รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องการประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยา และการเจรจาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบเหตุการณ์นี้อย่างจริงจัง และรักชาติ ไม่พาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานครับ ผมกับท่านสุนัยไม่มีเหตุขัดแย้งส่วนตัวกัน แต่ถ้าวันนี้ผมกับท่านสุนัย จะขัดแย้งกันเปึนเรื่องผลประโยชน์ชาติล้วน ๆ ครับ แล้วท่านสุนัยเห็นว่าสิ่งที่ผมกําลัง จะพูดต่อไปนี้ทําให้ประเทศชาติรัฐแห่งนี้เสียหาย เชิญท่านประท้วงครับ ข้างนอกเราคุย กันได้ แต่วันนี้เรื่องผลประโยชน์ชาติต่อรองไม่ได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้อง เริ่มต้นกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผมไม่เอ่ยนามท่าน หรอกครับ ท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้เสียหน้ามากที่ผู้นําสูงสุดของ อาเซียนไม่ได้เข้าร่วมประชุมในพิธีเป่ด ท่านบอกว่าผู้นําต่างประเทศหลายประเทศไม่ได้ เข้าร่วมในพิธีเป่ด เขาไม่ไว้ใจประเทศไทย ถ้าเราตัดฉากแค่นั้นอาจจะฟังเช่นนั้นได้ครับ แต่ย้อนหลังไปสักนิดเถอะครับว่ามันอาจจะมีเหตุผลต่อเนื่องก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ไหมครับ ท่านประธานคงยืนยันกับผมได้ว่า ก่อนที่จะมีการประชุมผู้นําสูงสุดที่จังหวัดเพชรบุรีและที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อเดือน ที่แล้ว ก่อนหน้านี้เรามีการประชุมผู้นําที่พัทยาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถามท่านประธาน ถามพี่น้องประชาชนว่า การประชุมผู้นําสุดยอดอาเซียนที่พัทยานั้นได้มีการเป่ดประชุม ได้มีการตกลงและมีการประชุมได้ไหมครับ ตอบได้เลยครับว่าไม่มีการประชุมครับ เหตุที่ ไม่มีการประชุมเกิดเพราะอะไรครับ เพราะเราไปต้อนรับหรือเราไปขับไล่เขา ผมไม่ตอบ ตรงนี้ละครับ แต่ผมเรียนท่านประธานว่า การประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนป้นี้ครับ ที่ประชุมไม่ได้เพราะว่าเราไม่ได้เปึนเจ้าภาพที่ดีครับ และต้องยืนยันกับท่านประธานว่า ผู้นําต่างประเทศบางประเทศต้องหนีกลับแล้วครับ ถ้าไม่หนีกลับผมคิดว่าอาจจะได้รับ อันตรายก็ได้ สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจากใคร ผมคิดว่าผมไม่ต้องตอบตรงนี้ ผมพูดไปก็ไม่มีใคร เชื่อหรอกครับ แต่ผมอยากให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ได้เข้าใจว่า ถ้าจะมีเหตุที่ผู้นําสุดยอด อาเซียนไม่ได้ร่วมในพิธีเป่ดที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ย้อนหลังไปดู สิครับว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายนป้นี้ครับมันเกิดอะไรขึ้น ประการแรกผมตอบ แค่นี้ครับ

ผมเรียนท่านประธานเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ เรามีข้อถกเถียงที่น่ากลัวมากครับ ผมคิดว่าในระหว่างที่รัฐไทยไปทําความตกลงกับรัฐ ต่างประเทศนั้น มันไม่ควรมีใครบอกว่าใครทรยศชาติหรือใครขายชาติครับ แต่ว่าถ้าเรา อาจจะเถียงกันว่าใครรักชาติมากกว่ากันมันอาจจะเถียงกันได้ครับ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน ว่าทุกคนต้องรักประเทศไทย รักประเทศแม่ของตัวเองทั้งสิ้นครับ แต่วันนี้เราเลวร้ายเกินไป กว่านั้นครับ เราเถียงกันว่ามีการทรยศชาติเกิดขึ้น ในการไปทําความสัมพันธ์ ในการไปทํา ข้อเจรจากับต่างประเทศ มีการพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยป้ ๒๕๔๓ ผมเริ่มต้น บอกท่านประธานว่า ผมต้องไปเรียนกฎหมายระหว่างประเทศใหม่ครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะเถียงผม ท่านต้องมีข้อมูลนะครับ ผมอ่านกฎหมายระหว่างประเทศมาหลาย ฉบับนะครับ และในมือของกระผมมีตั้งแต่บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่ง ราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่เราเรียกว่าเอ็มโอยูครับ ที่ทําขึ้น เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๑ ครับ ผมมีพระราชบัญญัติการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งต้องมาอ่านกันใหม่ครับ ผมมีพระราชบัญญัติการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่าง ราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาเมื่อป้ ๒๕๔๓ ซึ่งอาจมีข้อสงสัย ผมจะตอบ เพื่อนสมาชิกครับ ผมมีพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา ป้ ๒๕๓๕ ผมมีพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการ ดําเนินการตามคําพิพากษาคดีอาญา ป้ ๒๕๒๗ ผมยกเฉพาะพระราชบัญญัติที่อยู่ ในมือผม ผมไม่อธิบายพระราชบัญญัตินี้ครับ เพราะฉะนั้นท่านที่ตั้งใจจะประท้วงผม ไม่จําเปึนต้องประท้วงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อความสัมพันธ์และผลประโยชน์ ต่างชาติวันนี้มีลักษณะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มันมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์แห่งรัฐครับ เมื่อก่อนเราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ครับ เมื่อก่อนเมื่อกระทรวง การต่างประเทศไปเจรจาความเมืองกับประเทศไหน เราไม่เคยระแวงกระทรวง การต่างประเทศหรือตัวแทนของรัฐไทยเลย ว่าถ้าท่านไปทําความเจรจาแล้ว ไปลงนาม ในสนธิสัญญา ลงนามในบันทึกความเข้าใจแล้ว ท่านจะเอาผลประโยชน์ส่วนตนไป เกี่ยวพันกับผลประโยชน์แห่งรัฐแม่ของตัวเอง เราไม่เคยสงสัยครับ แต่ผมเรียนกับ ท่านประธานว่า เพราะผลประโยชน์มันซับซ้อนมากยิ่งขึ้นครับ ผู้นําบางคน ผู้ที่เจรจา บางคนหน้ามืดตามัวครับ แยกไม่ออกระหว่างผลประโยชน์ตนและผลประโยชน์รัฐ ผมเลยต้องกราบเรียนท่านประธานต่อไปว่ากฎหมายระหว่างประเทศที่เรา