กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์การเงินโลกที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเสนอแผนการกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีกรอบวงเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 70,000 ล้านบาท และมีระยะเวลาการกู้เงินเฉลี่ย 7-10 ปี และมีการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้กฎระเบียบของราชการไทย
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยได้กําหนดนโยบายที่จะเร่งการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศและให้ความสําคัญแก่ โครงการลงทุนที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน ยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะ การลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างระบบ ประกันสุขภาพที่มุ่งสู่การปัองกัน และส่งเสริมคุณภาพ การลงทุนพัฒนาระบบขนส่ง มวลชน และการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ํา และการชลประทานให้สามารถ เริ่มดําเนินการโครงการได้ในป้ ๒๕๕๒ โดยให้ความสําคัญแก่การมีส่วนร่วมของประชาชน การรักษาสิ่งแวดล้อม การดําเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้และการรักษาวินัย การคลังของประเทศ รวมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐบาลได้กําหนดนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น การขยายให้การ บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กระจายไปสู่ภูมิภาค การพัฒนาระบบคมนาคม ขนส่ง และโลจิสติกส์ (Logistics) รวมทั้งการเชื่อมโยงโครงข่าย การคมนาคมกับประเทศ เพื่อนบ้าน การพัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟฟัาขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล การพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ การพัฒนาโครงข่ายทางหลวง สายประธานสายหลัก และโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และการเพิ่มพื้นที่ ชลประทาน รวมทั้งการขยายระบบการกระจายน้ําในพื้นที่ชลประทานให้ใช้ประโยชน์ให้ เต็มศักยภาพ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ปัจจุบันปัญหาวิกฤตการณ์การเงินโลกทําให้ ประเทศต่าง ๆ ประสบกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินชะลอตัวและถดถอย โดยเฉพาะ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปึนต้นตอของปัญหาวิกฤติการเงินโลกในครั้งนี้ประสบกับ ปัญหาวิกฤตการณ์ของระบบสถาบันการเงินอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบให้ภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้หดตัวอย่างรุนแรง โดยในป้ ๒๕๕๑ สหรัฐอเมริกามีอัตราการ ขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ไตรมาสที่ ๔ ของป้ ๒๕๕๑ มีอัตราการขยายตัวที่ติดลบถึงร้อยละ ๓.๘ การหดตัวของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปึนประเทศที่มีขนาดของระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกสินค้า และบริการของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ไปยังตลาดดังกล่าวรวมถึงประเทศในกลุ่มยุโรป ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โลกที่เกิดขึ้นเช่นกัน สําหรับประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินโลก ที่กล่าวเช่นกัน โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ในป้ ๒๕๕๑ ขยายตัวได้เพียง ร้อยละ ๒.๖ ต่อป้ เนื่องจากเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายมีการหดตัวอย่างรุนแรงถึง ร้อยละ ๔.๓ ซึ่งถือเปึนการขยายตัวที่ติดลบเปึนครั้งแรกในรอบ ๑๐ ป้ โดยเฉพาะ ภาคส่งออก ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในช่วง ๒-๓ ป้ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลง จึงทําให้ปริมาณการส่งออกสินค้า และ บริการในช่วงครึ่งป้หลังของป้ ๒๕๕๑ ลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงขั้นขยายตัวในอัตราติดลบ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ เปึนต้นมา และในเดือนมกราคม ๒๕๕๒ ขยายตัวติดลบ ถึงร้อยละ ๒๖ ซึ่งนับเปึนอัตราการขยายตัวต่ําที่สุด ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๑ ส่งผลให้การใช้จ่าย เพื่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนลดลงตามไปด้วย ซึ่งส่งผลต่อสภาวะการจ้างงาน ภายในประเทศและอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคมตามมาในอนาคต ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ในป้ ๒๕๕๒ คาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลก จะขยายตัวต่ํากว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ โดยจะขยายตัวประมาณร้อยละ ๐.๕ ถึง ๐.๙ ดังนั้น จึงคาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในป้ ๒๕๕๒ มีความเสี่ยงที่จะหดตัวอย่างชัดเจน ในช่วงครึ่งป้แรก ซึ่งอาจจะทําให้ขยายตัวติดลบโดยเฉลี่ยทั้งป้ เนื่องจากปัญหาการ ถดถอยของภาคการส่งออก การลดลงของจํานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ การลดลงของ ราคาสินค้าเกษตร การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยมีแนวโน้มว่าจํานวนคน ว่างงานจะเพิ่มขึ้นจาก ๕ แสนคนในปัจจุบันเปึนกว่า ๑ ล้านคนและจะส่งผลให้เกิดปัญหา ความยากจน ปัญหาสังคมและปัญหาอาชญากรรมเพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อแก้ไขและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินโลกที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ ไทย รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๒ ได้กําหนดนโยบาย และมาตรการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีมาตรการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่ม มาตรการด้านการคลังเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในสาขาที่ ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินโลกที่สําคัญ ๕ ด้าน ได้แก่
๑. การจัดทํางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมป้ ๒๕๕๒
๒. มาตรการภาษีเพื่อลดภาระของประชาชนและธุรกิจ
๓. การสนับสนุนสินเชื่อผ่านระบบสถาบันการเงินของรัฐ
๔. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และ
๕. การเร่งรัดและผลักดันโครงการลงทุนภาครัฐ
ท่านประธานที่เคารพ แหล่งเงินทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจําป้ ๒๕๕๒ ยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนโครงการลงทุนภาครัฐตามนโยบาย ของรัฐบาล นอกจากนี้โครงการลงทุนภาครัฐภายใต้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจําป้ ๒๕๕๒ มีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย ไม่เพียงพอต่อการเพิ่มการจ้างงานให้แก่ ระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลจําเปึนต้องจัดหาเงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสํารองไว้ใช้สนับสนุน การดําเนินงานของรัฐบาล นอกเหนือจากกรอบการใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายเพื่อให้ ดําเนินการให้ดําเนินนโยบายฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลเปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยเร็ว โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ให้ความเห็นชอบในหลักการการกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากสถาบันการเงินและองค์การระหว่างประเทศตามที่ กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อสนับสนุนนโยบายการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะ ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ และสังคมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ การกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจาก องค์การระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ๓ แหล่ง คือ ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์น เปึนการกู้เงิน จากองค์การระหว่างประเทศซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ได้กําหนดว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอก อาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเปึนไปตาม หนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ดังนั้นเพื่อความรอบคอบ ในการดําเนินงาน รัฐบาลจึงเห็นควรเสนอกรอบการเจรจากู้เงิน ร่างสัญญาเงินกู้และ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคลังในนามรัฐบาลไทยจะดําเนินการเจรจาและลงนาม กับแหล่งเงินกู้ทั้ง ๓ แหล่งดังกล่าว เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาโดยมีประเด็น ในการเจรจากู้เงินดังนี้
๑. วัตถุประสงค์การกู้เงิน
กําหนดกรอบวัตถุประสงค์ในการกู้เงิน ตามนัยมาตรา ๒๒ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเปึนการกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยให้กระทําได้เมื่อ มีความจําเปึนต้องใช้จ่ายเงินนอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจําป้ และต้องใช้เปึน เงินตราต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนภาครัฐที่สนับสนุนการเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หรือเปึนการกู้เงิน เมื่อมีความจําเปึนต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ โดยการสนับสนุนมาตรการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล
๒. กรอบวงเงินกู้
กําหนดกรอบวงเงินกู้ที่จะขอกู้เงินประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยจะขอกู้จากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์น
๓. กรอบต้นทุนระยะเวลาในการกู้เงิน
กําหนดกรอบในการกู้เงินโดยจัดเจรจาให้ได้ต้นทุนเงินกู้ในระดับที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะตลาด และมีระยะเวลาการกู้เงินที่สอดคล้องกับ ความสามารถในการชําระหนี้ของรัฐบาลในอนาคต โดยมีระยะเงินกู้เฉลี่ยประมาณ ๗-๑๐ ป้ นอกจากนี้ ในการพิจารณาต้นทุนการกู้เงินจะใช้ต้นทุนที่ได้ทําการแปลงหนี้ ต่างประเทศเปึนเงินบาท แล้วเปรียบเทียบกับต้นทุนการกู้เงินในประเทศของรัฐบาลด้วย
๔. กรอบในการจัดซื้อจัดจ้าง
จะดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้กฎระเบียบของราชการไทยเปึนหลัก ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดําเนินโครงการและสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกู้ เพื่อสนับสนุนมาตรการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลได้ อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี เพื่อให้การดําเนินโครงการต่าง ๆ มีความโปร่งใสและ สามารถตรวจสอบได้ เห็นควรพิจารณาให้แหล่งเงินกู้ทั้ง ๓ แหล่งเข้ามามีส่วนร่วมในการ ตรวจสอบการดําเนินโครงการภายหลังการจัดซื้อจัดจ้างได้ในลักษณะโพสท์ ออดิท (Post Audit)
๕. กรอบระยะเวลาในการเบิกจ่ายเงินกู้
กําหนดกรอบและระยะเวลาในการเบิกจ่ายเงินกู้ให้สอดคล้องกับ การดําเนินโครงการของรัฐบาล ซึ่งมีกรอบระยะเวลาในการดําเนินงานประมาณ ๓ ป้ โดยจะเจรจาให้ได้เงื่อนไขที่มีประโยชน์ต่อรัฐบาลไทย
๖. กรอบในการกํากับติดตามและการตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน
กําหนดกรอบในการกํากับติดตามและการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินโดยให้ มีการตรวจสอบและกํากับติดตามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแหล่งเงินกู้ ทั้ง ๓ แหล่ง และให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและ การใช้จ่ายเงินของทุกโครงการ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ สําหรับการกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เปึนการกู้เงินต่างประเทศจากแหล่งเงินกู้ทางการ ซึ่งมีต้นทุน และเงื่อนไขการกู้เงินที่ดีกว่าการกู้เงินจากตลาดการเงินระหว่างประเทศ และจะเปึน แหล่งเงินทุนสํารองไว้เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่สําคัญในการเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดังนั้นจึงขอความเห็นชอบกรอบการเจรจากู้เงิน เพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้รัฐบาลสามารถดําเนินการเจรจาและ กู้เงินต่างประเทศจากแหล่งเงินกู้ทางการต่อไป รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภา อันเปึนองค์กรที่มีอํานาจหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินว่าจะดําเนินการเจรจา กู้เงินกับแหล่งเงินกู้ทั้งสาม โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเปึนที่ตั้ง อย่างแท้จริงต่อไป ขอบคุณครับ