รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒

ชัย ชิดชอบ หารือเรื่องการลดภาษีน้ำตาลในอินโดนีเซีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าน้ำตาลระหว่างไทยและอินโดนีเซีย และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหานี้

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณวันชัย แสงสุขเอี่ยม ส.ว. ครับ เชิญ โดยในการประชุมผู้นําอาเซียน ครั้งที่ ๔ ที่ประเทศสิงคโปร์ ๖ ประเทศสมาชิกขณะนั้น มีมติเห็นชอบกับข้อเสนอของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน นะครับ โดยให้มี การจัดตั้งอาฟตาขึ้น โดยใช้ข้อตกลงว่าด้วยอัตราศุลกากรพิเศษที่เท่า ๆ กัน หรือเรียกย่อ ว่า เซพท นะครับ เปึนกลไกในการดําเนินการครับ โดยมีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งอาฟตา ที่สําคัญก็คือเพื่อให้การขายสินค้าภายในอาเซียนเปึนไปโดยเสรี มีอัตราภาษีต่ํา และ ปราศจากข้อจํากัดทางการค้า ๒. เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในกลุ่มประเทศ อาเซียน ๓. และเพื่อให้มีอํานาจต่อรองและเปึนเวทีแสดงความคิดเห็นหากได้รับ ความกดดันหรือถูกเอาเปรียบจากการค้าจากประเทศอื่น ๆ ครับ ท่านประธานครับ กลไก การดําเนินการลดภาษีของอาฟตาที่เรียกว่า เซพท นี่นะครับ กําหนดให้ประเทศสมาชิกให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรแก่กันในลักษณะต่างตอบแทนครับ คือการที่จะได้ สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งของประเทศอื่น ประเทศนั้น ๆ จะต้องประกาศลดภาษีสําหรับสินค้าชนิดเดียวกันด้วย แล้วก็ประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้ง ๖ ประเทศในขณะนั้นมีพันธกิจที่สําคัญ คือจะต้องทยอยลดภาษีสินค้าเกษตรและ อุตสาหกรรมตั้งแต่ป้ ค.ศ. ๑๙๙๓ ให้เปึนร้อยละ ๐ ในป้ ค.ศ. ๒๐๑๐ โดยแบ่งกลุ่ม สินค้าออกเปึน ๔ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือ สินค้าในบัญชีลดภาษี ซึ่งจะต้องลดภาษีเปึนร้อยละ ๐ ในป้ ๒๐๑๐ ครับ กลุ่มที่ ๒ คือ สินค้าในบัญชียกเว้นภาษีชั่วคราว ซึ่งอินโดนีเซียในเรื่อง ของน้ําตาลปัจจุบันนี้อยู่ในกลุ่มนี้ครับ กลุ่มที่ ๒ นะครับ ซึ่งจะต้องเข้ามาอยู่ในบัญชี ลดภาษีในป้ ๒๐๐๐ และลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ ๐ ในป้ ๒๐๑๐ ครับ กลุ่มที่ ๓ คือ สินค้าอ่อนไหว ซึ่งจะต้องเข้ามาอยู่ในบัญชีลดภาษีในป้ ๒๐๐๓ และจะต้องลดภาษีเหลือ ๐ ในป้ ๒๐๑๐ เช่นกันครับ กลุ่มที่ ๔ คือ สินค้าอ่อนไหวสูง ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเรื่องของ น้ําตาล อินโดนีเซียมีความต้องการที่จะย้ายมาอยู่กลุ่มนี้ครับ กลุ่มสินค้าอ่อนไหวสูง กลุ่มนี้นะครับจะต้องนําเข้ามาอยู่ในบัญชีลดภาษีในป้ ๒๐๐๕ และจะต้องทยอยลดภาษี ตั้งแต่ป้ ๒๐๐๘ เปึนต้นไปนะครับ ส่วนอัตราสุดท้ายของภาษีในป้ ๒๐๑๐ ก็ไม่แน่นอน นะครับ ขึ้นอยู่กับการเจรจาตกลงกัน ซึ่งอินโดนีเซียต้องการจะย้ายมาอยู่กลุ่มสินค้า อ่อนไหวสูง ท่านประธานครับ สถานการณ์ปัจจุบันนี้ประเทศอินโดนีเซียมีแผนการลดภาษี น้ําตาลตามข้อผูกพันอาฟตา คือต้องการเปลี่ยนจากที่ได้เรียนไปแล้วว่า จากบัญชีชนิด ยกเว้นภาษีชั่วคราวเปึนบัญชีชนิดสินค้าอ่อนไหวสูงครับ ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ประเทศ อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรประมาณ ๒๖๐ ล้านคน เปึนประเทศใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศ อาเซียนนะครับ นําเข้าน้ําตาลจากประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย น้ําตาลดิบ น้ําตาล ทรายขาว และน้ําตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เมื่อป้ ๒๐๐๗ ประมาณ ๑.๓๖ ล้านตันครับ มูลค่าประมาณ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท และป้ ๒๐๐๘ ที่เพิ่งผ่านมานี่เดือนมกราคมถึง เดือนกันยายนนําเข้า ๑.๔๑ ล้านตัน มูลค่าประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท อินโดนีเซีย ต้องการน้ําตาลเพื่อบริโภคประมาณ ๔.๘๕ ล้านตันต่อป้ ขณะที่ประเทศไทยมีผลผลิต น้ําตาลนะครับ ในป้การผลิต ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๕๑ ป้การผลิตนี้ประมาณ ๗.๘๑ ล้านตัน แล้วก็ใช้บริโภคภายในประเทศประมาณ ๒ ล้านตัน ส่วนอีก ๔.๗ ล้านตัน ส่งออกไปยัง ทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้นะครับ เพราะฉะนั้นการขอแก้ไขของอินโดนีเซียนี้นะครับ เราก็จะเห็นว่าในป้ ๒๐๑๐ แทนที่ภาษี ขาเข้าน้ําตาลของอินโดนีเซียจะเปึน ๐ แต่ก็จะเปึน ๓๐–๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วก็สุดท้าย ในป้ ๒๐๑๕ ภาษีก็จะไม่ใช่ ๐ ครับ แต่จะเปึนประมาณ ๕–๑๐ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า อย่างไรครับ หมายความว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะเก็บภาษีน้ําตาลที่นําเข้าจากประเทศ ไทยนี้นะครับ ในป้ ๒๐๐๘ ได้ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท และป้ ๒๐๑๕ นี้ยังคงเก็บภาษี ขาเข้าได้อีกนะครับ ถ้าคิดที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะอยู่ประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาทครับ แทนที่จะเปึน ๐ ในป้ ๒๐๑๐ แสดงว่าในป้ ๒๐๑๐ นี่นะครับ ก็ยังมีกําแพงภาษีสําหรับ สินค้าน้ําตาลที่นําเข้านะครับ ไปยังอินโดนีเซียนี่นะครับ ขณะที่สินค้าจากไทยนะครับ ในขณะที่สินค้าไทยที่นําเข้าอินโดนีเซียหลายรายการจะมีภาษี ๐ ในป้ ๒๐๑๐ ตามสัญญาเดิม ก็ขอเรียนว่าไทยจะเสียเปรียบครับ แล้วก็เกษตรกรไทยก็จะเสียเปรียบ ด้วยนะครับ ถ้าเรามาดูร่างบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู (MOU) ที่จะทําระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทยและกระทรวงการค้าแห่งประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีอยู่ สองหน้านี่นะครับ เอ็มโอยูนี่ก็จะมีข้อตกลงที่สําคัญอยู่ ๕ ข้อเท่านั้นแหละครับ ผมขอยก ข้อที่ ๔ นะครับ ข้อที่ ๔ ในเอ็มโอยูบอกว่า ในช่วงที่อินโดนีเซียขอใช้สิทธิตามพิธีสาร สําหรับสินค้าเข้าและน้ําตาลดังกล่าวนี่นะครับ อินโดนีเซียคงรักษาระดับการค้าน้ําตาลกับ ไทย ตามระดับการค้าเฉลี่ยในช่วง ๓ ป้ย้อนหลัง ยกเว้น ยกเว้นอย่างไรครับ ยกเว้นกรณีที่ ราคาน้ําตาลในตลาดโลก และการผลิตภายในประเทศของอินโดนีเซียเองไม่สามารถ รักษาระดับการค้าน้ําตาลดังกล่าวได้ เห็นไหมครับว่ามีข้อยกเว้น ข้อยกเว้นนี่แหละครับจะ เปึนจุดอ่อนครับ จะเห็นว่าอินโดนีเซียนี่จะรักษาระดับการนําเข้าน้ําตาลจากประเทศไทย ที่กล่าวมาแล้วนี่ แต่ก็มีข้อยกเว้น หมายความว่า อินโดนีเซียอาจจะไม่ต้องปฏิบัติตามข้อที่ ๔ ในเอ็มโอยูฉบับนี้ก็ได้นะครับ โดยอ้างว่าไม่สามารถรักษาระดับการค้ากับประเทศไทย ได้ เนื่องจากราคาน้ําตาลในตลาดโลก และเนื่องจากปริมาณการผลิตของน้ําตาล ภายในประเทศอินโดนีเซียเองเพราะฉะนั้นเอ็มโอยูฉบับนี้จะมีจุดอ่อนอยู่นะครับ ท่านประธานครับ เหตุใดล่ะครับว่าประเทศไทยนี้จะต้องเร่งลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ กับอินโดนีเซีย ท่านประธานทราบไหมครับว่า อินโดนีเซียเปึนประเทศแรกใน ๑๐ ประเทศ อาเซียนเลยครับ ที่ต้องการขอแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยอัตราศุลกากรเพื่อประโยชน์ของ อินโดนีเซียเองเปึนประเทศแรกนะครับ ยังไม่มีประเทศไหนแก้ไขนะครับ ถ้าประเทศไทย ยินยอมแก้ไขในครั้งนี้แบบง่าย ๆ โดยตกลงแล้วก็ลงนามในเอ็มโอยูฉบับนี้ ก็ขอเรียนถาม รัฐบาลว่า รัฐบาลไม่กลัวประเทศอื่นในกลุ่มประเทศอาเซียนจะขอแก้ไขข้อตกลงเดิม เพิ่มเติมอีกในสินค้าอื่น ๆ หลาย ๆ ประเทศหรือครับ ถ้าการแก้ไขข้อผูกพันเดิมที่จะกระทํา โดยเอ็มโอยูฉบับนี้ ถ้ามีความจําเปึนจะต้องแก้ไขจริง ๆ จะต้องทําขึ้นจริง ๆ ไทยก็ควรจะมี ข้อต่อรองผลประโยชน์เพิ่มเติมครับ ท่านทราบไหมครับว่าไทยนําเข้าสินค้าจากอินโดนีเซีย ถึง ๘๑ รายการครับ ในป้ ๒๐๐๘ ป้ที่แล้ว ไทยนําเข้า ๘๑ รายการ เปึนมูลค่าถึง ๑๗๙,๗๗๑ ล้านบาท แสดงว่าเรานําเข้าสินค้าของอินโดนีเซียมูลค่า ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อป้ ควรพิจารณาว่าสินค้ารายการใดบ้างที่ไทยควรจะขอทําเอ็มโอยู เปลี่ยนแปลงอัตราภาษีขาเข้าบ้าง เพื่อปกปัองผู้ผลิตภายในประเทศไทยครับ ไม่ใช่ให้ อินโดนีเซียทําการเปลี่ยนแปลงโดยมีการเซ็นสัญญาเอ็มโอยูใหม่เท่านั้น ถ้ารัฐบาล ไม่ทราบว่าสินค้า ๘๑ รายการนี้ มีรายการใดบ้างที่ควรจะมีการขอปรับปรุงอัตราภาษี อากรขาเข้าเข้ามาในประเทศไทย ก็ควรจะได้ปรึกษากับทางด้านเอกชน ให้เอกชนมี ส่วนร่วม เอกชนก็จะทราบดีว่าควรจะปรับปรุงภาษีอะไรบ้าง เพื่อปกปัองผู้ผลิต ภายในประเทศไทย ไม่ใช่ยินยอมให้อินโดนีเซียเปึนผู้เปลี่ยนแปลงเพียงฝ์ายเดียว ผมขอ ย้ําว่า ไม่ใช่ยินยอมให้อินโดนีเซียเปึนผู้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมเพียงฝ์ายเดียว ก็ขอเรียน ท่านประธานฝากไปยังรัฐบาลว่า ควรจะทบทวนข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ใหม่ โดยรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการตั้งแต่ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ําตาล และ ผู้ส่งออก และต่อรองผลประโยชน์แลกเปลี่ยนระหว่างกันมากกว่านี้ ถ้าตกลงกันแค่นี้ ไทยก็จะเสียประโยชน์มากครับ และที่สําคัญกว่านั้นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเปึนกรณี ตัวอย่างที่ทําให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศนํามาเปึนข้ออ้างอิงได้ว่าจะขอ ลดหย่อนบ้าง จะขอปรับปรุงแผนการลดภาษีสินค้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายรายการได้ด้วย ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งก็จะมีบันทึกข้อตกลงอย่างนี้ เอ็มโอยูอย่างนี้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ เรื่อย ๆ เพราะว่าเขาสามารถที่จะอ้างอิงการเปลี่ยนแปลงในการบันทึกเอ็มโอยู ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ทราบไหมครับว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้จากข่าวของหนังสือพิมพ์ ฉบับหนึ่ง วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ เขาลงว่าอย่างไร เขาลงว่าอินโดนีเซีย มาเลเซียแสบ ห้ามนําเข้าน้ําตาลไทย มีการกีดกันการนําเข้าน้ําตาลทรายขาวจากประเทศไทย โดยรัฐบาลอินโดนีเซียใช้นโยบายที่จะลดการนําเข้าน้ําตาลทรายขาวไปจนกระทั่งถึงมีการ ห้ามนําเข้าน้ําตาลทรายจากประเทศไทยเลยทีเดียว ทําให้ผลเปึนอย่างไรครับ ทําให้บริษัท โคคาโคล่าของอินโดนีเซีย ซึ่งต้องใช้น้ําตาลทรายขาวที่มีค่าของสีไม่เกิน ๔๕ ซึ่งก็จะเปึน น้ําตาลทรายขาวที่ส่งไปจากประเทศไทยถึงจะมีค่าของสีไม่เกิน ๔๕ เปึนสูตรในการผลิต โค้กครับ ในขณะเดียวกันน้ําตาลทรายขาวที่ผลิตโดยโรงงานในอินโดนีเซียล้วนแล้วแต่มี ค่าของสีเกินกว่า ๖๗ ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น เขาไม่สามารถผลิตน้ําตาลขาวให้มีค่าของ สีไม่เกิน ๔๕ เปอร์เซ็นต์อย่างไทยได้ เพราะฉะนั้นโค้กอินโดนีเซียต้องใช้น้ําตาลทรายขาว ของไทยแน่นอน การจํากัดการนําเข้าของอินโดนีเซียคราวนี้ก็จะทําให้บริษัทนําเข้าน้ําตาล ทรายขาวในอินโดนีเซียอาจจะถูกยกเลิกใบอนุญาตในการนําเข้า ต้องขอเรียนอย่างนี้ว่า ความตกลงอาฟตาไม่มีข้อกําหนดว่าจะต้องมีเงื่อนไขการออกใบอนุญาตในการนํา สินค้าเข้า ส่วนที่ผมกล่าวไปแล้วเปึนข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับน้ําตาลทรายขาว ส่วนน้ําตาลดิบและน้ําตาลทรายขาวบริสุทธิ์ก็ไม่ได้มีการดําเนินการที่จะห้ามนําเข้า ผมคิด ว่าเปึนเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เปึนกรณีศึกษา ซึ่งประเทศอาเซียนอื่น ๆ จะเอาเปึนข้ออ้างอิง ในการขอแก้สัญญา โดยการมีบันทึกเอ็มโอยู อย่างที่เสนอเข้ามาในสภาวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายนี้ขอฝากท่านประธาน ขอเรียนท่านประธานฝากไปยังรัฐบาล ขอให้ รัฐบาลกรุณาทบทวนข้อตกลงบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและ ของประเทศชาติเปึนสําคัญ ทบทวนให้มีความเหมาะสม และก็ควรจะคํานึงถึงว่าถ้าไทย ยอมให้อินโดนีเซียแก้ไขสัญญาโดยการทําเอ็มโอยูขึ้นมาใหม่ จะเปึนตัวอย่างให้กับประเทศอื่นในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะอ้างอิง แล้วก็ยกขึ้นมาเปึน ข้อแม้ที่จะขอแก้ไขสัญญาบ้าง ซึ่งเปึนประเด็นที่สําคัญครับ ไม่อย่างนั้นก็จะขอแก้ไข สัญญากันใหญ่ เราควรจะมีข้อต่อรองครับ โดยการเอาประโยชน์ของประเทศเราควรที่จะ แลกประโยชน์กันครับ ไม่ใช่ให้อินโดนีเซียได้รับประโยชน์ไปแต่ฝ์ายเดียวนะครับ ก็ขอเรียน ท่านประธานเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

ต่อไปคุณ เรวัติ สิรินุกุล ครับ