รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒

ธวัช บวรวนิชยกูร หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ซึ่งเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาในการบริหารประเทศ แต่จริงๆ แล้วเป็นเสน่ห์ของรัฐธรรมนูญนี้ โดยมีเจตนารมณ์เหมือนกับในรัฐธรรมนูญก่อนหน้า และมีเงื่อนไข 2 ประการในการเห็นชอบหนังสือสัญญา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนกระบวนการคิดใหม่ในการแก้ไขปัญหานี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมในการเจรจา และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชน

นายธวัช บวรวนิชยกูร สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียนท่าน ประธานรัฐสภา ผม นายธวัช บวรวนิชยกูร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะ ไม่อภิปรายลงลึกนะครับในประเด็นเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งหมด ๒๐ ฉบับ ที่รัฐบาลจะต้อง ขออนุมัติในวันนี้ วันพรุ่งนี้นะครับ แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตและให้ข้อเสนอแนะ ต่อรัฐบาล ในการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งเชื่อว่าจะเปึนประโยชน์อย่างมาก เพราะในรอบหลายเดือนที่ผ่านมานี้ นะครับ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบต่อมาตรานี้มาก ถึงขนาดมีผู้เสนอแก้ไข โดยอ้าง เหตุว่าทําให้การบริหารราชการติดขัด ไม่ลื่นไหล ขัดต่อประโยชน์ของประเทศชาติ กล่าวโดยพื้นฐานแล้วนี่นะครับ มาตรา ๑๙๐ เปึนมาตรการควบคุมเกี่ยวกับการ ดําเนินงานจัดทําหนังสือสัญญาสําคัญ ๆ กับนานาประเทศ เช่น ข้อตกลงการค้า การลงทุน ประเทศพหุภาคีหรือเอฟทีเอ เพื่อปกปัองคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม และ ดูแลผู้ประกอบอาชีพกลุ่มต่าง ๆ ให้ได้รับความเปึนธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องพูด เนื่องจากว่าผมเปึนอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีการกล่าวอ้างต่าง ๆ นานาว่า มาตรา ๑๙๐ นี้เปึนปัญหาในการบริหาร ประเทศ แต่อันที่จริงแล้ว ในความคิดผม ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับบางมาตรานะครับ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แต่ มาตรา ๑๙๐ นี้เปึนเสน่ห์ของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ นี้ครับ เปึนเสน่ห์อย่างไรเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามที่ท่านสมาชิกที่ได้อภิปราย ก่อนหน้านี้ที่ท่านบอกว่า ไปเจรจาไม่ได้ อันนั้นไม่จริงครับ ผมขอกล่าวในเรื่องเกี่ยวกับ รายละเอียด โดยปกติแล้วในประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาก็จะมาขอกรอบเหมือนกันว่าจะมี การเจรจาอย่างไร จะมีความร่วมมือกันอย่างไร จะมีการเพิ่มการค้าอย่างไร จะมีการ ส่งเสริมการลงทุนอย่างไร แล้วรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะนํามาเป่ดเผย ของเราก็ เปึนเช่นกันครับ จะมาเป่ดเผยให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ แล้วหลังจากเป่ดเผยแล้วนี่ครับ ก็จะต้องมาดูถึงผลกระทบและมาตรการเยียวยาก่อนแล้วจึงจะมาถึงสภาเพื่อที่จะมาขอ สัตยาบันในรายละเอียดเหล่านั้นต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วนี่เปึนวิธีการที่ปฏิบัติ กันมาทั่วโลก แล้วก็รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็เปึนวิธีการเช่นเดียวกันกับใน นานาอารยประเทศที่เขาเจริญแล้วนะครับ ที่เปึนปัญหาสําหรับ มาตรา ๑๙๐ ผมต้อง ขึ้นมาชี้แจงตรงนี้ เพราะว่าเกี่ยวข้องโดยตรงนะครับ ก็จะมีในส่วนที่เปึนบัญญัติไว้ในวรรค สองเท่านั้นเองนะครับ ซึ่งอันที่จริงแล้วนี่เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เลยครับ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็มี บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๔ วรรคสองเช่นกันนะครับ ซึ่งได้ระบุไว้ว่า หนังสือสัญญาที่ เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม คือให้รัฐบาลเห็นชอบมีอยู่ ๒ เงื่อนไขก็คือ

๑. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอก อาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตาม กฎหมายระหว่างประเทศ และ

๒. หนังสือสัญญาใดที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อเปึนไปตามหนังสือ สัญญา ซึ่งมาถึง มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง

นอกจาก ๒ เงื่อนไขแล้วนี่ก็มีการเพิ่มขึ้นมาอีก ๒ เงื่อนไขก็คือ

เงื่อนไขที่ ๓ คือ สือหนังสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง และ

๔. หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ

นี่แหละครับ คําว่า อย่างกว้างขวาง และอย่างมีนัยสําคัญนี่นะครับ ก็คือ เปึนประเด็นที่ถกเถียงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ หลังจากมีคําวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญที่ ๖-๗ ป้ ๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ นะครับ ที่มีการวินิจฉัย แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ว่าเปึนหนังสือที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม มาตรา ๑๙๐ ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ส่งเข้ารัฐสภา ทําให้ไม่มีผลใช้บังคับ เหตุนี้แหละครับทําให้ ข้าราชการประจําในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ โดยเฉพาะในกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาล ก็จะหวาดระแวงต่อการวินิจฉัยนี้ว่า หนังสือสัญญาใดจะต้องเข้าข่าย มาตรา ๑๙๐ จึงใช้วิธีเสนอเข้ามาทุกฉบับครับ ซึ่งทั้งที่บางฉบับก็ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องเสนอ เพราะไม่เข้าข่าย ก็จําเปึนต้องพูดนะครับว่าความหวาดระแวงดังกล่าวนี้ ด้านหนึ่งถ้าคิด อย่างบริสุทธิ์ใจทํานองปลอดภัยไว้ก่อน หรือทําเกินดีกว่าทําขาด แต่อีกด้านหนึ่งนะครับ บางคนก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ที่จําเปึนต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน ไม่อย่างนั้นแล้วประเทศชาติก็เดินหน้าไม่ได้ นานาชาติจะ ขาดความเชื่อถือประเทศไทย รัฐสภาทําหน้าที่บริหารแทนรัฐบาลและอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ว่า ต้องการใช้การแก้ไข มาตรา ๑๙๐ เพื่อนําไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรวมเท่านั้นเอง นะครับ ซึ่งต้องพูดให้ความเปึนธรรมจากอีกด้านหนึ่งด้วยว่า ก็เพราะคําวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญที่มีขึ้นนั้น ได้เพิ่มเงื่อนไขลักษณะของสัญญาที่เข้าข่ายส่งรัฐสภาตาม มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ขึ้นมาอีกนะครับ ต้องถือว่าเปึนเงื่อนไขที่เพิ่มมาเปึนเงื่อนไขที่ ๕ เงื่อนไขที่ ๕ ที่ว่านี้คืออะไรครับ ที่ศาล รัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยนี่นะครับก็คือ หนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย คําวินิจฉัยนี้นะครับอยู่ในย่อหน้ารองสุดท้าย ซึ่งก่อให้เกิดคําวิพากษ์วิจารณ์มากมาย นะครับในหมู่นักกฎหมายทั้งทางลับและทางแจ้ง คําว่า อาจ นี้ไม่มีอยู่ทั้งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ในป้ ๒๕๔๐ และมาตรา ๑๙๐ ในป้ ๒๕๕๐ เลยครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วลําพัง คําว่า กว้างขวาง และมีนัยสําคัญก็ยากอยู่แล้วนะครับ ยิ่งมาเพิ่มคําว่า อาจ อีกนี่ก็เลยทําให้ ข้าราชการประจําและรัฐบาลไม่ว่าพรรคไหน ไม่ต้องคิดอะไรเลยครับ ก็มีอะไรก็ส่งหนังสือ สัญญาทุกฉบับเข้าสภาหมด เราเลยต้องมานั่งอ่านหนังสือเปึนกองขนาดนี้นะครับ จึงทํา ให้มาตรา ๑๙๐ ถูกตั้งคําถามหนัก ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้นะครับเปลี่ยนกระบวนการ คิดใหม่ อย่าเพิ่งตั้งเปัาว่ามาตรานี้บกพร่อง แต่ควรจะมององค์รวมของปัญหาครับ สาเหตุ ที่ว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จําเปึนต้องร่างมาตรา ๑๙๐ ในลักษณะที่ละเอียดขึ้นเช่นนี้ เพราะอะไร ผมอยากจะให้ทราบถึงอดีตก่อนนะครับว่ามาจากไหน ก็เพราะรัฐบาลในอดีต ได้ใช้สถานะของฝ์ายบริหารในการทําสัญญากับนานาชาติ หรือทํา เอฟทีเอ โดยมีเจตนา หลบเลี่ยงรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ ครับ ไม่นําหนังสือสัญญาดังกล่าวเข้าสู่การ พิจารณาเห็นชอบโดยรัฐสภาเสียก่อนนะครับ โดยอ้างเหตุผลว่าอย่างไรครับ อ้างเหตุผล ว่า หนังสือสัญญาเหล่านี้มิได้กระทบต่อเขตอํานาจรัฐ โดยในสมัยรัฐบาลเดิมนะครับ ในสมัยก่อนเลือกที่จะตีความคําว่า เขตอํานาจรัฐ หมายถึงเขตพื้นที่ของประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ ในความเปึนจริงการทําหนังสือสัญญาเหล่านั้นนะครับมีผลกระทบผูกพันต่อเขตอํานาจ ของประเทศไทยทั้งสิ้น ทั้งอํานาจของฝ์ายบริหาร อํานาจของฝ์ายนิติบัญญัติในอนาคต ที่จะต้องกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่สามารถกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้า ตีความอย่างนี้แล้ว การทําเอฟทีเอกับทุกประเทศก็ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องเอาเข้า รัฐสภา ในเรื่องเกี่ยวกับเขตอํานาจรัฐนี้นี่นะครับ ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ในฐานะตุลาการเสียงข้างน้อย เคยวินิจฉัยไว้นะครับในคําวินิจฉัยส่วนตัว ในคํา วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๑/๒๕๔๒ ครับว่า คําว่า เขตอํานาจรัฐ ย่อมหมายถึงเขต อํานาจรัฐทางเศรษฐกิจด้วย แต่เพราะเปึนตุลาการเสียงข้างน้อยครับที่เห็นว่าแอลโอไอที่ไทย ทํากับไอเอ็มเอฟเข้าข่ายหนังสือสัญญาที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ หลักการใหม่ก็เลยไม่เกิด แล้วรัฐบาลก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าทําเอฟทีเอต่อไป ซึ่งปรากฏว่าเอฟทีเอในหลาย ๆ กรณีก็จะเห็นว่า ปรากฏว่ามีการเอาประโยชน์ส่วนตน เข้าไปเพื่อที่จะแลกกับการค้าหลาย ๆ เรื่องซึ่งเราเสียเปรียบ ซึ่งมีหลายส่วนเสียเปรียบ แต่สุดท้ายแล้วเปึนประโยชน์ส่วนตนที่ได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนนี่นะครับ ก็คือ เอฟทีเอ ไทย–จีน ภายใต้กรอบอาเซียนจีนที่ส่งผลกระทบกว้างขวางต่อเกษตรกร แล้วปัจจุบันนี้ ก็ยังส่งผลกระทบอยู่นะครับ

อีกส่วนหนึ่งในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ์น เนื้อหาที่ว่าด้วย ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิสิ่งมีชีวิต และการอนุญาตขนย้ายขยะสารพิษจากญี่ปุ์นเข้ามา ในประเทศไทยได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น เรื่องนี้ต้องให้เครดิตรัฐบาลท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นะครับ ที่ได้นําเอาเจเทปปาเข้ามารับฟังความคิดเห็นในสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ซึ่งปรากฏว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันหลายกรณี จนสุดท้ายแล้วก็มองเห็นว่า เราเองเราเสียเปรียบแล้วเกิดปัญหาอะไรบ้าง จนตามมาซึ่งหนังสือแนบท้ายสัญญา เพื่อที่จะลดข้อเสียเปรียบนั้นลง ซึ่งจะเห็นได้ว่านี่คือประโยชน์ นี่คือเสน่ห์ของรัฐธรรมนูญ มาตรานี้ และมันเปึนสิ่งซึ่งสภาสามารถที่จะมองเห็นความเดือดร้อนของประชาชนและลด ความเดือดร้อนนั้นลงไปได้นะครับ ตัวอย่างทั้ง ๒ ประการนี้นะครับ ก็ล้วนแต่เปึนบทเรียนที่เห็นชัดว่าการสร้างความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมไม่ก่อให้เกิดปัญหาละครับ และไม่ส่งผลกระทบต่อท่าทีประเทศไทย แต่ยังจะเพิ่มความรัดกุมและประสิทธิภาพในการทําให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย และประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ซึ่ง ผมร่วมร่างอยู่ด้วยนะครับ จึงบัญญัติให้มีความชัดเจนขึ้นโดยขยายเพิ่มเติมอีก ๒ เงื่อนไข จากเดิมที่มีอยู่แล้ว ๒ นะครับ เพื่อให้ความชัดเจนนั้นเกิดการคุ้มครองผลประโยชน์ และ ก่อให้เกิดระบบการเจรจาที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเปึนธรรมต่อทุกฝ์าย ไม่ใช่บังคับ การทําหนังสือสัญญาทุกประเทศนะครับ แต่คัดกรองเอาเฉพาะหนังสือสัญญาสําคัญ ๆ รวม ๔ เงื่อนไขเท่านั้น กรณีใดมีปัญหาก็กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖ และที่ ๗ ๒๕๕๑ ก็ทําให้สามารถพูดได้เหมือน เพิ่มขึ้นอีก ๑ เงื่อนไข แม้จะนําคําว่า อย่างกว้างขวางและนัยสําคัญ และอาจเปลี่ยนแปลง อาณาเขตเข้ามา มันจะเปึนปัญหาต่อ มาตรา ๑๙๐ แต่ผมเห็นว่ามันเปึนการยกระดับ พัฒนาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยขึ้นมาได้ในระดับสําคัญ เหตุผล ที่กล่าวเช่นนี้มีอยู่ ๓ ประการครับ คือ

๑. สร้างระบบและกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลสามเส้า ระหว่างฝ์าย บริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ และฝ์ายประชาชนทั่วไป เพื่อให้การทําความตกลงระหว่าง ประเทศเกิดความรอบคอบโปร่งใสและเปึนประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

๒. ในเมื่อความตกลงระหว่างประเทศตามเงื่อนไข ๔ หรือ ๕ ประการ มีผล ผูกพันระยะยาวต่อประชาชนในประเทศ จึงต้องให้รัฐสภาในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย ได้ตรวจสอบและร่วมตัดสินใจ ในฐานะเปึนตัวแทนของประชาชน พูดง่าย ๆ ว่าเปึนการ ตัดสินใจของประชาชนทางอ้อม ตามวิถีทางประชาธิปไตย และ

๓. เปึนการเพิ่มอํานาจให้แก่คณะเจรจาของไทย โดยเมื่อรัฐสภาอนุมัติ กรอบการเจรจาแล้วนะครับ คณะเจรจาก็สามารถนําไปต่อรอง อ้างเปึนเหตุผลในการ เจรจา ทําให้สามารถปฏิเสธไม่รับข้อเสนอใดก็ได้ พูดง่าย ๆ ถือว่าเปึนอีกเครื่องมือหนึ่ง ของรัฐบาลในการที่จะไปเจรจา ซึ่งเหตุผลนี้บางคนอาจจะมองข้าม แต่จะเกิดประโยชน์ เปึนอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าจนถึงปัจจุบันนี้นะครับ การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๙๐ ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วนี่นะครับ มีผลบังคับใช้ไปแล้วหลายครั้งก็ยัง ไม่ได้เห็นมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเลย รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๙๐ เปึนของใหม่ที่อาจจะมีความเข้าใจไม่ตรงกันบ้าง ขลุกขลักในทางปฏิบัติบ้าง โชคร้าย ตรงที่ว่านอกจากตัวมันเองแล้วยังอยู่ในภาวะวิสัยของการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมือง เรื่องควรแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ อีกต่างหากนะครับ แต่เราก็ควรจะให้ โอกาสรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ให้ได้ทํางานก่อน เพราะมาตรานี้มีลักษณะพิเศษ เปึน การบัญญัติแก้ไขเรื่องไม่ถูกไม่ควรที่เกิดมาเนิ่นนานนะครับ แม้จะมีช่องว่างหรือจุดอ่อน ในบางประเด็นบ้างก็ตาม แต่โดยหลักใหญ่แล้วยังมีบทพิสูจน์ใด มันยังไม่มีบทพิสูจน์ใด นะครับที่จะบอกให้สิ้นสงสัยว่ามาตรานี้ทําให้การบริหารชาติบ้านเมืองติดขัดแต่อย่างใด ผมเชื่อว่าในกฎหมายดังกล่าวทุกกฎหมายที่วันนี้ที่จะเข้าสภาไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะ มาผ่านความเห็นชอบในเรื่องเกี่ยวกับกรอบการเจรจานี้ ล้วนแล้วแต่จะทําให้ประชาชน ไม่เสียประโยชน์ อีกทั้งเราจะได้ประโยชน์สูงสุด ผมจึงหวังว่าอย่างไรก็ตาม ผมไม่ต้องการ ให้ท่านนํามาตรา ๑๙๐ นี้มาเปึนประเด็นทางการเมืองเพื่อจะทําให้วิธีการซึ่งมันเปึน วิธีการที่นานาอารยประเทศเขาทํากันและเกิดประโยชน์ต่อประเทศเปึนอย่างยิ่ง เอามา เปึนเกมการเจรจาต่อรองทางการเมือง จนกระทั่งเราไม่สามารถเดินหน้าต่อไปนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ