ประเกียรติ นาสิมมา อภิปรายเรื่องรัฐสภา โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน และหารือเกี่ยวกับความเป็นมาของอาเซียน พร้อมเรียกร้องการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และตรวจสอบสถานะของโรฮิงญาที่เข้ามาในประเทศ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สัดส่วน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะขอกราบเรียนอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องที่นําเสนอต่อรัฐสภา ขอแบ่งออกเปึน ๓ ขั้นตอนนะครับ
ช่วงแรก ผมอยากจะขอกราบเรียนอภิปรายถึงเรื่องความเปึนมาของ อาเซียนสักเล็กน้อยและหลังจากนั้นกระผมก็จะขอแวะไปที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ถึงจะเข้ามาเนื้อหาของกรอบความตกลงต่าง ๆ ที่ได้เสนอมา ตั้งแต่ข้อ ๘ จนถึงข้อ ๒๐ แต่อาจจะไม่ลงรายละเอียดไปถึงทุกเรื่อง เพราะว่าค่อนข้างจะ เยอะนะครับ ความเปึนมาของอาเซียน หลายท่านก็คงจะทราบดีว่ามีประวัติความเปึนมา ที่ค่อนข้างจะขลุกขลักลําบาก ซึ่งตั้งแต่ป้ ๒๕๕๔ เปึนต้นมาที่อาเซียนพยายามที่จะก่อตัว ขึ้นมา เนื่องจากสมัยก่อนนั้นประเทศอย่างประเทศไทยหรือประเทศในภูมิภาคนี้จะได้รับ การถูกคุกคามโดยภัยคอมมิวนิสต์ จึงพยายามที่จะก่อตัวกันขึ้นมาเพื่อที่จะปกปัองอาณาเขต ของตัวเอง แต่รูปแบบของการก่อตัวกันขึ้นมานั้นจะยังอยู่ในลักษณะของชาตินิยม ซึ่งมัน จะขัดขวางกับเรื่องอุดมการณ์ของอาเซียนเล็กน้อย คืออาเซียนต้องเปึนภูมิภาคนิยม ทีนี้ ความทะเยอทะยานของกลุ่มอาเซียนของเราเพื่อที่จะเปึนภาคนิยมอย่างแท้จริงจึงถูก ขัดขวางกันอยู่ตลอด แต่อย่างไรก็ตามมาถึงวันนี้ก็นับว่าเปึนโชคดีของอาเซียน ซึ่งเราได้ บรรลุถึงกฎบัตรอาเซียน ซึ่งกฎบัตรอาเซียนได้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม ป้ ค.ศ. ๒๐๐๗ ก็นับว่าอาเซียนอยู่ในระบบกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มตัว จนวันนี้ที่เราจะต้องมา พูดคุยกันในเรื่องกรอบในการเจรจาทั้งหลายนี้ มันเปึนเรื่องที่จะต้องทําตามตัวบท กฎหมายทุกประการแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องค่อยเปึนค่อยไปเหมือนอย่างแต่ก่อน แนวคิดของอาเซียนอยู่ในกรอบกว้าง ๆ เหมือนกัน แต่ว่าก็ยังมีความหนักแน่นและมั่นคง สิ่งแรกทีเดียวก็คือเพื่อรักษาขนมธรรมเนียมประเพณีของแต่ละประเทศของอาเซียน อันที่ ๒ ก็คือต้องการบูรณาการในทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนอันที่ ๓ ก็คือเพื่อ ความปลอดภัยนะครับ นี่ก็คือที่มาคร่าว ๆ ของอาเซียนจนถึงวันนี้ ผ่านทั้งระบอบประชาธิปไตยที่เต็มใบ ทั้งการปฏิวัติและก็มายุคนี้ ได้มีความเปึนห่วงว่า การที่เราจะลงไปสู่พื้นที่ของการตกลงต่าง ๆ ในนานาประเทศนั้น กลัวว่าประเทศชาติ ประชาชนจะเสียประโยชน์ จะไม่ได้รับความเปึนธรรม เพราะฉะนั้นเราจึงมีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ขึ้นมานะครับ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้มันมีความแปลก แต่ถ้าหากว่า ไม่ทําความเข้าใจให้ละเอียดอาจจะปฏิบัติไม่ถูกต้องก็ได้ ณ วันนี้ที่ได้นําเรื่องทั้งหลาย เข้ามาสู่รัฐสภาครั้งนี้ ผมก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน เหมือนอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูด เมื่อเช้านี้ว่า ก็ยังไม่แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี่เราจะปฏิบัติกันได้ถูกต้องแค่ไหน หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ส่วนวรรคแรกก็เปึนเรื่องปกตินะครับ วรรคสองนี่มี ๒ เรื่องที่จะต้องเข้าสภา เข้าหารือหรือเข้าได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เรื่องแรกก็คือเรื่องการไปเจรจาและการลงนามในสัญญานะครับ อันนี้จะต้องเสนอรัฐสภา เมื่อเจรจาลงนามในสัญญาเสร็จแล้ว สัญญานั้นจะออกมาใช้จะต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากําลังพูดกันวันนี้ไม่ทราบว่าอยู่ในขั้นตอนใด ของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีท่านอภิสิทธิ์ท่านก็ได้บอกว่าก็ยังไม่แน่ใจ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้จริง ๆ แล้วเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็บอกว่า เรื่องนี้เปึนเรื่อง ใหม่ สมควรที่จะนําไปหารือ ไปศึกษาในรายละเอียดให้ถ่องแท้โดยตั้งคณะกรรมาธิการ ร่วมของรัฐสภาขึ้น ซึ่งก็ได้มีการตั้งไปแล้ว แต่ท่านประธานก็บอกว่า ในเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้ ตั้งจะไม่ได้ครอบคลุมถึง ผมก็เปึนห่วงเหมือนกัน เปึนห่วงว่าเราจะทํางานครั้งนี้ได้ผลตาม วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ถ้าหากว่าท่านประธานจะกรุณา ก็อาจจะพิจารณาดูว่าในเรื่องที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่ข้อ ๘ จนถึงข้อ ๒๐ นี่สมควรหรือไม่ จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมากลั่นกรองเพื่อให้สิ่งต่าง ๆ ที่บรรจุเข้ามานี้ได้รับการทบทวน เพราะสมาชิกหลายท่านได้มาบ่นกับผมเหมือนกันว่า ไม่แน่ใจว่าเรื่องทั้ง ๒๐ เรื่องที่ส่งมา วันนี้อยู่ในขั้นตอนไหนในรัฐธรรมนูญ อยู่ในขั้นตอนกรอบเพื่อไปเจรจาหรืออยู่ในขั้นตอน ในการลงสัญญา หรืออยู่ในขั้นตอนที่จะต้องบังคับใช้สัญญา ไม่แน่ใจ ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าหากว่ารัฐบาลอยากจะชี้แจงว่า ใน ๒๐ รายการนี้ แต่ละรายการอยู่ ในขั้นตอนใดก็จะเปึนประโยชน์ในการพิจารณาเปึนอย่างยิ่งนะครับ ทีนี้ในการเจรจา นะครับ เมื่อเรื่องรัฐธรรมนูญเรื่องกฎหมายของเราได้เปึนห่วงเปึนใยในการที่จะไปตกลง กับนานาประเทศได้ทําความเข้าใจพอสมควรอย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ผมจึงอยากจะ กราบเรียนต่อไปในเรื่องที่เราจะไปเจรจา ผมได้ยินจากทางภาครัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้พูดเสมอว่าเราคือผู้นําของอาเซียน ที่จริงการจะเปึนผู้นํา ของอาเซียนไม่ใช่วันนี้พูดแล้วได้เปึน ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าที่ประเทศไทยจะได้เปึน ประธานอาเซียน เพราะฉะนั้นการพูดวันนี้มันไม่ได้เกิดวันนี้ แต่มันเกิดมานานแล้ว กว่าจะได้เปึน เพราะฉะนั้นอันนี้เราเปึนวันนี้เราภาคภูมิใจ แต่เราจะทํางานได้หรือไม่ สมศักดิ์ศรีของเรา หรือไม่ เพื่อนสมาชิกได้พูดหลายคน แต่ผมอยากจะกราบเรียนสั้น ๆ สักนิดหนึ่งตรงนี้ว่า ต่างประเทศนี่เขากําลังมองมายังประเทศไทยว่า รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์นี้เปึนรัฐบาลอยู่ใน กรอบของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่ เพราะการได้มา พอพูดถึงว่าได้มาโดย ไม่ชอบก็มีการคัดค้านกันอย่างมโหฬารเมื่อวานนี้ นั่นคือประเด็นที่ ๑ นอกจากนี้ ต่างประเทศยังมองว่าประเทศไทยนี่ไม่ได้เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ได้ปฏิบัติต่อคนทั้งโลกนี่ อย่างเท่าเทียมกัน แถมยังบอกว่าประเทศไทยนี่เปึนศูนย์กลางการค้ามนุษย์ ไม่ใช่ผมพูด เองนะครับ อันที่ ๑ คือศูนย์กลางการค้ามนุษย์ อันที่ ๒ คือทางผ่านไปยังประเทศอื่น อันที่ ๓ ก็คือเปึนผู้จัดหา สิ่งเหล่านี้มันมีพยานหลักฐานฟัองชัดเจน ไม่ว่าจะเปึนโรฮิงญา อันนี้ที่จริงนี่มีการปกป่ดมานานแล้ว ไม่ใช่เรื่องมันจะเพิ่งเกิด ทหารเปึนผู้ได้รับมอบหมาย กองทัพนี่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ทํางานในเรื่องโรฮิงญาอย่างเด็ดขาด เพื่อที่จะ ผลักดันออกไปยังนอกประเทศ แต่บังเอิญเคราะห์ร้ายของประเทศไทย แต่เปึนผลดีของ โรฮิงญาที่สายตาของโลกและคนทั้งโลกกําลังจ้องมามองว่าขณะนี้พฤติกรรมที่เกิดขึ้นไทย ควรจะต้องถูกชาวโลกเขามองอย่างไร แต่ไม่ใช่ไม่มีข้อที่จะแก้ไขนะครับ ส่วนการแก้ไข เดี๋ยวผมจะกราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง แต่ขณะนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่ ประชาคมชาวโลกว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมไม่อยากจะ บอกนะหลายคนก็พูดว่าเปึนรัฐบาลนอมินี (Nominee) นอมินีใครละ และเด็ดขาด จริง ๆ แล้วเขาบอกว่านอมินีเผด็จการ แต่ผมไม่เชื่อหรอกครับ ผมไม่เชื่อว่ามันจะเปึนอย่างนั้น ผมยังเชื่อในความสามารถของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อยู่และเชื่อในรัฐมนตรีหลาย ท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นี่ ท่านอุตส่าห์นั่งฟังอยู่ตลอดเวลาที่เราพูดกัน ๒ วันนี้ แต่ขณะนี้ท่านออกไปห้องน้ํานิดหนึ่ง เดี๋ยวคงเข้ามาท่านบอก แล้วผมก็ขอขอบคุณที่ท่านได้นั่งฟัง และท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็นั่งฟังอยู่ตลอด ผมอยากจะกราบเรียนอีกอย่างหนึ่งว่า การ เจรจากับต่างประเทศนี่ ขณะนี้อาเซียนบวกประเทศต่าง ๆ เราบอกว่าอาเซียน+๓ ต่อไป มันจะเปึนอาเซียน+๕ อาเซียน+๓ ก็จะได้แก่ประเทศจีน เกาหลี อินเดียที่เราจะต้องบวก เข้าไปแล้วไปเจรจา ต่อไปก็คงจะเปึนอาเซียนบวก เดี๋ยวผมมีตัวหนังสืออยู่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์แล้วก็ยังมีประเทศบวก ๓ ได้แก่ ญี่ปุ์น จีน เกาหลีใต้ ส่วนอีก ๓ นั้นก็เปึน ๖ ก็ จะเปึนอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไม่ใช่ว่ามันจะจบง่าย ๆ แต่อย่างไรก็ตามผม ขอฝากว่าขอให้ประเทศไทยของเรานี่ พิจารณาให้ถ่องแท้ว่ากฎหมายของแต่ละประเทศที่ เรากําลังจะเข้าไปเจรจานี่มันมีข้อจํากัดอย่างไรบ้าง อย่างประเทศไทยของเรานี่เรามี ข้อกฎหมาย เรามีกฎหมายประกอบการค้าคนต่างด้าว การที่ยอมทําสนธิสัญญากับเกาหลีให้มาปลูกพืชคลุมดินมันขัดหรือเปล่า เราจําเปึน ที่จะต้องแก้พระราชบัญญัติการค้าคนต่างด้าว โดยเฉพาะบัญชี ก หรือไม่ นอกจากนี้ นะครับ ยังมีเรื่องของที่เราพูดกับออสเตรเลียอยู่ขณะนี้ ข้อพิพาทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง อาเซียนกับออสเตรเลีย เขาบอกว่าเขาขอเสนอว่าให้อาร์บิเทรชัน (Arbitration) ให้ อนุญาโตตุลาการเปึนคนพิจารณาข้อพิพาท เปึนคนตัดสินข้อพิพาท แล้วคําตัดสิน ข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการถือว่าเด็ดขาด อย่างนี้นี่ครับ ขอประทานโทษครับ ผมขอ อีกสักหนึ่งนาทีครับ มันทําให้เราเสียสิทธินอกดินแดนเกี่ยวกับเรื่องศาลหรือเปล่า อันนี้ ต้องไปดู ขอให้คณะเจรจานี่ฝากให้ไปดู ส่วนที่ประเทศอื่นกําลังมองประเทศไทยว่า ไม่สมควรที่จะเปึนผู้นําอาเซียน ทางแก้มี ผมคิดว่าประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เราไม่เคารพ สิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อคนต่างด้าวที่มีคุณภาพชีวิตที่ต่ํากว่าอย่างไม่เปึนธรรม ข้อหา ใด ๆ ก็ตามที่เขากล่าวขึ้น เราควรจะขอให้องค์กรพิเศษที่สอบสวนเรื่องเข้ามาสอบสวน ข้อเท็จจริงเสีย ซึ่งเปึนองค์กรอิสระ ไม่เกี่ยวพันกับรัฐบาล ไม่เกี่ยวพันกับประเทศอื่น ภาษาอังกฤษเขามีชื่อตัวย่อเปึนซีโอไอ (COI) นะครับ ตรงนี้มาตรวจสอบเสีย พอตรวจสอบแล้วก็เสนอรายงาน เพื่อให้นานาชาติเขาได้เห็นว่า สิ่งที่เขากังขา สิ่งที่เขา เปึนห่วงว่ารัฐบาลไทยไม่ได้เคารพสิทธิมนุษยชนจะได้ถูกโต้แย้งจะได้ถูกตอบกับ นานาชาติเสีย
และอีกประการหนึ่ง ที่โรฮิงญาเข้ามาในประเทศและในที่สุดทหารก็ ผลักดันออกไป ทางยูเอ็นเอชซีอาร์ (UNHCR) ได้ขอร้องไว้ว่าก่อนที่จะผลักดันออกไปนอก ประเทศนี่เขาขอสัมภาษณ์โรฮิงญาเหล่านั้นได้ไหม ก็มีข่าวต่อไปอีกว่าโรฮิงญาเหล่านี้ ประเทศไทยนี้อ้างว่าเปึนผู้ที่สมาชิกก่อการร้ายในทางภาคใต้ เขาก็อยากจะตรวจสอบว่า มันจริงหรือไม่จริง แต่เราไม่ได้ทําอย่างนั้นครับ เมื่อเข้ามาเราไม่ยอมให้เขาสอบถามเลย ก่อนที่จะผลักดันออกไป ขออีกนิดหนึ่งครับ