รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องการเจรจาเขตพื้นที่ทางทะเลไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เพื่อประโยชน์ของประเทศ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเกี่ยวกับกรอบการเจรจา เขตพื้นที่ทางทะเลไทย มาเลเซีย เวียดนาม ในกรณีที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันนะครับ โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยกับการที่จะอนุญาตให้รัฐบาลได้เจรจาในกรอบการเจรจานี้นะครับ จากข้อมูลที่ทางฝ์ายรัฐบาลได้เตรียมการมานั้น เราจะเห็นว่าการดําเนินการของรัฐบาล ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ใช้เวลาเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานพอสมควรครับ เพราะว่าครั้งล่าสุด ที่มีการเจรจาอย่างเปึนทางการได้ดําเนินการไปตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ซึ่งนับถึง วันนี้ก็เปึนเวลากว่า ๑๑ ป้มาแล้วนะครับ แล้วก็หลังจากนั้นก็มีการเจรจาอย่างไม่เปึน ทางการอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ๘ ป้ที่แล้ว ถ้าเรามองในส่วนของประเด็นปัญหา ที่จริงแล้วถ้าเรา จะพูดถึงเรื่องปัญหาในเขตพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย มาเลเซียและเวียดนามนั้นเข้าใจว่า มีอยู่ ๓ ส่วนด้วยกันนะครับ ส่วนที่ ๑ เปึนเรื่องของเส้นเขตแดน เรื่องที่ ๒ เปึนเรื่องของ ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีชีวิต และส่วนที่ ๓ คือผลประโยชน์ของ ทรัพยากรที่มีชีวิต ในกรอบนี้เข้าใจว่าเราจะเจรจาในเรื่องเดียวคือในประเด็นเรื่องของ ผลประโยชน์จากทรัพยากรที่ไม่มีชีวิต ส่วนเรื่องเขตแดนและเรื่องผลประโยชน์มีชีวิตนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการประมง ไม่ได้อยู่ในกรอบการเจรจานะครับ แล้วจากข้อสรุป ของการเจรจาที่ผ่านมาก็คือว่าในส่วนของผลประโยชน์ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตนี้ก็มีหลักการว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มีการตั้งองค์กรที่จะมาดูแลเรื่องของการแสวงหา ประโยชน์ร่วมกันนะครับ มีประเด็นที่ค้างอยู่ก็คือในส่วนขององค์ประกอบที่ฝ์ายไทยกับ ทางมาเลเซียและเวียดนามยังมีความเห็นไม่ตรงกันอยู่ อย่างไรก็ตามในประเด็นตรงนี้ผมเข้าใจว่าในส่วนนี้เมื่อดูรายชื่อจากองค์ประกอบของ ผู้แทนฝ์ายไทยแล้วก็เข้าใจว่าผู้แทนจากส่วนงานทั้ง ๕-๖ ส่วนงานที่ได้ให้รายละเอียดไว้ น่าจะดูแลได้ แต่เปึนข้อกังวลของผมในฐานะที่มาจากองค์กรวิชาชีพประมง ข้อกังวลก็คือ ในเรื่องของประเด็นของการประมงและการเดินเรือ เพราะแม้ว่าในบริเวณนี้จะเปึนเรื่อง กรณีการทับซ้อนของเขตแดนทางทะเลซึ่งยังไม่สามารถที่จะระบุได้ชัดว่าของใครมีอยู่ แค่ไหน อย่างไรนั้น แต่เรื่องการประมงซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบการเจรจาด้วยก็น่าจะได้มีการ หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือให้เกิดความชัดเจน เพราะว่ากรณีของไทยกับมาเลเซียนั้น ในบริเวณทับซ้อนกันได้มีความชัดเจนแล้ว ก็คือว่าเรือประมงของทั้ง ๒ ฝ์ายสามารถที่จะ ใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี โดยที่เจ้าหน้าที่อีกฝ์ายหนึ่งก็จะไม่เข้าไปจับกุมดําเนินการ ถึงแม้ว่าพื้นที่นี้จะมีเปึนเพียงส่วนน้อยนะครับแต่เข้าใจว่าในกรณีของการตรวจตราของ เจ้าหน้าที่ของอีก ๒ ประเทศนั้น ก็มีความเข้มงวด ฉะนั้นน่าจะได้มีความชัดเจนระบุว่า ในเรื่องของผลประโยชน์ทางด้านการประมงนั้นน่าจะเป่ดโอกาสให้ทั้ง ๓ ประเทศสามารถ ใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ด้วย อันนั้นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการเดินเรือ สิ่งที่เปึนความกังวล เพราะว่าขณะนี้ ประเทศต่าง ๆ พยายามจะเขียนกฎหมาย ใช้ประโยชน์จากกฎหมายทะเล อนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ เพื่อการออกกฎหมายที่เกินกว่ากรอบ ของอนุสัญญาที่ให้ไว้โดยการประกาศเขตน่านน้ําของตนเปึนเขตประมงทั้งหมด ซึ่งเท่ากับ เปึนการบังคับให้เรือประมงซึ่งเคยใช้สิทธิเดินเรือได้โดยเสรีก็ดี ใช้สิทธิเดินเรือโดยสุจริตก็ดี จะต้องเปลี่ยนสถานะ ต้องไปอยู่ภายใต้กฎหมายของท้องถิ่น ซึ่งตรงนั้นคือปัญหาที่เกิด ขึ้นอยู่เสมอ ในส่วนการเจรจาในครั้งนี้เข้าใจว่าคงจะเปึนเรื่องของผลประโยชน์อย่างเดียว แต่ก็อยากจะตั้งข้อสังเกตไปยังรัฐบาลนะครับ ก็คือเรื่องของการเจรจาโดยปกติก็จะมี พื้นฐานการเจรจาอยู่ ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ ก็คือใช้ข้อเท็จจริงเปึนกรอบในการเจรจา อีกประเด็นหนึ่งคือข้อกฎหมาย ซึ่งจะใช้กรอบ ผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายที่เราใช้เปึนฐาน ในการอ้างอิงนั้นคืออนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๕๘ หรือว่าอนุสัญญา ค.ศ.๑๙๘๒ ในกรณี ค.ศ. ๑๙๕๘ นั้นเข้าใจว่าเราได้มีการให้สัตยาบรรณ แล้วก็ให้มีการดําเนินการไปเรียบร้อย เพียงแต่ว่าในกฎหมายปัจจุบันได้มีการพัฒนาจาก ค.ศ. ๑๙๕๘ เปึน ค.ศ. ๑๙๘๒ แล้ว ขณะนี้ก็เปึนปัญหาอยู่ เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่ได้มีการดําเนินการให้สัตยาบรรณแม้ว่า เวลาจะล่วงเลยมากว่า ๒๗ ป้แล้ว ก็อยากจะฝากประเด็นนี้ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าอยากจะให้เร่งรัดในการให้สัตยาบรรณเปึนการ ด่วน เพราะว่านอกจากเวลาล่วงเลยมานานแล้วอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมาย ทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ยังเปึนฐาน เปึนแม่บทของกฎหมายที่ดูแลเรื่องการจัดการทางทะเล และผลประโยชน์ต่าง ๆ ถ้าเรายังใช้อยู่นี่เราก็จะมีปัญหาในเรื่องของการคุ้มครอง การดูแล รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอีกต่อไปนะครับ อันนี้ก็ขอฝากเปึนประเด็นที่จะตั้ง เปึนข้อสังเกตให้รัฐบาลรับไปพิจารณาด้วย ก็โดยภาพรวมขออนุญาตกราบเรียนว่าผมเอง สนับสนุนให้รัฐบาลได้ใช้กรอบนี้ในการเจรจาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ในส่วนของพื้นที่ ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทย มาเลเซียและเวียดนาม กราบขอบพระคุณครับ