สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการขอความเห็นชอบในการเจรจาความตกลงกับประชาคมอาเซียน พร้อมเรียกร้องการตรวจสอบการใช้อํานาจของฝ่ายบริหาร และเตรียมความพร้อมของประเทศไทย รวมถึงความรอบรู้และความรอบคอบในการเจรจาและข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับประเทศต่างชาติ โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบทางสังคมและผลกระทบต่อสาธารณสุข
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องกรอบการขอความ เห็นชอบในการไปทําความตกลงกับประชาคมอาเซียนอย่างนี้ครับ การประชุมในวันนี้ก็ เกิดขึ้นสืบเนื่องจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่กําหนดให้คณะรัฐมนตรี ต้องมาขอความเห็นชอบในกรณีที่จะไปทําความตกลงกับต่างประเทศตามกติกาที่ถูก บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๐ ผมเรียนท่านคณะรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าบทบัญญัติของ มาตรา ๑๙๐ นั้น เกิดขึ้นสืบเนื่องจากบทเรียนในอดีต หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่า เราเคยผ่านภาวการณ์ของการที่ให้อํานาจฝ์ายบริหารจะไปทําความตกลง กับต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน นั่นหมายความว่าเราเคยผ่านอดีตที่ไม่มีมาตรา ๑๙๐ มาแล้ว ผลก็คือประเทศไทยได้รับ ผลกระทบจากการทําความตกลงกับต่างประเทศในรูปแบบของสัญญาบันทึกความเข้าใจ บันทึกความตกลงต่าง ๆ ผมจะยกตัวอย่างครับ ในป้ ๒๕๓๙ ไทยเคยทําความตกลง ในการเป่ดเสรีทางด้านการเงินหรือที่เราเรียกกันว่า บีไอบีเอฟ (BIBF) จากนั้นผลเปึน อย่างไรครับ ป้ ๒๕๔๐ เราต้องลดค่าเงินบาทเนื่องจากภายหลังที่เป่ดเสรีทางด้านการเงิน เราถูกจู่โจมในเรื่องของค่าของเงินตรา สุดท้ายนําไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ ครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นั่นคือการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทางด้านการเงินในป้ ๒๕๔๐ ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยกันดีในฐานะที่เปึนผู้ก่อให้เกิดวิกฤติ ต้มยํากุ้งขึ้นมา หลังจากนั้นเราได้ข้อตกลงฉบับใหม่ที่ประเทศไทยไปทําความตกลงกับ ต่างประเทศไว้ นั่นก็คือ แอลทีโอที่ไปทํากับไอเอ็มเอฟ ผลผลิตที่ได้จากการไปทําความตกลง ในยุคนั้นเราได้กฎหมายใหม่ขึ้นมา ๑๑ ฉบับ ซึ่งต่อมาสังคมเรียกกฎหมาย ๑๑ ฉบับนี้ว่า กฎหมายทาส ณ วันนี้ก็มีการเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายทั้ง ๑๑ ฉบับนี้ ต่อไปคงจะ เปึนคําถามของรัฐบาลชุดนี้ที่จะต้องเปึนคนตอบว่า เมื่อเข้ามาเปึนผู้บริหารประเทศแล้ว ท่านจะจัดการอย่างไรกับกฎหมาย ๑๑ ฉบับ ซึ่งเปึนผลพวงของการไปทําความตกลงกับ ต่างประเทศโดยผู้บริหารในยุคสมัยที่ไม่มีมาตรา ๑๙๐ ยังมีอีกครับ ยังมีการตกลงเป่ดเสรี ทางด้านการค้าระหว่างประเทศไทยกับจีบ หรือที่เรียกว่า เอฟทีเอ ไทยกับออสเตรเลีย ในเรื่องของพืชผัก ในเรื่องของผลไม้ ผลการเจรจาหลังจากทําความตกลงแล้วเปึนอย่างไร ครับ พืชผักผลไม้ของจีน ของออสเตรเลียเต็มตลาดเมืองไทย ผลผลิตเกษตรกรรมของไทย เองตกต่ําอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ณ วันนี้เราได้ถอดบทเรียนต่าง ๆ เหล่านี้มา แล้วเห็นควรต้องกันว่า ควรจะมีการถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อํานาจของฝ์ายบริหาร เพื่อยับยั้งไม่ให้ฝ์ายบริหารมีอิสระมากจนเกินไปในการไปทําความตกลงกับต่างประเทศ แล้วก่อให้เกิดความเสียหายกับชาติและประชาชน ถ้าท่านทั้งหลายมีความเข้าใจว่า เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ คือเจตนาร่วมกันในการที่จะพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ มิใช่เจตนารมณ์ในการที่จะหวงอํานาจของฝ์ายบริหารหรือลดทอนอํานาจ ของฝ์ายบริหารลง เราควรที่จะต้องมาร่วมมือกันให้มากกว่านี้ ในกระบวนการต่าง ๆ ที่จะไปทําความตกลงเจรจาความระหว่างประเทศ แต่เปึนที่ น่าเสียดายท่านประธาน คําชี้แจงของท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี คําชี้แจงของรัฐมนตรีที่ เกี่ยวข้องก็ดี ตั้งแต่ภาคเช้าเมื่อเรามีการเริ่มเป่ดการประชุม ท่านไม่ได้ให้ความสําคัญกับ รัฐสภาในการมาขอกรอบความเห็นชอบ ท่านไม่ได้ให้ข้อมูลกับเราเลย ท่านก็พูดตาม เอกสารวาระการประชุม นั่นคือให้ข้อมูลแต่เพียงว่ามีรายการความตกลงอะไรบ้างที่จะขอ ความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ภายใต้ความเห็นชอบที่ต้องการให้รัฐสภาเปึนผู้พิจารณาให้ ความเห็นชอบนั้น ท่านไม่ได้ชี้แจงเลยว่ามีสาระสําคัญอะไรบ้าง และที่สําคัญที่สุดก็คือ ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง หากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ที่เลวร้ายไปยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่ปรากฏการแสดงความคิดเห็นว่ารายการตามที่ปรากฏใน วาระการประชุมตั้งแต่รายการที่ ๒ ถึงรายการที่ ๒๐ แล้วก็เพิ่มเติมมาอีก ๑ รายการใน เรื่องของการเป่ดเสรีเรื่องแรงงานระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ ท่านไม่ได้ชี้แจงให้เราเห็นถึง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ที่ผมต้องหยิบประเด็นเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมาพูดในวันนี้ ก็เนื่องจากมันเปึนบทบัญญัติที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ถ้ามีผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วจะต้องมีมาตรการในการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบด้วย ท่านพูด ให้เราฟังแต่เพียงว่ามีรายการใดบ้าง แล้วก็มีความจําเปึนเร่งด่วน โดยเอากําหนด วันประชุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ถึง วันที่ ๑ มีนาคม เปึนตัวตั้งว่ามีความ จําเปึนที่จะต้องเร่งรีบให้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ขณะนี้เรายอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว เปึนเพียงประเทศเดียวได้ กระแสโลกาภิวัตน์ได้นําพาให้ทุกประเทศนั้นจะต้องรวมกลุ่มกัน เพื่อพัฒนาในเรื่องของเศรษฐกิจ แต่เราคงต้องไม่ลืมว่าการพัฒนาประเทศชาตินั้นไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเรื่องของเศรษฐกิจแต่เพียงประการเดียว มีเรื่องของการเมืองที่ต้องมั่นคง มีเรื่อง ของสังคมที่ต้องอยู่กันอย่างผาสุก บันทึกข้อตกลงทั้ง ๒๐ ฉบับที่ท่านนําเสนอวันนี้มุ่งเน้น แต่เรื่องของเศรษฐกิจ มุ่งเน้นแต่เรื่องของเงินทุนที่ได้แต่คาดหวังว่าเงินทุนนั้นจะไหลกลับ เข้ามาลงทุนหลังจากที่เราเห็นชอบให้ท่านไปทําความตกลงได้ ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังเขียน สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจากการคาดหวังของท่านว่า ภายหลังการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ในกลุ่มประเทศสมาชิกก็ดี หรือบวกอีก ๓ ก็ดี ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว กําไรจะ ลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยอีกต่อไป ความคาดหวังเช่นนี้ยากที่จะเปึนที่ยอมรับได้ว่า มีนักธุรกิจในประเทศใดบ้างที่มาลงทุนในต่างชาติแล้วจะไม่ขนเงินที่ได้จากการลงทุนเปึน กําไรกลับคืนในประเทศเขา เหตุผลและการคาดหวังในลักษณะเช่นนี้ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ผมเคยได้รับคําชี้แจงมาแล้วตอนที่เราเป่ดเสรีทางด้านการเงินเมื่อ ป้ ๒๕๓๕ เราเพ้อฝันครับว่าตอนนั้นเงินทุนจะไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทย ก็ได้แต่แค่ฝันครับ ในที่สุดฝันสลาย เราต้องลดค่าเงินบาท พวกเราทุกคนคงทราบกันดีว่าสภาวการณ์ของ การตกต่ําของมูลค่าเงินบาทนั้นเกือบถึงเหรียญละ ๕๐ บาท หลังจากที่เราเป่ดเสรี ทางด้านการเงิน ถามว่าสาเหตุเกิดจากอะไร สาเหตุเกิดจากความไม่พร้อม การไปเจรจา ความระหว่างประเทศที่ขาดความรอบรู้อย่างแท้จริง ประกอบด้วยการขาดความรอบคอบ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ผมต้องถามท่านรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านมีความ มั่นใจแค่ไหนในการที่จะนําเสนอกรอบการเจรจาทั้ง ๒๐ กรอบ ให้ที่ประชุมรัฐสภาได้ พิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น คณะรัฐมนตรีทั้งคณะได้พิจารณาอย่างรอบคอบและ ภายใต้ความรอบรู้แล้วหรือยัง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ความรอบรู้และความ รอบคอบนั้นจะต้องประกอบด้วยอย่างน้อย ๒ ประการ
ประการแรกก็คือ การรอบรู้และรอบคอบ เตรียมการก่อนไปเจรจา ทําความตกลง เราได้เตรียมความพร้อมของประเทศไทย เราได้เตรียมความพร้อมของ ผู้คนในประเทศไทยแล้วหรือยังที่จะก้าวเข้าสู่ข้อตกลงต่าง ๆ เหล่านั้น ท่านไปเจรจา ความมาใช้เวลาเปึนป้ ๆ ท่านได้บอกกล่าวให้ประชาชนคนไทยได้มีการเตรียมความพร้อม แล้วหรือยัง ผมยกตัวอย่างในเรื่องของกรอบการเจรจา ในลําดับที่ ๒ ถึงลําดับที่ ๗ ถ้าท่าน อ่านดูทุกกรอบจะมีการพูดถึงวิธีการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในกติกาข้อตกลงเขียน อย่างไรครับ เขียนบอกว่า ให้ใช้วิธีการตั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศขึ้นมา วิธีการ พิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ ไม่ว่าจะทําขึ้นในพื้นที่ของประเทศสมาชิกใดให้ใช้ ภาษาอังกฤษทั้งหมด เอกสารต้องเปึนภาษาอังกฤษทั้งหมด ถ้าเปึนเอกสารภาษาท้องถิ่น ของประเทศนั้น ๆ จะต้องจัดทําเปึนภาษาอังกฤษทั้งหมด การบันทึกรายงานกระบวน พิจารณา เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจะต้องบันทึกเปึนภาษาอังกฤษทั้งหมด แค่นี้ก็ผิดแผก ไปจากกฎหมายภายในประเทศไทยทั้งสิ้น กระบวนการพิจารณาของประเทศไทยในระบบ ศาลไทย กฎหมายไทยบังคับให้ทําเปึนภาษาไทยทั้งหมด นักกฎหมายไทยทุกคนก็ได้ รับการเรียนรู้ ว่าเวลาไปว่าความในศาลของประเทศไทย หรือไปทําหน้าที่เปึน อนุญาโตตุลาการ ถ้าทําในประเทศไทย เขาใช้ภาษาไทยครับ แต่เมื่อเปึนเช่นนี้ ผมไม่ได้รังเกียจรังงอน หรือจะบอกว่าเราใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ผมกําลังจะเรียนถาม ท่านว่า ท่านได้เตรียมความพร้อมนักกฎหมายไทย ที่พร้อมที่จะเข้าไปทําหน้าที่เปึน ทนายความให้กับคู่พิพาท ที่เขาจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้นภายหลังจากการลงทุนข้ามชาติ ในลักษณะอย่างนี้แล้วหรือยัง สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาด้าน นิติศาสตร์ ได้เตรียมผลิตนักกฎหมายไทยที่มีความพร้อมเรื่องภาษาอังกฤษ ที่จะออกมา ทํางานในตลาดเสรีเช่นนี้แล้วหรือไม่เพียงใด นั่นคือความรอบรู้และความรอบคอบ ก่อนเข้าไปเจรจา
ความรอบรู้และความรอบคอบประการที่ ๒ ที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ ทางสังคม นั่นก็คือท่านต้องรอบรู้และรอบคอบหลังจากที่ท่านไปเจรจาแล้ว ณ วันนี้ขณะที่ ท่านขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ท่านต้องคิดไว้ล่วงหน้าแล้วละครับว่า ถ้ารัฐสภาให้ ความเห็นชอบแล้ว ท่านจะต้องรอบรู้และรอบคอบในแผนยุทธศาสตร์อะไรบ้าง เพื่อที่จะ ทําให้สิ่งที่ท่านไปเจรจาทําความตกลง และรัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้นก่อให้เกิด ประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด หรือถ้าจะมีผลกระทบบ้างในสินค้าบางรายการ หรือบริการบางรายการก็ต้องน้อยที่สุด ผมยกตัวอย่างในเรื่องของการไปทําความ ตกลงเอ็มอาร์เอ หรือการเป่ดเสรีเรื่องของวิชาชีพวิศวกรรม สถาปัตยกรรม แพทย์ บัญชี ตรงนี้ถ้าท่านมองให้ละเอียดลึกซึ้งจะมีคําถามเกิดขึ้นมากมาย ผมยกตัวอย่างวิชาชีพ แพทย์ ถ้ามีตัวเลขจากสถาบันการศึกษา ท่านมีตัวเลขจากระทรวงสาธารณสุขไหมว่า การที่ประเทศไทยผลิตแพทย์ ๑ คนนั้น เราต้องใช้ภาษีอากรของประชาชนจํานวนเท่าไร ท่านได้แค่เพียงภูมิใจว่ามาตรฐานของวิชาชีพทางด้านการแพทย์ของไทยนั้นสูงกว่า หลาย ๆ ประเทศในประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน แล้วท่านก็พูดให้พวกเราฟังว่า ถ้าข้อตกลงฉบับนี้บรรลุผล แพทย์ไทยจะมีความก้าวหน้า เพราะสามารถไปขอใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพแพทย์ในต่างประเทศ ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้ ท่านลองมอง อีกมุมหนึ่งสิครับว่า ความจริงที่ท่านต้องยอมรับก็คือ อาชีพแพทย์ในไทยนั้นยังขาดแคลน พี่น้องชนบทยังรอแพทย์ที่จะเข้าไปดูแลปัญหาเรื่องสุขภาพให้กับเขา แต่ขณะนี้ท่านกําลัง เพ้อฝันที่จะไปเจรจาทําความตกลงเพื่อส่งแพทย์เปึนสินค้าส่งออกไปทํางานต่างประเทศ เมื่อวันนั้นมาถึง ผมเกรงว่าเราจะเจอแพทย์ที่ยอมชดใช้เงินคืนทุนให้กับรัฐบาล แทนที่จะ ทํางานชดใช้ให้กับพี่น้องประชาชน แล้วเดินทางไปทํางานต่างประเทศมากขึ้น ผลกระทบทางสังคมเฉพาะประเด็นนี้ไม่ได้ ก่อให้เกิดปัญหาเฉพาะเรื่องของการขาดแคลนแพทย์ในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะส่ง ผลกระทบต่อปัญหาสาธารณสุข ซึ่งเปึนปัญหาสังคมโดยรวม มองตรงกันข้ามครับ ท่านประธาน มองในอีกด้านหนึ่งว่าไม่ใช่แต่แพทย์ไทยที่จะสามารถไปทํางานต่างชาติได้ แพทย์ต่างชาติก็กลับเข้ามาทํางานในประเทศไทยได้เช่นเดียวกัน ส่วนนี้อาจจะเปึนการ ชดเชยการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ฝัืงไทยได้ ผมถามท่านครับว่าแพทย์ต่างชาติ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้น คิดหรือว่าจะไปทํางานรับใช้ประชาชนในชนบท ก็ต้องเลือก ทํางานในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลเอกชนที่ให้ค่าตอบแทนสูง ๆ ต่อไปปัญหา สาธารณสุขจะเปึนปัญหาที่ถูกตัดสินกันด้วยมูลค่าเงินที่จะต้องซื้อตัวแพทย์ข้ามชาติกัน นี่เปึนเพียงตัวอย่างปัญหาที่เกิดเปึนผลกระทบต่อสภาพสังคมที่ท่านจะต้องชี้แจงให้สภา แห่งนี้ได้มีความเข้าอกเข้าใจ ได้มีความชัดเจนว่ารัฐบาลได้เตรียมแผนยุทธศาสตร์ในการ ที่จะแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้อย่างไร เวลาเพียง ๒๐ นาที ผมไม่สามารถจะยกตัวอย่างทุกปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลกระทบทางสังคมได้ครบ ทั้ง ๒๐ ฉบับ แต่ผมกราบเรียนท่านครับว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้มาขอกรอบ ความเห็นชอบจากรัฐสภา ณ วันนี้ ถ้าท่านศึกษารายละเอียดให้มีความชัดเจน ท่านให้ เวลากับรัฐสภามากกว่านี้ในการจัดส่งเอกสาร เราจะได้ความร่วมมือระหว่างกันมากกว่านี้ ตรงนี้เปึนอุทาหรณ์ที่อยากจะกราบเรียนว่าในการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในคราว ต่อ ๆ ไป รัฐบาลต้องมองกลไกของมาตรา ๑๙๐ ต้องมองกลไกของรัฐสภาว่า คือกลไก ในการที่จะช่วยนําพาประเทศไทยก้าวสู่เวที ไม่ว่าจะระดับภูมิภาคก็ดี ระดับโลกก็ดี ไปอย่างสง่างาม ไปแล้วต้องประสบความสําเร็จอย่างที่เราตั้งใจไว้ ไม่ใช่ไปแล้วพ่ายแพ้ กลับมา เหมือนกับการไปเจรจาความระหว่างประเทศหลาย ๆ เรื่องที่ผมได้ยกตัวอย่าง มาแล้วในอดีต ครั้งนี้เราจะไปพร้อม ๆ กัน ทั้งฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ แต่ท่านจะต้อง ให้ความร่วมมืออย่างจริงใจไม่ใช่จัดส่งเอกสารล่วงหน้า ๒ วัน ๓ วัน ยิ่งไปกว่านั้นจัดส่ง เพิ่มเติมหน้าห้องในเช้าวันประชุม ถ้าอย่างนี้ข้าราชการประจําก็ดี รัฐบาลก็ดี ยังคงตีค่า การขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเปึนเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่สักแต่จะทําให้มันครบถ้วน ถูกต้องตามกติกาที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าท่านยังไม่เปลี่ยนความคิดหรือ ทัศนคติที่มีต่อมาตรา ๑๙๐ ในยุคสมัยที่ทําหน้าที่เปึนฝ์ายค้านท่านคิดอย่างหนึ่ง พอมา เปึนรัฐบาลท่านคิดอีกอย่างหนึ่ง อย่างนี้ทุกฝ์ายก็จะมองว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ คือ อุปสรรคในการบริหารประเทศชาติ ณ วันนี้ผมอยากจะให้ทุกฝ์ายเปลี่ยนทัศนคติใหม่ครับ ว่าแท้ที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ถ้าเรายอมรับและปรับตัวเข้ากับกฎกติกาของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ภายใต้การตั้งปณิธานร่วมกันว่าจากนี้ไปเราจะเข้าสู่กฎกติกา ใหม่ ทํางานทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกัน โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เปึนเปัาหมายสําคัญแล้ว ผมว่าไม่ใช่แต่เพียงกรอบการเจรจาความตกลงระหว่างสมาชิก ประชาคมอาเซียนด้วยกันเอง หรือระหว่างสมาชิกประชาคมอาเซียนกับประเทศภายนอก ก็ตาม ในเวทีระดับโลกไม่ว่าจะองค์การค้าโลก หรือองค์กรระหว่างประเทศในระดับโลก อื่น ๆ เราก็จะสามารถพัฒนาความร่วมมือของพวกเราด้วยกันได้ แล้วนําพาประเทศไทย ไปสู่เปัาหมายที่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนร่วมกันเปึนสําคัญได้ สําเร็จครับ ขอบพระคุณครับ