รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการรับรองสัญญาของรัฐบาล โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้มาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เกิดภาระในการรับรองสัญญาที่ไม่จำเป็น เธอยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการเปิดเสรีและการคุ้มครองการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเว้นภาษี 100% สำหรับโคนม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ 3 ล้านคน และไม่ทราบว่าการศึกษาที่ทำมีการระบุถึงความเสี่ยงและผลกระทบเหล่านี้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการปล่อยให้เงินลงทุนและกำไรจากนักลงทุนต่างชาติส่งออกไปได้โดยอิสระเสรี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศไทยในเรื่องของการเงิน

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพนะคะ ดิฉัน รสนา โตสิตระกูล นะคะ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะคะ ขอพูดใน ๒ ประเด็นนะคะ

ประเด็นแรกสุด เปึนเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการ ซึ่งประเด็นนี้ท่าน วุฒิสมาชิกสุรจิตได้พูดถึงไปแล้วบ้าง แต่ว่ายังไม่มีใครมาตอบคําถามนะคะ ดิฉันก็ อยากจะขอย้ําเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวด้วยว่า รายการที่ทางคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอ ต่อรัฐสภาเพื่อให้เห็นชอบนั้นทั้งหมด ๒๐ รายการ ใน ๒๐ รายการดังกล่าวนั้น ดิฉันคิดว่า ต้องดูในเชิงของกระบวนการว่า ทั้งหมดนั้นเข้าเงื่อนไขมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ในข้อใดบ้าง เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไม่ได้บอกว่า สัญญาทุกประเภท จะต้องเอาเข้ารัฐสภา แต่ปรากฏว่าตอนนี้ข้าราชการอาจจะมีความหวาดเกรงว่า ตัวเองจะต้อง รับผิดชอบ ก็เลยเอาทุกเรื่องมาเข้าสภาหมด ซึ่งก็ทําให้เกิดภาระจํานวนมาก อย่างเอกสาร ที่เปึนตั้ง ๆ แล้วก็เวลาในการที่จะได้อ่านในเรื่องที่เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องจริง ๆ นะคะ เพราะว่าโดยมาตรา ๑๙๐ วรรคสองนั้น มีเพียง ๕ เรื่องเท่านั้นที่จําเปึนต้องนําเข้าเพื่อขอ ความเห็นชอบจากรัฐสภา คือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต สัญญาที่ ทําให้เราต้องออกพระราชบัญญัติตามเนื้อหาหนังสือสัญญานั้น ผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง แล้วก็สัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าและการ ลงทุน สัญญาที่มีผลผูกพันงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ๕ เรื่องเท่านั้น ใน ๒๐ รายการนั้นอยากให้ทาง ครม. หรือเจ้าหน้าที่ทําตารางออกมาให้เห็นว่าที่นํามาเข้า ขอความเห็นชอบนั้นด้วยเงื่อนไขอะไร ข้อที่ ๑ นะคะ

ข้อที่ ๒ ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ระบุว่าก่อนการทําสัญญานั้นจะต้องมี การรับฟังความเห็นของประชาชน ท่านได้ทําแล้วหรือยังในแต่ละเรื่อง ซึ่งอันนี้คือเมื่อฟัง ความเห็นประชาชนแล้วก็ถึงมาขอกรอบเจรจา เมื่อขอกรอบเจรจาแล้ว มีเอกสารเรียบร้อย แล้ว ก็ต้องให้ประชาชนได้เข้าถึงเนื้อหาในสัญญานั้น ก่อนที่จะมาขอความเห็นชอบในการ ที่จะลงสัตยาบันหรือการผูกพัน ซึ่งในเวลานี้ใน ๒๐ เรื่องไม่ได้ทําให้เห็นชัดเจนว่าแต่ละ เรื่องที่เข้ามานั้นอยู่ในสถานะใด อยู่ในสถานะที่ขอกรอบเจรจา หรืออยู่ในสถานะที่ขอ ความเห็นชอบไปลงสัตยาบันเพื่อผูกพัน ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มีความสําคัญนะคะ มีบาง ประเด็นที่ดิฉันตั้งคําถามท่านต่อไปนะคะ เรื่องเกี่ยวกับกรอบการลงทุนของอาเซียนว่า เปึนการขอทั้ง ๒ ส่วนรวมกันหรือเปล่า คือขอทั้งกรอบเจรจา แล้วก็ลงสัตยาบันด้วย ซึ่งถ้าหากว่าท่านขอทั้ง ๒ เรื่องไปพร้อม ๆ กัน อันนี้อาจจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่าน อาจจะถูกตรวจสอบได้ในภายหลัง อันนี้เปึนการอยากจะให้ท่านได้ทําความชัดเจนว่า รายการทั้ง ๒๐ รายการนั้นมันอยู่ในสถานะใดนะคะ

ส่วนในเรื่องของเนื้อหา ในแง่เนื้อหาในส่วนของความตกลงว่าด้วยการ ลงทุนของอาเซียน สถานะล่าสุดที่ท่านเขียนเอาไว้บอกว่าเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายโอฬาร ไชยประวัติ เปึนประธานเห็นชอบในความตกลง เอซีไอเอและมีมติให้นําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณานําเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอ ความเห็นชอบให้มีการลงนามความตกลง และให้สัตยาบันเพื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ คืออันนี้สิ่งที่ท่านเขียนมานี่ แสดงว่าเปึนการขอรวดเดียว ๒ เรื่องเลยใช่หรือไม่ คือไปขอ กรอบเจรจา แล้วก็ให้ทําสัตยาบันเลย ซึ่งอันนี้ถ้าหากเปึนเช่นนั้นจริงดิฉันคิดว่าอาจจะ ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๙๐ เนื่องจากว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มีเจตนาที่จะให้แยก กระบวนการนี้ออกเปึน ๒ ขั้นตอน ในขั้นตอนแรกในเรื่องของกรอบเจรจานั้นจะต้องให้ ประชาชนที่มีส่วนได้เสียได้มีโอกาสรับทราบแล้วก็รับฟังความเห็น และเมื่อไปเจรจา ได้มาแล้วก่อนที่จะไปลงสัตยาบันผูกพันผลบังคับ มีผลบังคับใช้ต่อไป อันนี้ก็จําเปึน ที่จะต้องให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเวลานี้ดิฉันคิดว่าสมาชิกรัฐสภาเองก็ยาก ที่จะเข้าถึง คือเราก็เพิ่งเห็นเอกสารเมื่อวันศุกร์ แล้วก็เพิ่มเติมเมื่อเช้านี้ เพราะฉะนั้นการที่ ประชาชนจะได้มีโอกาสเห็นอันนี้ก็อาจจะยังยาก ซึ่งอันนี้อยากจะให้ท่านได้ชี้แจงว่าได้ทํา อย่างไรบ้างในกรณีนี้ ส่วนในเรื่องของเนื้อหาสาระในเรื่องของความตกลงนั้น พูดถึง ๔ ส่วน คือการเป่ดเสรีนั้นมีพันธกรณีคือ เป่ดเสรีให้กับการค้าและการลงทุนของอาเซียน แล้วก็ต้องส่งเสริมนะคะ มีการอํานวย ความสะดวกต่าง ๆ แล้วก็คุ้มครองการลงทุน ซึ่งขอบเขตของการเป่ดเสรีนั้นครอบคลุม ธุรกิจ ๕ ส่วนด้วยกัน ๕ ภาค คือมีภาคเกษตร ประมง ป์าไม้ เหมืองแร่ แล้วก็ภาคการผลิต นะคะ ส่วนในแง่ของการคุ้มครองนั้น นอกจากการคุ้มครองในเรื่องของการลงทุนอื่น ๆ แล้วนี่ ให้รวมถึงการลงทุนในธุรกิจการบริการ แนวทางในการเป่ดเสรีนั้นให้ปฏิบัติต่อ ผู้ลงทุนเยี่ยงคนชาตินะคะ และปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง

ประการต่อมาบอกว่า ห้ามกําหนดเงื่อนไขการลงทุน ประการต่อมาบอกว่า ห้ามกําหนดเงื่อนไขการดํารงตําแหน่งผู้บริหารอาวุโสและคณะกรรมการ ซึ่งในส่วนนี้ทําให้ มีคําถามนะคะว่า เราปฏิบัติต่อเขาคนในอาเซียนแล้วก็อันนี้จริง ๆ ก็จะเปึนแนวทางในการ ทําสัญญากับเกาหลี จีน และนิวซีแลนด์ ออสเตรเลียด้วยเช่นเดียวกันนะคะ เปึนกรอบ อันเดียวกัน เมื่อมีการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติแล้วนี่ ห้ามกําหนดเงื่อนไขการลงทุน อาจจะ เปึนไปได้ว่าการลงทุนของบริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศเรา ถ้าหากว่าก่อผลที่กระทบกับ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นั้นนี่ เราก็อาจจะไม่สามารถไปกําหนดอะไรได้ หรือรวมทั้งการกําหนด ว่าจะต้องใช้ทรัพยากรจากภายในประเทศ ซึ่งในอดีตเวลาการลงทุนนั้นเราสามารถที่จะ กําหนดเงื่อนไขเหล่านี้ได้ แต่เมื่อมีการระบุว่า ห้ามกําหนดเงื่อนไขการลงทุนแล้วนี่นะคะ ก็เกรงว่าอันนี้จะทําให้ประเทศชาติเราได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใดนะคะ เนื่องจากว่า การกําหนดเงื่อนไขในการลงทุนนั้นส่วนหนึ่งจะเปึนการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ นะคะ แล้วก็การห้ามการกําหนดคณะกรรมการหรือผู้บริหาร ดิฉันคิดว่าเมื่อประเทศ อาเซียนทั้งหลายมาลงทุนในประเทศไทยแล้วนี่ ได้นําคนของเขาเข้ามา อาจจะไม่ได้เปึน ประโยชน์กับประเทศไทยเราที่จะสามารถพัฒนาบุคลากรของเราเข้ามาอยู่ในระดับของ การบริหารนะคะ

แล้วอีกประการหนึ่ง การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติมีธุรกิจหลายประการที่ให้เขา ถือหุ้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ดิฉันเองไม่แน่ใจว่าจะขัดแย้งต่อ พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ร.บ. การประกอบกิจการของคนต่างด้าวหรือไม่นะคะ ซึ่งอันนี้มีระบุเอาไว้ในกิจการหลาย ประเภทที่ให้ประเทศในอาเซียนนั้นสามารถมาลงทุนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ แล้วก็ โดยเฉพาะถ้าหากว่ากรอบของการลงทุนอันนี้ ซึ่งไม่เฉพาะแค่ในประเทศอาเซียนเท่านั้น แต่จะเปึนกรอบที่นําไปใช้ร่วมกับประเทศอื่น ๆ นะคะ เมื่อการลงทุนจากประเทศที่พัฒนา แล้วดิฉันเกรงว่าประเทศเราจะสู้ไม่ได้นะคะ แล้วโดยปกติแล้วดิฉันก็ไม่ทราบว่า เราได้ มีการให้แต้มต่อกับคนไทยด้วยหรือเปล่า เมื่อเรามีการระบุว่า การลงทุนจะต้องปฏิบัติต่อ คนเหล่านี้เยี่ยงคนชาติ แสดงว่าจะไม่มีแต้มต่อให้กับคนไทยหรือไม่นะคะ เพราะที่จริง ดิฉันคิดว่า การเป่ดเสรีเต็มที่โดยไม่คุ้มครองคนของเราเองนั้น ไม่ค่อยมีประเทศไหนที่เขา ทํากันนะคะ อาจจะมีนักธุรกิจบางส่วนในไทยที่มักจะพูดว่า ไม่ต้องให้คนไทยมีแต้มต่อ เพราะว่าเพื่อจะให้คนไทยได้ขยับตัว ปรับปรุงสถานะตัวเองขึ้นมา ซึ่งดิฉันคิดว่า เมื่อจะต้องไปต่อสู้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว เราอาจจะยังไม่มีความสามารถในกิจการ การลงทุนหลาย ๆ ประเภทนะคะ ซึ่งอันนี้ดิฉันก็ตั้งข้อสังเกตไว้นะคะว่า ไม่ทราบว่า ท่านคิดในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ประการต่อมา เอกสารที่ท่านส่งมานั้นไม่ได้มีการระบุนะคะว่า มีการศึกษา มากน้อยแค่ไหนว่าจีดีพีที่เพิ่มขึ้นนั้นก่อผลกระทบในความเปึนจริงในเรื่องอะไรได้บ้าง คือส่วนใหญ่แล้วนี่มักจะดูแต่เพียงแค่จีดีพีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในทรรศนะของดิฉันเห็นว่าจีดีพี ที่เพิ่มขึ้นอาจจะเปึนเพียงมายาภาพเท่านั้น เพราะว่าดูอย่างกรณีเอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลียนะคะ การที่เราจะเป่ดการไม่คุมโควตาแล้วก็ยกเว้นภาษี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับเรื่องโคนม ใน ๑๐ ป้ข้างหน้า ซึ่งเวลานี้เหลือ ๗ ป้นะคะ ท่านอาจจะบอกว่าในรายงานการศึกษาของ กระทรวงพาณิชย์บอกว่า จะทําให้เราสูญเสียจีดีพีเพียง ๐.๐๑ เท่านั้น แต่การสูญเสียจีดีพี ๐.๐๑ นั้น คนที่ได้รับผลกระทบนี้อาจจะสูงถึง ๓ ล้านคน อันนี้เปึนการศึกษาของกลุ่มคน ที่อยู่นอกภาคราชการนะคะ ส่วนยานยนต์ที่จะได้รับประโยชน์จากการทําเอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลียนั้น จะได้ ๐.๒ ของจีดีพีนะคะ ซึ่งอันนี้คนที่ได้ประโยชน์อาจจะเปึนแค่ หลักแสนคนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าในการทํารายงานการศึกษาไม่ได้บ่งบอกถึง สิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจนว่า เราได้ดูจีดีพีเพียงอย่างเดียว ไม่ทราบว่าการศึกษานั้นได้ดูความ เสี่ยงหรือผลกระทบจากการเป่ดเสรีและการคุ้มครองการลงทุนเอาไว้ด้วยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีการระบุถึง

ประการต่อมาการเป่ดเสรีในเรื่องการลงทุนนั้น รวมไปถึงเรื่องการโอนเงิน ลงทุนและกําไรทั้งหมดหรือบางส่วน รวมทั้งเงินปันผลออกไปได้โดยอิสระ นี่เปึนข้อบังคับ ข้อหนึ่งว่า รัฐจะต้องอนุญาตให้มีการทําได้โดยอิสระและไม่ล่าช้า ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันคิดว่า การปล่อยให้เงินลงทุนและกําไรจากนักลงทุนต่างชาติสามารถส่งออกไปได้โดยอิสระเสรี นั้นอาจจะทําให้เสถียรภาพของประเทศไทยในเรื่องของการเงินมีปัญหา ซึ่งสิ่งนี้ไม่ทราบ ว่าทางรัฐมนตรีได้มีการกําหนดอะไรในการปัองกันเอาไว้หรือไม่นะคะ

อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับกลไกการระงับข้อพิพาทโดย อนุญาโตตุลาการ ซึ่งในบางอันระบุเอาไว้ชัดเจนว่าให้ถือเปึนที่สุด ซึ่งในแง่นี้ ในแง่ของการ ลงทุนแล้วเอกชนสามารถฟัองรัฐได้ เอกชนส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะให้กระบวนการในเรื่อง การระงับข้อพิพาทนั้นเปึนไปโดยรวดเร็ว ก็อยากจะใช้อนุญาโตตุลาการ ทีนี้การใช้ อนุญาโตตุลาการนั้นสิ่งที่เปึนผลที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า เอกชนนั้น ๆ สามารถเลือก อนุญาโตตุลาการได้ และอาจสามารถเข้าแทรกแซงได้ด้วยนะคะ ในขณะที่ศาลนั้นเรา อาจจะไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือเลือกได้ สิ่งนี้จะเปึนการทําให้เราเสียสิทธิสภาพ นอกอาณาเขตหรือไม่ ถ้าหากว่าเราปล่อยให้กระบวนการเอกชนสามารถฟัองรัฐได้ แล้วก็ ระงับข้อพิพาทนั้นโดยอนุญาโตตุลาการ แล้วก็ไม่ได้ใช้ศาล คือดิฉันอ่านเอกสารทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีการพูดถึงนะคะว่า เราสามารถเป่ดช่องให้ศาลไทยสามารถที่จะเข้ามาพูดถึงเรื่องนี้ หรือดูแลเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน คือเป่ดให้เปึนเรื่องของอนุญาโตตุลาการแล้วถือว่า เปึนที่สุด ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะก่อให้เกิดผลเสียกับประเทศเรานะคะ กรอบเนื้อหา ตรงนี้เปึนกรอบที่จะใช้กับประเทศอื่น ๆ แล้วเมื่อเราเป่ดเสรีในอาเซียนแล้วเราก็คง ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการที่จะเป่ดเสรีให้กับประเทศอื่น ๆ ซึ่งเวลานี้เราอาจจะพูดถึง แค่ ๓ ประเทศ คือมีจีน มีเกาหลี และก็มีออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่ต่อไปเราจะมีกับทาง อียู (EU) กับทางสหรัฐอเมริกา ดิฉันคิดว่าวิธีการนําเสนอข้อมูลในลักษณะแบบนี้อาจจะ ก่อปัญหาในระยะยาวได้ เพราะว่าเอกสารต่าง ๆ เข้ามาในลักษณะที่ใช้เวลาจํากัดมาก สมาชิกรัฐสภามีโอกาสได้ศึกษาน้อย แล้วก็ทางฝ์ายของข้าราชการรวมทั้งทาง ครม. เอง ก็ไม่ได้มีการช่วยที่จะทําให้เกิดความชัดเจนขึ้นมา ทั้งในแง่ของการทําตารางให้เห็นชัดเจน ว่าในแต่ละกรณีที่เอาเข้ามานั้นไม่ใช่เปึนการสร้างภาระให้กับสมาชิกรัฐสภาเพื่อที่จะ หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตัวเอง หรือทําให้คนเกิดความรู้สึกว่า มาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญนั้นเปึนสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามาก จําเปึนจะต้องยกเลิกไปหรือแก้ไข ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ควรจะต้องทําให้ชัดเจน ระบุให้ชัดเจนว่าเวลานี้มาขอในฐานะอะไร ขอกรอบการเจรจาก็ไม่ได้ระบุว่าเจรจาอะไรบ้าง คือส่งเอกสารเข้ามานี่เปึนรายละเอียด เยอะมาก แต่ว่าไม่ได้มีการทําสรุปให้เห็นชัดเจนว่าในแต่ละเรื่องนี่ต้องการขออนุมัติเพื่อไป ทําอะไรบ้าง หลาย ๆ อันที่ดิฉันคิดว่าไม่ค่อยเกี่ยวข้องเท่าไรที่เข้ามาอยู่ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง จีเอ็มพี (GMP) หรือเรื่องของวิศวกรรม สถาปัตยกรรม ดิฉันคิดว่าหลาย ๆ อันเปึนเพียงแค่ การกําหนดกระบวนการในการที่จะไปตกลงหรือร่วมมือกับเขา ซึ่งสิ่งนี้ดูแล้วไม่น่าจะเข้า กรอบมาตรา ๑๙๐ เท่าไร แต่ก็มีการส่งเข้ามาทั้งหมดโดยที่ไม่ได้มีการแยกแยะ ดิฉันคิดว่า อยากจะขอให้ทางคณะรัฐมนตรี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทํางานให้มีระบบมากกว่านี้ในการที่จะ ทําให้ผู้อ่าน ซึ่งอาจจะต้องอ่านเอกสารเยอะเกินไปนั้นนี่ได้มีบทสรุปที่ชัดเจน ง่ายต่อการ เข้าใจ แล้วตัวท่านเองก็จะต้องทําความเข้าใจด้วยเหมือนกันว่าในกรณีดังกล่าวนั้นมีเรื่อง อะไรบ้างที่จําเปึนจะต้องขอ เรื่องอะไรบ้างไม่จําเปึนต้องขอสามารถทําไปได้เลย แล้วก็ อยากให้ท่านตอบคําถามนะคะ เพราะดิฉันคิดว่าหลาย ๆ เรื่องที่เราตั้งคําถามมาท่าน อาจจะยังไม่ได้ตอบ ดิฉันไม่รังเกียจนะคะที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่าง ๆ ที่อาจจะรู้ดีในเรื่องเหล่านี้ตอบแทนท่านรัฐมนตรีบ้างก็ได้นะคะ ก็อยากขอความชัดเจน ในเรื่องที่ได้ระบุถึงค่ะขอบคุณค่ะ