาสที่ ๒ ของป้ปฏิทิน อย่างไรก็ตามก็อยากที่จะเตือน ท่านว่าท่านเหนื่อยแน่ หนักแน่ กระทรวงการคลังไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน บางครั้ง เราทํางานถึงตี ๔ ตี ๕ กันทุกคืนนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ