นริศ ขานุรักษ์ อภิปรายในกรอบที่ 5 เกี่ยวกับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒

นริศ ขานุรักษ์ อภิปรายในกรอบที่ 5 เกี่ยวกับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน โดยชี้ให้เห็นปัญหาความแตกต่างทางเทคโนโลยีและการผลิตภายในกลุ่มประเทศ รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนและตลาดที่ไม่สมดุล พร้อมทั้งหารือเรื่องความมั่นคงด้านอาหารโดยเร่งจัดทำข้อตกลงการค้า แผนนโยบายบูรณาการ และเรียกร้องให้รัฐบาลเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างความยั่งยืน

นายนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกของรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายในกรอบที่ ๕ ว่าด้วยความตกลงการค้า สินค้าของอาเซียน แล้วก็โดยเนื้อหาของความตกลงดังกล่าวเชื่อมโยงอยู่กับกรอบที่ ๑๕ คือแผนนโยบายบูรณาการความมั่นคงทางด้านอาหารของอาเซียน ผมจึงขออนุญาตได้ใช้ สิทธิอภิปรายเพียงครั้งเดียว แล้วก็ขออนุญาตที่จะเชื่อมโยงในส่วนเนื้อหาที่เชื่อมโยงกัน อยู่แล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยและเห็นชอบความตกลง ทั้งกรอบนะครับ เพราะว่าจากการศึกษาได้พบว่าอาเซียนเรามีความแตกต่างกันมาก แม้ว่าโดยสภาพภูมิประเทศเราก็ใกล้เคียงกัน สภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกัน ประเพณี วัฒนธรรมไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่ว่าจนถึงปัจจุบันนี้เรามีความแตกต่างกันมาก เหตุที่มี ความแตกต่างนั้นเพราะว่าเราผ่านการเมืองที่แตกต่างกัน เรามีนโยบายภายในที่แตกต่างกัน แล้วก็กระแสการค้าเสรี กระแสโลกาภิวัตน์ทําให้อาเซียนจึงแตกต่างกัน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าเรามีปัญหาในเรื่องของตลาด ตลาดการค้าในภูมิภาคนี้นะครับ ในกลุ่ม อาเซียนบางประเทศผลิตได้มากมายเหลือเฟ๋อ แล้วก็ส่งไปขายในประเทศไกล ๆ ใน บางสินค้าโดยเฉพาะพืชอาหาร และเช่นเดียวกันบางประเทศในกลุ่มอาเซียนมีปัญหา ขาดแคลนผลิตไม่ได้เปึนบางช่วงหรือผลิตไม่ได้ในระยะยาว ต้องสั่งซื้อสินค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะพืชอาหารจากประเทศไกล ๆ นะครับ ผมคิดว่าด้านตลาดมีปัญหาเพราะกลุ่ม อาเซียน

๒. เราเปึนกลุ่มที่ต้องยอมรับว่าเรามีเทคโนโลยีในการผลิตค่อนข้างด้อยสมัย ไม่ทันสมัย ไม่มีการพัฒนาการผลิตแบบยั่งยืน จึงมีความแตกต่างกับหลายประเทศ เราจึง มีความแตกต่างกันโดยเฉพาะเทคโนโลยีการสํารองอาหาร จากปรากฏการณ์นี้ ทําให้ ผมขออนุญาตสรุปว่าในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเรามีบางประเทศขาดแคลน เรามีหลายประเทศยากจนและเราไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเท่าที่ควร ผมคิดว่า แนวทางแก้ไขก็คือ

๑. เราต้องมีข้อมูลที่เที่ยงตรง แม่นยํา เพียงพอที่จะเอามาใช้ว่าประเทศนั้น ผลิตอะไรได้เท่าไรในแต่ละป้ ต้องแม่นยําเที่ยงตรงนะครับ เราต้องมีข้อมูลร่วมกันและเรา ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันนี้ในกลุ่มประเทศที่จะมีความตกลงร่วมกัน

๒. เราจะต้องดําเนินการร่วมกันในการแก้ปัญหาของกลุ่มประเทศอาเซียน และ

๓. เราจะต้องพัฒนาตลาดร่วมกันไม่ใช่ประเทศไทยทําตลาดกลุ่มหนึ่ง แล้วก็อีกประเทศหนึ่งทําตลาดอีกกลุ่มหนึ่ง เราจะต้องพัฒนาตลาดพร้อม ๆ กัน แล้วก็

๔. เราจะต้องร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะการสํารองอาหาร ไว้ในอนาคตให้ได้ วันที่เรามีวิกฤติเราต้องมีอาหารสํารองสําหรับคนในอาเซียน วันที่เรามีภัยธรรมชาติเราต้องมีอาหารสํารองสําหรับคนในอาเซียน และถ้าเราขาด เราประสบปัญหาสัก ๑๐ ป้ เราต้องมีอาหารเพียงพอ เราต้องมีเทคโนโลยีที่จะเก็บพืช อาหารเอาไว้สัก ๑๐ ป้ เปึนอย่างน้อย ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าทางออกของ ทุกปัญหาที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือ ๑. เราต้องเร่งที่จะให้มีความตกลงการค้า สินค้าของอาเซียนโดยเร็ว ๒. สภาต้องผ่านความเห็นชอบแผนนโยบายบูรณาการความ มั่นคงด้านอาหารของอาเซียน และแผนกลยุทธ์ทางด้านความมั่นคงด้านอาหารของ อาเซียน และร่างแถลงการณ์กรุงเทพว่าด้วยความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียน โดยเร็ว และรัฐบาลต้องไปดําเนินการโดยเร็ว ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ฝาก ข้อสังเกตไว้เพียง ๒–๓ ประเด็นนะครับ ก่อนจะจบการอภิปราย ผมคิดว่าการประชุม อาเซียนที่จะเกิดขึ้น โดยที่รัฐบาลจะไปลงนามความตกลงระหว่างประเทศในครั้งนี้นะครับ ผมอยากที่จะให้รัฐบาลได้เผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในเรื่องของความมั่นคงทางด้านอาหาร เพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีเศรษฐกิจพอเพียงที่มีหลักแนวคิดบอกว่า ผลิตเพื่อบริโภค ก่อน แล้วก็ส่งไปขาย ถ้าอาเซียนทุกประเทศได้ร่วมกันทําแบบนี้ผมคิดว่าประเทศไทยและ อาเซียนจะมีความมั่นคงทางด้านอาหารอย่างยั่งยืน

๑. ผมอยากให้เผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถในเรื่องของฟูัด แบงก์ (Food Bank) ที่พระองค์มีแนวคิดว่าต้องสร้างป์า สร้างพื้นที่เพื่อผลิตปัจจัย ๔ มาให้ได้ ผมคิดว่าแนวคิด ๒ แนวคิดดังกล่าว ควรได้รับการ เผยแพร่พระเกียรติคุณออกไปในห้วงของการประชุมอาเซียนในครั้งนี้

๒. ผมอยากให้รัฐบาลได้ขยายพืชอาหารครอบคลุมไม่เพียงแต่ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และมันสําปะหลังเท่านั้น อยากให้ครอบคลุมไปถึงผัก ผลไม้ สมุนไพร และโดยเฉพาะเครื่องเทศ ซึ่งประเทศไทยมีตัวเลขว่าเราต้องสั่งเข้าเครื่องเทศป้หนึ่ง ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท และตลาดหลักของเราก็คือในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน เราควรจะ เปึนผู้ผลิต ประเทศไทยสามารถผลิตพืชเครื่องเทศนี้ได้นะครับ

๓. ฝากรัฐบาลไปให้ความสําคัญว่า การผลิตพืชอาหารสัตว์ในอาเซียน ควรให้ความสําคัญเรื่องการผลิตพืชอาหารสัตว์แบบปลอดภัยไว้เปึนมาตรฐานนะครับ เพราะว่าในตลาดยุโรปหลายประเทศนะครับที่ยอมที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตโดยปลอดสารเคมี ปลอดปุิยเคมีในราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไปถึง ๒ เท่า

๔. ข้อสังเกตก็คือ ขอให้สํารองอาหารให้ได้สัก ๑๐ ป้นะครับ วันข้างหน้า เราอาจจะมีวิกฤติจากภัยธรรมชาติต่อเนื่องกันสัก ๑๐ ป้ อาจจะมีได้นะครับในวันข้างหน้า ผมอยากให้รัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณ ได้ทุ่มเทงานวิจัยทางกลุ่มอาเซียนนะครับเพื่อ สํารองอาหารเอาไว้ได้ ฉะนั้นทั้งหมดผมคิดว่าสิ่งสําคัญที่สุดของกรอบเจรจาดังกล่าวก็คือ ต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน เที่ยงตรง มีระบบเตือนภัยที่ล่วงหน้า และมีความร่วมมือของกลุ่ม ประเทศอาเซียนอย่างเหนียวแน่น แล้วร่วมกันปฏิบัติงานตามกรอบข้อตกลงที่สภาวันนี้ได้ ผ่านความเห็นชอบไป ผมคิดว่าจะทําให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีฐานะความมั่นคงใน ทางด้านอาหารนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ