รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒

รัชดา ธนาดิเรก หารือเรื่องการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของรัฐบาลไทยในการมีบทบาทนำในการสร้างกลไกตรวจสอบสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องการผลักดันให้เกิดการดำเนินการจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชนในอาเซียน และการกำหนดแนวทางการลงโทษประเทศสมาชิกที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรอบเจรจาอาเซียนและการรวมตัวเปึน ประชาคมอาเซียน และรวมถึงกรอบอาเซียน + ๓ ด้วยนะคะ ในภาพกว้างแล้วดิฉัน เห็นด้วยทุกประการกับการผลักดันให้เกิดการรวมตัวของประชาคมอาเซียนเกิดขึ้น และ เนื้อหาสาระที่เราพิจารณากันในวันนี้ก็เปึนสิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้เคยเสนอเข้าในรัฐสภา ดิฉันจึงหวังเปึนอย่างยิ่งว่า การแสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกต่อ ๆ ไปคงจะเปึนการ แสดงอย่างสร้างสรรค์ แล้วก็เข้าสู่เนื้อหา

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศนั้นดิฉันว่าวันนี้เราคงต้องร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกนานาชาติในกลุ่มอาเซียนอีก ๙ ประเทศ รวมถึงนานาชาติ ที่อยู่นอกเหนือภาคีอาเซียนด้วย และการที่วิพากษ์วิจารณ์ในส่วนของตัวท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ดิฉันคิดว่าเราในฐานะคนไทยด้วยกันทุกคน ควรจะให้ความเปึนธรรม แล้วก็ส่งเสริมท่านรัฐมนตรี เพราะว่าในทางประชาคมการทูต โลกนั้น พวกเราน่าจะทราบกันดีว่าความสามารและการแสดงออก การสนับสนุนในการ แสดงออกของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ท่านรัฐมนตรีได้แสดงออกที่ผ่านมานั้น เปึนสิ่งที่ยอมรับได้นะคะ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านใช้เวลาของสภา เปึนไปอย่างสร้างสรรค์ค่ะ อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะที่ดิฉันจะมีต่อทางคณะรัฐมนตรีก็มี อยู่เพียง ๓–๔ ประการด้วยกัน ที่อยากจะเสนอให้เพื่อเปึนการพิจารณาในการผลักดัน กรอบอาเซียนให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการแรกก็คือ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลไทยควรจะมีบทบาทนําในการเสนอให้ ประชาคมอาเซียนมีกลไกในการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสิทธิมนุษยชน จากเอกสารที่สมาชิกรัฐสภาในวันนี้ที่ต้องพิจารณากันถึง ๒๐ ฉบับ แน่นอนละค่ะว่าสิ่งที่ น่ากลัวที่สุด ก็คือเราจะผลักดันสิ่งที่อยู่ในเอกสารให้เกิดขึ้นเปึนรูปธรรมได้อย่างไร ดังนั้น จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกที่จะขับเคลื่อน ในประเด็นสิทธิมนุษยชน จากกรณี ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเราที่มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาอพยพเข้ามาในประเทศไทย แล้วก็ เกิดเปึนประเด็นว่ามีการดําเนินการที่ไม่เปึนไปตามหลักสิทธิมนุษยชนนั้น จริง ๆ แล้ว ประเด็นนี้มันไม่ใช่เปึนประเด็นที่เกิดขึ้นเปึนปัญหาของประเทศไทย มันเปึนประเด็นที่ เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีการดูแลพี่น้องประชาชนของเขาด้วยความไม่เปึน ธรรมทางสังคม ประเด็นนี้จากการที่เกิดขึ้นในประเทศพม่านําไปสู่เปึนประเด็นของ อาเซียน เพราะว่าการที่ชาวโรฮิงญาไม่ได้รับการดูแลอย่างเปึนธรรมนั้น ก็ทําให้เกิดการที่ จะต้องลี้ภัยเข้ามาหางานทํา นําไปสู่กระบวนการค้ามนุษย์ และอาจจะนําไปสู่ กระบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เกิดเปึนประเด็นในเรื่องของเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้นเมื่อเราคิดที่จะรวมตัวอย่างจริงจังให้เปึนประชาคมอาเซียนแล้ว จึงจําเปึนอย่างยิ่งที่ รัฐบาลโดยเฉพาะประเทศไทยควรจะมีบทบาทนําให้อาเซียนมีกลไกการตรวจสอบในเรื่อง สิทธิมนุษยชนว่า เมื่อลงนามในสัญญาต่าง ๆ แล้วมันเกิดการดูแลที่ถูกต้องอย่างเปึนธรรม จริงหรือเปล่า กลไกนี้ดิฉันอยากจะฝากให้เปึนหน้าที่ของสํานักเลขาธิการอาเซียนให้ รับผิดชอบดูแลในเรื่องของตรวจสอบ และผลของการตรวจสอบก็อยากจะให้นํามา รายงานสู่รัฐสภาของประเทศสมาชิกทั่วไปด้วย

ในเรื่องที่ ๒ อาเซียนนั้นประกอบด้วย ๑๐ ชาติด้วยกัน จําเปึนอย่างยิ่ง ที่จะต้องผลักดันให้เกิดการดําเนินการ ไม่ใช่เปึนเรื่องของรัฐบาลและรัฐบาล มันจะต้อง ผลักดันเปึนเรื่องของประชาชนต่อประชาชน ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ในเรื่องของ วัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนการศึกษา ในเรื่องของเศรษฐกิจ ผู้ดําเนินการ ผู้ขับเคลื่อน จริงอยู่เปึนรัฐบาล แต่ผลประโยชน์จะไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงเลย ถ้าไม่สามารถผลักดัน ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ในประเด็นนี้ดิฉันจึงอยากจะฝากทางรัฐบาลนะคะว่าน่าจะเริ่มต้นที่จากการปลูกจิตสํานึก ให้กับเยาวชนในอาเซียนของเราให้มีจิตอาสาอาเซียน ขออนุญาตยกตัวอย่างในกรณีของ ประเทศสหรัฐอเมริกานิดหนึ่งว่า เมื่อ ๔๐ ป้ที่แล้ว อดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) นั้น ได้ก่อตั้งโครงการพีซ คอร์ (Peace corps) ขึ้นมา เพื่อที่จะ ส่งเสริมให้เยาวชนในสหรัฐอเมริกานั้นไปรู้ร้อนรู้หนาว รู้จักความทุกข์ร้อนของประเทศอื่น ในทวีปต่าง ๆ โครงการนี้ ณ ปัจจุบันนี้ ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนะคะว่าเปึน โครงการที่มีประโยชน์และทําให้เกิดเครือข่ายของสหรัฐอเมริกากับนานาชาติ ดิฉันจึง คิดว่าถ้าเปึนไปได้ ก็น่าจะผลักดันให้เกิดจิตอาสาอาเซียนเกิดขึ้น เพื่อจะเปึนการผูก สัมพันธไมตรีระหว่างเยาวชนในอาเซียนด้วยกัน และเปึนการแลกเปลี่ยนทั้งวัฒนธรรม และการศึกษาด้วย

ประเด็นที่ ๓ เมื่อมีการรวมตัว ๑๐ ชาติ ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ก็คือการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่กําหนดไว้ในสนธิสัญญาต่าง ๆ ดังนั้นดิฉันจึงอยากฝาก อีกประเด็นหนึ่งนะคะว่ารัฐบาลไทยน่าจะมีบทบาทนําในการที่จะกําหนดแนวทางการ ลงโทษประเทศสมาชิกที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ เพราะว่าหากว่ามีแต่เอกสาร ลงนามในข้อสัญญา แต่ถ้ามีประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามได้แล้วก็ไม่มี การลงโทษใด ๆ เกิดขึ้น ความหวังที่จะเปึนประชาคมอาเซียนก็คงเปึนเพียงแค่ เศษกระดาษเท่านั้นค่ะ

ประเด็นที่ ๔ เปึนเรื่องของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แน่นอนการร่วมมือ ทางเศรษฐกิจมันจะมีทั้งผลได้และผลเสียกับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภาคเกษตรกร และ ในอนาคตที่จะมีความร่วมมือกับอาเซียน-จีน ภาคการประมงก็คงจะได้รับผลกระทบทั้ง เชิงบวกและเชิงลบเกิดขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันเองได้รับเรื่องร้องทุกข์จากหลายกลุ่มด้วยกันนะคะว่าการให้การเยียวยา การให้การ ช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความเดือดร้อนจากการค้าเสรีนั้นยังไม่เปึนธรรมและ ไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะเงินกองทุนต่าง ๆ นั้นจัดสรรขึ้นมาเพียงเล็กน้อย อีกทั้งการทํางานของ หน่วยงานราชการต่าง ๆ ก็เปึนไปอย่างซ้ําซ้อนไม่มีประสิทธิภาพ จึงอยากให้คณะรัฐบาล สร้างกลไกให้เกิดการบูรณาการการทํางาน เพื่อให้เกิดการเยียวยาอย่างเปึนธรรมแก่ ผู้ได้รับความเดือดร้อนค่ะ

ประเด็นสุดท้าย ดิฉันเชื่อว่าในอนาคตจะมีเอกสารสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงและอํานาจอธิปไตยเปึนไปตามมาตรา ๑๙๐ เข้ามาในรัฐสภาอีกมาก แต่ทุกวันนี้ยังมีความสับสนอีกเยอะนะคะ ยังไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้น เพราะว่าเรายังขาด พระราชบัญญัติขั้นตอนและการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งมีความพยายาม ของรัฐบาลชุดที่แล้วที่จะร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้เกิดขึ้น แต่เมื่อได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้ร่างไว้แล้วยังมีความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นอีกมาก ดังนั้นจึงอยากฝากให้ รัฐบาลชุดนี้ไปพิจารณาด้วยนะคะ เพราะว่าในการที่จะร่าง พ.ร.บ. การจัดทําหนังสือ สัญญา ดิฉันว่ามันจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของหนังสือสัญญาประเภทใดที่ต้องมีการ ศึกษาวิจัยก่อนลงนาม กรอบการเจรจาจําเปึนไหมที่จะต้องมีการศึกษาวิจัย การจัดทํา หนังสือสัญญาจะต้องมีการวิจัยในระดับใด หากว่าจําเปึนจะต้องมีการศึกษาวิจัยจะให้ หน่วยงานใดเปึนผู้ดําเนินการวิจัย เพราะว่ามันจะเกี่ยวข้องกับความเปึนอิสระ เกี่ยวข้อง กับผลของการศึกษาวิจัยด้วยนะคะ และการศึกษาวิจัยผลดีผลเสียของการทําหนังสือ สัญญาต่าง ๆ นั้นมันจะต้องมีค่าใช้จ่ายค่ะ ถ้าหากว่ารัฐบาลยังไม่ชัดเจนในเรื่องประเด็น เกี่ยวกับการเตรียมหนังสือเอกสารต่าง ๆ ก่อนที่จะนําเข้ามาเสนอในรัฐสภา สิ่งที่พวกเรา สมาชิกพิจารณากันอยู่นี้ก็อาจจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และการแสดง ความคิดเห็นต่าง ๆ ออกไปเปึนกฎหมายหรือข้อตกลงที่ให้คณะรัฐบาลไปดําเนินการได้นั้น ก็อาจจะไม่เปึนประโยชน์กับพี่น้องประชาชนของไทยอย่างแท้จริง ดิฉันก็คงมีเพียงแค่ ๕ ประการ ที่จะฝากท่านประธานรัฐสภาฝากผ่านไปยัง ครม. เพียงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ