รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒

จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องการอนุมัติกรอบเจรจา 30 ฉบับระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเจรจาต่อรองในฐานะประเทศที่เท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และเรียกร้องการสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้าขายที่กำลังเกิดขึ้นในโลก

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ที่เรากําลังพิจารณา กรอบของอาเซียนทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เพราะว่าเปึนเรื่องที่เสนอมาตั้งแต่ รัฐบาลชุดที่แล้วนะครับ พวกกระผมนั้นอยู่ในวิปฝ์ายค้านก็ได้มีโอกาสได้รับการชี้แจง คําบรรยายจากส่วนราชการต่าง ๆ แต่บังเอิญว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง วันนี้ร่าง อันนี้ก็เลยเข้าสภาเข้ามา แต่ว่าผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ร่างที่เข้ามาวันนี้อยู่ ในภาวะการกดดันของเศรษฐกิจของโลกซึ่งกําลังมีปัญหา แล้วก็วันนี้โอกาสทางการค้า ของประเทศไทยนั้นก็แคบลงเหมือนกับประเทศต่าง ๆ ฉะนั้นผมจึงขอสนับสนุนให้มี การอนุมัติกรอบเจรจาข้อตกลง ๓๐ กว่าฉบับนี้ จากสมาชิกรัฐสภาโดยทั่วไป โดยกระผม ขอให้เหตุผลดังนี้ครับท่านประธานครับ

เหตุผลแรกก็คือว่า หลายท่านมีความกังวลว่ามีการอนุมัติกรอบเจรจา อาเซียนมาบ้างหรือเปล่านะครับ กราบเรียนท่านประธานว่ามีแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ แล้วก็วันนี้มาขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ในข้อตกลงต่าง ๆ ที่เรามาขอในกรอบอาเซียน นั้น ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการเจรจาเขตการค้าเสรี ซึ่งเราทํามาแล้วนะครับ ระหว่าง ไทย-นิวซีแลนด์ แล้วก็ไทย-ออสเตรเลีย สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ แล้วก็ ไทย-ญี่ปุ์น สมัยรัฐบาลท่านพลเอก สุรยุทธ์ หรือแม้กระทั่งกรอบข้อตกลง เออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ (Early Harvest) ระหว่างไทย-อินเดีย ก็ทํามาตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๔๗ ฉะนั้นวันนี้ ถ้าเราคิดว่าเราจะไปขอดูรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุมนั้น ผมขอ กราบเรียนท่านประธานว่า คงจะไปปรับปรุงในรายละเอียดอะไรไม่ได้มาก สาเหตุ เนื่องจากว่าข้อตกลงทางการค้า เขตเสรีทางการค้า ระหว่างไทย-ออสเตรเลียก็ตาม ไทย-นิวซีแลนด์ก็ตาม ไทย-ญี่ปุ์นก็ตาม ไทย-อินเดียก็ตามนั้นนี่ ได้มีการบังคับใช้มาแล้ว แล้วก็ต้องบอกว่าประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงตรงนั้น ฉะนั้นการที่ เราจะไปขอเจรจาเพิ่มเติม หรือว่าขอเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดนั้น ทําให้ประเทศคู่ค้า เขามีความระมัดระวังว่าเขาจะต้องไม่เสียเปรียบประเทศไทยเพิ่มเติม ผมยกตัวอย่าง ให้ฟัง อย่างเช่น การค้าระหว่างไทยกับอินเดีย ท่านประธานครับ มีข้อตกลงทางการค้า ระหว่างไทย-อินเดีย ซึ่งเอามาดูว่ามีการเจรจาอยู่ ๘๔ รายการ ซึ่งใน ๘๔ รายการนั้น เดิมทีก่อนที่มีการตกลงนี้ ประเทศไทยนั้นเสียดุลการค้ากับประเทศอินเดียมา แต่หลังจาก ที่มีการใช้ตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้ว ทําให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย ฉะนั้นการที่เราจะไปขอรื้อฟุ๋นเขาอีก ผมเชื่อว่าคงจะเปึนการยาก แล้วก็อินเดียคงจะต้อง ระมัดระวังในการเจรจารอบใหม่กับประเทศไทยเพื่อไม่ให้เสียเปรียบไปมากกว่านั้น นอกจากนั้นแล้วผมเชื่อว่าผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากข้อตกลงทางการค้า ทั้งหลาย ส่วนใหญ่แล้วในระดับทวิภาคีนั้นเราจะได้ประโยชน์มากกว่าในกรอบของ อาเซียน ฉะนั้นผมไม่เห็นเหตุผลที่ว่าถ้าเราจะไปตกลงทบทวนในกรอบของอาเซียนแล้ว เราจะได้ประโยชน์มากกว่า ผมยังมองไม่เห็นตรงนี้ ฉะนั้นถ้าเผื่อประเทศไทยนั้นมีการ เร่งรัดให้มีการทํางานแสวงหาโอกาสทางการค้าเพิ่มมากขึ้น เราก็จะขยายส่งออกไปยัง ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น การจ้างงานก็จะมากขึ้น โอกาสคนตกงานก็จะน้อยลง สิ่งที่ อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ในส่วนของการค้าทั่วโลกขณะนี้กําลังมีปัญหา ครับท่านประธานครับ ที่มีปัญหาเพราะว่าขณะนี้เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก ไม่ว่า จะเปึนสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ์น จีน ซึ่งเปึนเศรษฐกิจใหญ่ยักษ์ใหญ่สุดของโลก ๓ ประเทศ รวมไปถึงกลุ่มประชาคมยุโรป รวมไปถึงประเทศเกาหลี ซึ่งมีข้อตกลงกับประเทศเกาหลี ด้วยนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานได้ว่าวันนี้ทุกประเทศเขามีปัญหา สถาบันการเงิน เขาล้ม กําลังซื้อเขาลดลง คนตกงานเพิ่มมากขึ้น ปริมาณการค้าระหว่างประเทศลดลง ฉะนั้นวันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานได้ว่าถ้าเราไม่รีบฉวยโอกาสแต่เนิ่น ๆ ที่จะไป ฉกฉวยผลประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้นตามข้อตกลงแล้ว ประเทศไทยนั้นจะตกรถไฟ ถามว่า เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเผื่อท่านประธานดูว่าเศรษฐกิจที่เรามีฟองสบู่มันมีมานานกว่า ๗ ป้ครับ ในรอบขาขึ้นนานกว่า ๗ ป้ แล้วเศรษฐกิจของโลกที่มันพีค (Peak) ที่สุด คือจุดสูงสุด คือป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉะนั้นที่ผ่านมาทั้งในเชิงของสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้า การเกษตรทุกประเทศเร่งผลิตขาย เพราะเชื่อว่ากําลังซื้อของโลกนั้นจะทะยานไปอีก แต่ปรากฏว่าเมื่อป้ที่แล้ว ๒๕๕๑ นั้น เหตุการณ์กลับตาลปัตรพลิกจากหน้ามือเปึนหลังมือ คนที่เคยผลิตสินค้าเกษตรเอาไว้ สินค้าอุตสาหกรรมเอาไว้ ขณะนี้สต็อก (Stock) คงค้าง ทั่วโลกมีมหาศาล เมื่อสต็อกคงค้างทั่วโลกมีมหาศาล ก็หมายความว่าวันนี้ทุกประเทศ จะพลิกตําราการค้าขาย จะต้องพยายามระบายสินค้าเกษตร ระบายสินค้าอุตสาหกรรม โดยไม่คํานึงถึงข้อตกลงทางการค้าหรือมารยาททางการค้าเปึนอันขาด แล้วก็จะมีการขาย ตัดราคากันอย่างรุนแรง แล้วก็ผมเชื่อว่าประเทศไทยก็จะเปึนประเทศหนึ่งที่มีผลกระทบ ตรงนั้น ฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้ถ้าเผื่อเราไม่เร่งรีบที่จะให้ส่วนราชการก็ตาม รัฐบาลก็ตามไป รีบฉกฉวยโอกาสทางการค้าระหว่างนี้ ผมเชื่อว่าเรานั้นจะเสียโอกาสทองไปในที่สุด ผมให้ท่านประธานดูตัวเลขเศรษฐกิจได้ครับว่า เศรษฐกิจสหรัฐ เศรษฐกิจของจีน เศรษฐกิจของญี่ปุ์น เศรษฐกิจของประชาคมยุโรป ปริมาณทางการค้า ส่งออกนําเข้านั้น ลดลง ขณะนี้เห็นตัวเลขแล้วเพียงจุดเริ่มต้นร้อยละ ๒๐ ครับ ลดลงมากกว่าร้อยละ ๒๐ อย่างประเทศเกาลีนั้นนําเข้าลดลงมากกว่าร้อยละ ๔๗ ประเทศไทยนั้นส่งออกขณะนี้ ก็ทราบแล้วว่าตัวเลขการส่งออกนั้นลดลงมากกว่าร้อยละ ๑๘ ฉะนั้นผมคิดว่ากรอบ การตกลงทางการค้าการลงทุนต่าง ๆ ของอาเซียนนั้นจะเปึนประโยชน์และเปึนช่องทาง ใหม่ที่รัฐบาลแล้วก็ส่วนราชการต่าง ๆ นั้นจะนําไปใช้โดยเร็วที่สุด ฉะนั้นผมจึงขอสนับสนุน ในประเด็นนี้ว่าขอให้สมาชิกรัฐสภานั้นได้ให้โอกาสคนไทย ให้โอกาสประเทศไทยได้ไป ช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้า ท่านอาจจะมองว่าเดือนสองเดือนนั้นไม่ใช่ แต่ผมบอก ได้เลยว่าบางครั้งทางการค้าโอกาสทองมีแค่หนเดียว พลาดไปแล้วก็พลาดไปเลยตลอด ทั้งป้ ผมจึงวิงวอนท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายว่าได้กรุณาเห็นใจประเทศไทย เห็นใจ คนยากคนจนที่ทํางานด้านการเกษตร หรือผลิตสินค้ามาขายในด้านอุตสาหกรรมนั้นได้ สามารถระบายสินค้าของประเทศไทยช่วงชิงโอกาสทองตอนนี้ที่มีเหลืออยู่น้อยนิดนี้ จึงขอให้ทุกท่านนั้นช่วยกรุณาผ่านร่างทั้งหมดให้กับประเทศไทยด้วยครับ ขอกราบ ขอบพระคุณมากครับ