รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

สุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเรียกร้องให้รัฐสภาให้การสนับสนุนในการเจรจาในกรอบอนุสัญญาโลกาภิวัตน์

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณาอภิปราย แล้วก็ให้การสนับสนุนท่าทีและ กรอบการเจรจาของประเทศไทยสําหรับการเจรจาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ ๑๕ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าที่ทางรัฐบาลเองอาจจะต้อง มีการขอเปลี่ยนระเบียบวาระบ้างนั้นจริง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความจําเปึนเร่งด่วนเหมือนกัน แล้วก็ความสําคัญในเรื่องของแต่ละเรื่องนั้น บางครั้งจากการประชุมในการเตรียมการ เบื้องต้นมันอาจจะล่าช้าไป แล้วพอเรื่องเข้ามาผ่านคณะรัฐมนตรีแล้วมาถึงสภานั้นอาจจะ ล่าช้าไปบ้าง แล้วก็การประชุมบางครั้งก็เร็ว บางครั้งก็ช้า เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยน ระเบียบวาระเลยกลายเปึนเรื่องที่มีความจําเปึนไปในบางกรณีคงไม่ใช่ทั้งหมด ผมเรียนว่า หลายเรื่องที่ต้องมีการดําเนินการโดยเร่งด่วน กรณีเรื่องของกรอบการเจรจาในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากจะมีการประชุมในต้นเดือนธันวาคมนี้ แล้วก็ การประชุมที่ผ่านมาในการเตรียมการก็มีการประชุมหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเพิ่งประชุมเสร็จ เมื่ออาทิตย์กว่า ๆ นี้ก็มีกระบวนการในการปรับเปลี่ยนไปบางส่วนที่จะต้องมีการดําเนินการ เพิ่มเติมในส่วนของกรอบการเจรจาดังกล่าว เพราะว่าจริง ๆ กรอบการเจรจาตรงนี้เปึน เรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปราย ไปแล้วไม่ว่าท่าน ส.ว. เจริญ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านนิลวรรณ และท่านพรพันธุ์ รวมทั้ง ท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและท่านผู้มีเกียรติอีกหลายท่าน ได้อภิปรายไป ผมต้องขอบคุณในข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ เพราะจริง ๆ แล้วการเจรจา ทั้งหมด ในส่วนของประเทศไทยซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่เขาเรียกว่า แอนเน็กซ์ วัน (ANNEX 1) หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่โดนบังคับให้มีการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แล้วต้องกําหนดเปัาหมายให้ชัดเจนว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไร อย่างไร อันนั้นเปึนหน้าที่ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีการพัฒนาก่อนหน้าเรานานมาก แล้วก็เปึนต้นเหตุของปัญหาภาวะโลกร้อนที่มันเกิดขึ้น ประเทศที่กําลังพัฒนา เราก็คง จะต้องมีการดําเนินการในการที่จะไม่เพิ่ม พยายามที่จะไม่เพิ่มการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในขณะเดียวกันเราอาจจะต้องเพิ่มเหมือนกัน แต่เพิ่มในส่วนที่มันน้อย คงไปเปรียบเทียบ ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่เพิ่มการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือถูกบังคับ ไม่ให้เพิ่ม หรือต้องลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราก็ต้องระมัดระวังว่าจะต้องไม่ให้ เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อชีวิตความเปึนอยู่ ของพี่น้องประชาชน รายได้ของประชาชนในหลาย ๆ ด้านเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ทางรัฐบาลเองให้ความสําคัญว่าการลดก็เปึนกระบวนการ ที่จะต้องมีการดําเนินการตามเงื่อนไขซึ่งได้กําหนดไว้ในอนุสัญญา กรอบอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ยูเอ็นเอสซีซีซี (UNSCCC) ในเรื่องการลดนั้น ต้องลดโดยไม่มีผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคมครับ แล้วก็เพื่อที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ในกระบวนการการลดนั้น เขาก็กําหนดไว้ชัดเจนนะครับว่าเปึนความรับผิดชอบในระดับที่แตกต่าง โดยคํานึงถึง ศักยภาพของแต่ละประเทศครับ ที่เขาบอกว่าคอมมอน บัท ดิฟเฟอเรนชิเอท แอนด์ เรส เปคทีฟ เคพาบิลลิตี้ (Common but differentiate and respective capability) ซึ่งจะต้องเน้น ในเรื่องของการขจัดปัญหาความยากจน ความเสมอภาคและสิทธิในการพัฒนาของ ประเทศกําลังพัฒนาด้วย แต่ส่วนนี้ก็จะเปึนหลักการที่สําคัญนะครับ แล้วก็หลักการ การดําเนินการทั้งหมด ผมอยากจะกราบเรียนว่า ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเปึนห่วงว่า ทางภาคอุตสาหกรรมได้มีส่วนร่วมหรือไม่อย่างไร ก็อยากจะเรียนว่า ในตอนที่ผมเข้ามา รับตําแหน่งหน้าที่นี้ ก็ได้เชิญทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมประชุมกันนะครับ แล้วก็ขณะนี้ ทางสภาอุตสาหกรรมซึ่งเปึนตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดก็เข้ามามีส่วนสําคัญ ในกระบวนการในการเตรียมการเจรจาและการเข้าร่วมในการเจรจาทุกครั้งที่ผ่านมา ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นครับ เพราะว่าเขาเริ่มมีความเข้าใจเหมือนกันบอกว่าเมื่อก่อนนี้ เขาอาจจะไม่สนใจมากนัก แล้วก็ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมมากนัก เพราะเขาคิดว่ามันไม่ได้ มีผลกระทบอะไรต่อเขา หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกันหลายครั้ง เขาก็มองเห็นแล้วครับว่า จริง ๆ แล้วกระบวนการทั้งหมดภายใต้กรอบอนุสัญญาเหล่านี้มันมีผลกระทบต่อเรื่อง เศรษฐกิจและเรื่องสังคม เรื่องของสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจเองก็มีปัญหาเหมือนกัน กรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย ซึ่งผ่านรัฐสภาไป ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว อยู่ที่วุฒิสภาในขณะนี้ แว็คแมน นี่นะครับ ก็ยังมีประเด็นปัญหาเหมือนกัน การที่บอกว่าลด ๘๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๔ ป้ข้างหน้า อเมริกาเขาคิดอยู่บนฐานของป้ ๒๐๐๐ ไม่ใช่ป้ ๑๙๙๐ เหมือนประเทศอื่น เพราะฉะนั้นถ้าคิดย้อนกลับมาบนฐาน ป้ ๑๙๙๐ จะลดแค่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ําไป ประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นตัวเลขเหล่านี้ บางทีถ้าเราไม่มองให้รอบคอบ ดูเหมือนตัวเลขสูง แต่ความจริงแล้วถ้ากลับมาที่ฐาน ป้ ๑๙๙๐ มันก็เปึนตัวเลขต่ํากว่าที่ควรจะเปึน แล้วก็จะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มอุณหภูมิ ของโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะทําให้เกิดผลภัยพิบัติ เกิดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของโลกที่ทําให้เกิดปัญหาเรื่องแผ่นดินไหว เกิดสึนามิ และเกิดผลกระทบทางด้านโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านเจริญได้พูดครับ ว่ามาลาเรียเอง ไข้เลือดออกเองที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกมากในขณะนี้ เพราะอุณหภูมิโลก มันเพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตของยุงซึ่งเปึนพาหะนําโรคมันก็เพิ่มขึ้น ชีวิตการเติบโต มันเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็เปึนพาหะมันเพิ่มมากขึ้น โรคก็เพิ่มมากขึ้นเปึนธรรมดา เพราะฉะนั้นอันนี้จริง ๆ แล้วก็เปึนปัญหาที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ซึ่งหลาย ๆ คนคิดว่า ห่างตัวเรา ไม่รู้สึกอะไร แต่จริง ๆ มันมาถึงตัวเราแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เปึนส่วนสําคัญ ผมเรียนว่าในส่วนของการช่วยเหลือก็ดีนี่นะครับ ในส่วนของการกําหนดว่าจะลดเท่าไร อย่างไรนั้น จริง ๆ แล้วถึงเราไม่กําหนดเราก็ลดอยู่แล้ว แต่เราลดอยู่แล้ว ถ้าเราประกาศ ชัดเจนว่าเราจะลดเท่าไร มันก็จะมีผลกระทบอีกเหมือนกันครับ เพราะว่าเขาจะถือว่าเปึน บิซซิเนส ยูชวล (Business usual) หรือเปึนเรื่องที่ทําปกติอยู่แล้ว จะไปคิดเปึนคาร์บอน เครดิต หรือจะไปขอเงินสนับสนุนอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ได้ ทีนี้พอพูดถึงไปขอเงินสนับสนุน อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึง ก็มีปัญหาอีกเหมือนกันครับ มีปัญหาตรงที่ว่า มันมีข้อผูกพันซึ่งเราต้องปฏิบัติตาม เราก็ต้องไปดูว่าเขาให้เงินมาแล้วเราเสียเปรียบเขา หรือไม่ อย่างไร วันนี้ก็มีการพูดเรื่องของการฟุ๋นฟูสภาพป์า การดูแลรักษาป์า ซึ่งเขาจะให้ เงินช่วยเหลือ แต่คําถามที่ยังตอบไม่ได้ก็คือว่า ในขณะที่เราไปปลูกป์าเพิ่มเติม ไปทําอะไร ต่ออะไร เกษตรกรหรือพี่น้องประชาชนเราซึ่งทําเรื่องนี้เขาจะมีรายได้ที่สม่ําเสมอตลอดทั้งป้ คือมีรายได้ที่สม่ําเสมอตลอดทั้งป้ที่ทําให้เขามีเงินเหลือพอคิดถึงอนาคต ส่งลูกไปโรงเรียนได้ เจ็บไข้ได้ป์วย มีเงินไปดูแลรักษาตัวเองได้ มันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร ประเทศที่พัฒนา จะมีเงินชดเชยให้เขาทุกป้หรือไม่ เหมือนอย่างตอนเริ่มต้นทํา มีเงินชดเชย มีเงินสนับสนุน แต่พอทําไปแล้วสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะมีต่อเนื่องหรือไม่ ในขณะที่ประเทศที่กําลังพัฒนาเขาซื้อคาร์บอน เครดิตไปแล้ว เขาไปพัฒนาเพิ่มเติม เขาสร้างโรงงาน เขาจ้างคนงาน มีรายได้ มีเงินทุกวัน โรงงานเขาผลิตสินค้าออกมาขาย ให้เราทุกวัน ตรงนี้มันเปึนข้อแตกต่างที่เราเองก็ต้องเอามาพิจารณาประกอบเหมือนกันว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะทําอย่างไร ประเทศกําลังพัฒนาวันนี้แทนที่จะพัฒนาในส่วน ของประเทศตัวเองซึ่งมันล้นแล้ว อาจจะต้องขยับขยายไปที่อื่นบ้าง เพื่อที่จะไปทําให้ การพัฒนานั้นมีความมั่นคงยั่งยืนสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ตรงนี้จะเปึนส่วนสําคัญ แต่ว่าเรื่องของการดูแลอนุรักษ์ป์า เรื่องของการฟุ๋นฟูสภาพป์า เราทําอยู่แล้ว เพียงแต่ในส่วนนี้เราจะรับการสนับสนุนจากเขาหรือไม่ อย่างไร มันคงต้องดู เงื่อนไขกติกาในเรื่องของการที่เขาจะเข้ามาช่วยเหลือดูแลเรา ไม่อย่างนั้นเราก็อยู่ในฐานะ เสียเปรียบเช่นเดียวกัน อันนี้ก็เรียนว่าถ้าเอาได้ เอาได้ในส่วนนี้เงินช่วยเหลือต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วไม่มีข้อผูกพันมาก แล้วไม่ส่งผลกระทบถึงการพัฒนาก็คงสามารถดําเนินการได้ ในส่วนนี้

ในส่วนของแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนจริง ๆ แล้วไม่ได้สวนทางกับ ในเรื่องของพิธีสารเกียวโตแล้วก็กรอบอนุสัญญาครับ ก็ไปด้วยกันอย่างนั้น แต่ว่าภายใต้ ทั้ง ๒ อันนี้มันมีอีกอันหนึ่งซึ่งเขาได้ประชุมกันที่บาหลี เขาเรียก บาหลี แอคชั่น แพลน (Bali Action plan) หรือบาหลี โรดแมพ (Bali Roadmap) ที่มันมีกระบวนการที่ทําให้ ประเทศที่ยังไม่ได้เข้าร่วมเปึนรัฐภาคีภายใต้พิธีสารเตียวโกคือสหรัฐอเมริกาได้มีโอกาส เข้ามาร่วมในส่วนนี้ให้มีทางให้เขาเดิน แต่ปรากฏว่าวันนี้ก็ยังไม่เดิน เพราะฉะนั้นเมื่อยังไม่เดิน เขาก็พยายามหาวิธีใหม่ เขาอยากจะนําเสนอกระบวนการ อนุสัญญาใหม่ อะไรต่ออะไร ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนนี้ก็คงต้องมีการพูดจากันอีกยาวครับ เพราะว่าของเก่าที่ทํามา ตลอดระยะเวลา ๕ ป้ที่ผ่านมา จะครบในป้ ๒๐๑๒ ก็ยังไม่ได้ดําเนินการอะไรอย่างเต็มที่ ในส่วนของประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีความรับผิดชอบสูง เพราะฉะนั้นทางสหภาพยุโรป ประเทศที่เขามีความรับผิดชอบสูง เขาก็พยายามประกาศบอกว่าเขาจะลด ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เขาบอก ควอร์เทอร์ คอมมิทเมนท์ (Quarter Commitment) ไปที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่บางประเทศเองยังไม่ได้ดําเนินการแล้วก็พยายามต่อรอง กับประเทศที่กําลังพัฒนาแล้วในกลุ่มที่เขาเรียกว่า แอดวานซ์ ดิเวลอปปุ่ง คันทรี (Advance Developing Country) เพื่อที่จะให้ประเทศเหล่านี้ต้อง เมค คอมมิทเมนท์ (Make Commitment) หรือว่าต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะปรับลดเท่าไรหรือว่าจะทําอย่างไร ในการลดผลกระทบในเรื่องของภาวะโลกร้อนตรงนั้น ซึ่งตรงนี้จะเปึนเรื่องที่ค่อนข้างยาก ต่อการเจรจาครับ เพราะว่าผมเองได้เข้าไปดูบรรยากาศหลายครั้งแล้วก็เห็นกระบวนการ เจรจานั้นยุ่งยากมาก ลําบากมาก ของพวกเราเองก็คงพยายามที่จะรวมกันในกลุ่มจี ๗๗ (G 77) และจีน ในการเจรจา ในการต่อรองกับประเทศที่กําลังพัฒนาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมเรียนว่าเราคงไม่ทําให้เสียเปรียบ แล้วผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกร ต้องได้รับการดูแล รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศชาติต้องได้รับการดูแลในส่วนนี้ แล้วก็กระบวนการในการดําเนินการทั้งหมดจะต้องไม่มีผลกระทบกับการพัฒนาของเรา แต่ที่สําคัญก็คือความรับผิดชอบของเราในฐานะที่ต้องช่วยกันดูแลโลกใบนี้ให้มันสวยงาม ต่อไปเพื่ออนาคตลูกหลานของเรา โดยการลดภาวะก๊าซเรือนกระจก ก็เรียนว่า เราคงต้องทํา แล้วก็ต้องทําอย่างจริงจัง ส่วนจะลดอย่างไร เท่าไร เราลดอยู่แล้ว แล้วก็ช่วย เขาลดไม่มีปัญหาอะไร ในส่วนของเรื่องที่ในรายละเอียดที่นําเสนอเข้ามานี้ ก็มีประเด็น ในส่วนที่ได้มีการเจรจาเพิ่มเติมอีกในส่วนหนึ่ง ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็คงจะต้องรับเรื่องนี้ไปแล้วก็ไปติดตาม ในการดําเนินการก็อยากจะ กราบเรียนด้วยว่าสิ่งที่ต้องไปเจรจาในส่วนของในเรื่องของการเงิน การลงทุน หรือไฟแนนเชียล แอนด์ อินเวสท์เมนท์ แมกกานิซึ่ม (Financial and Investment Mechanism) ในการ ที่จะมาลดก๊าซเรือนกระจกนี่นะครับ ก็คงเปึนกรณีที่เป่ดกว้าง ๆ ในการเจรจาต่อรองกัน อีกทีหนึ่ง เพราะว่าถ้าเราไปกําหนดขอบเขตที่ผูกมัดกันจนเกินไป เราก็ยังอยู่ในฐานะ ที่เสียเปรียบเขา เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องขอให้ทางรัฐสภาได้กรุณาให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถ การส่งเสริม การปรับตัว การพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะต้องมีการดําเนินการ ในส่วนนี้ให้สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าในส่วนของกรอบในเรื่องนี้ ก็จะมีนิดเดียวเท่านั้นเองที่ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่า ที่กําหนดไว้ว่าไม่น้อยกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็จะขอขยับไปนิดหนึ่งเปึน ๒๕-๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าไม่อย่างนั้นมันจะไม่ลงตัว ตอนนี้เจรจากันได้ที่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ที่เมืองบาร์เซโลนา เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเจรจาได้ที่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้พยายามดันขึ้นไปให้มันได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่อย่างนั้นอุณหภูมิของโลกถ้ามันสูงขึ้นอีก ๑.๕ เปอร์เซ็นต์มันจะ เกิดผลกระทบรุนแรงมากนะครับ แล้วก็ถ้าใครอยากจะรู้ว่าอนาคตมันจะเปึนอย่างไร ผมคิดว่าเราคงเห็นแล้วนะครับว่าปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ มันรุนแรงขึ้น ถี่ขึ้น ปัญหาเรื่องของภาวะฝนที่มันไม่กระจายเหมือนเดิม มันกระจุกตัว ทําให้เกิดปัญหาภาวะน้ําท่วม เกิดปัญหาภัยแล้งในช่วงของปลายฤดูการผลิตมันส่งผล กระทบต่อผลผลิตทางด้านอาหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบทําให้เกิดวิกฤตการณ์อาหาร ทั้งภายในแล้วก็ของโลกด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าทุกอย่าง ที่ได้นําเสนอก็จะเปึนส่วนสําคัญ แล้วก็ในส่วนของกรอบทั้งหมดนี้ ในส่วนของบาลี แอคชั่น แพลน ที่ได้นําเสนอมาแล้วส่วนเพิ่มเติมนั้นก็อยากจะขอความกรุณาท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติได้ให้การสนับสนุนในส่วนนี้ เพื่อที่เราจะได้นําไปเจรจาแล้วก็ต้องขอรับ ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของท่านไปประกอบการเจรจาในคราวนี้เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ ประเทศไทย แล้วก็ดูแลโลกที่สวยงามใบนี้ไว้ให้ลูกหลานของเราในอนาคตด้วยครับ ขอบพระคุณครับ