ผ่องศรี ธาราภูมิ หารือเรื่องการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้ องค์การการค้าโลก และการเจรจาตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาถึงผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนทั้ง 3 กลุ่ม และเตรียมความพร้อมในการเปิดการค้าเสรีกับอาเซียน โดยเฉพาะการดูแลเกษตรกรที่อาจจะสูญเสียงานหรือรายได้จากการเปิดการค้าเสรี
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออนุญาตในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขออนุญาตใช้เวลา ของสภาเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นอภิปรายในกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้ องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจา อาเซียนกับประเทศนอกกลุ่มที่คณะรัฐมนตรีเสนอนะคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอกราบเรียนว่า ดิฉันได้อ่านกรอบเจรจานี้แล้วนะคะ ก็เห็นด้วยในหลักการและความจําเปึนที่รัฐบาล จําเปึนจะต้องใช้กรอบนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาตินะคะ ทีนี้ดิฉันมีข้อสังเกต และมีคําถามเล็กน้อยที่จะฝากไปถึงรัฐบาลเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนของเราทั้ง ๓ กลุ่ม เนื่องจากว่าในการเจรจาต่าง ๆ นั้นก็จะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องก็คือสําหรับเราที่เปึนประเทศ เกษตรกรรมก็คงหนีไม่พ้นเกษตรกร ซึ่งเปึนผู้ผลิต แล้วก็ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเปึน ผู้บริโภค ตลอดจนภาคเอกชนซึ่งเปึนผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นในกรอบการเจรจานั้น ก็คงจะต้องนึกถึงผลประโยชน์ของคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง ๓ ภาคที่ดิฉันได้กล่าวแล้วนะคะ ในส่วนของกรอบเจรจาพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก ไม่ว่าจะเปึนเวทีแห่งนี้ที่จะได้ ช่วยทําให้ลดอุปสรรคทางการค้า กีดกันทางการค้า หรือว่าการกําหนดกฎ กติการะหว่าง ประเทศ ตลอดจนการสนับสนุนการค้าที่เปึนธรรม แล้วก็ข้อยุติ ข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก ตลอดจนทําให้มีกลไกการเจรจาเพื่อตรวจสอบแล้วก็ทบทวนนโยบายทางการค้า ของประเทศ แล้วก็โดยเฉพาะประเทศที่กําลังพัฒนาหรือว่าประเทศที่ด้อยพัฒนาก็จะทําให้ มีโอกาสในการเสริมสร้างศักยภาพแล้วก็ให้ได้รับความช่วยเหลือ ดิฉันไม่สงสัยนะคะ แล้วก็เชื่อมั่นด้วยว่าตัวแทนของประเทศไทยก็คงจะเจรจาอยู่บนผลประโยชน์เหล่านั้น อย่างไรก็ตามก็ยังมีสิ่งที่น่าเปึนห่วงว่าในส่วนที่เปึนข้อ ๒ กรอบ ถ้าเราดูทั้ง ๒ กรอบ ทั้งกรอบที่เจรจาภายใต้องค์การการค้าโลกแล้วก็เจรจากับประเทศนอกกลุ่ม อันนี้ประเทศ นอกกลุ่มอาเซียนก็จะมีทั้งตลาดที่มีกําลังซื้อสูง ตลาดใหญ่ที่เราพูดถึงจีน อินเดียหรือว่า ญี่ปุ์น เกาหลี ออสเตรเลีย ตลอดจนอียู (EU) นะคะ กับประเทศตลาดใหม่ที่เรากําลังมองอยู่ เพื่อพัฒนาตลาดที่มีศักยภาพไม่ว่าจะเปึนในกลุ่มของประเทศตะวันออกกลางหรือว่า ประเทศกลุ่มอเมริกาใต้ ดิฉันคิดว่ามันมี ๒ กรอบที่ดูทั้งเทียบกันนะคะ กรอบที่เจรจา ภายใต้องค์การการค้าโลกจะมีทั้งหมด ๑๐ ประเด็น ๑๐ ประเด็นก็คือเรื่องของการปฏิรูป การค้าสินค้าเกษตร อันนี้ก็ดูแล้วไม่น่าห่วงใยเพราะว่าดูจากรายละเอียดก็เห็นว่า ได้ครอบคลุมในเรื่องที่น่าสนใจอยู่แล้วนะคะ การเป่ดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม อันนี้ ก็น่าจะมุ่งเน้นประโยชน์สําหรับสินค้าที่เราจะส่งออกนะคะ ในเรื่องของกฎถิ่นกําเนิด ของสินค้า อันนี้ก็อยากจะขอฝากเอาไว้นะคะ เพราะว่าในส่วนของกรอบเจรจาทั้ง ๒ เรื่อง มันจะมีถ้อยคําสําหรับการเจรจาประเทศนอกกลุ่มว่าให้คํานึงถึงผู้ประกอบการ ภาคเอกชน ทีนี้ในมุมมองของที่ดิฉันได้รับฟังมาไม่ว่าจะเปึนภาคประชาชนหรือว่า ภาคเกษตรหรือว่าภาคที่ประกอบการค้าเกี่ยวกับเรื่องสินค้าเกษตรโดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ ที่มีเรื่องของถิ่นกําเนิดสินค้ามาเกี่ยวข้อง ให้คํานึงถึงผลประโยชน์ของภาคเอกชน ปัจจุบัน เราก็มีจะผู้ประกอบการที่ผลิตเมล็ดพันธุ์หรือว่าต้นพันธุ์พืชเพื่อการค้าการส่งออก แต่ในขณะเดียวกันภาคประชาชนก็ห่วงใยว่าถ้าหากเราไม่ดูแลเรื่องของพันธุกรรมพืช หรือว่าหลักภูมิปัญญา ภูมิองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้ดีก็อาจจะสวนทางกันนะคะ อันนี้ก็ขอฝาก รัฐบาลว่าในการเจรจาถ้าคํานึงถึงผู้ประกอบการว่าเราจะขายสินค้าออกไปให้มาก ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลเรื่องขององค์ความรู้แล้วก็ภูมิปัญญาโดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ พื้นเมืองอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยนะคะที่จะพัฒนาทางด้านพันธุกรรมดิฉันก็ขอฝากเอาไว้ นอกจากนั้นส่วนที่เห็นว่าเปึนเรื่องดีนะคะ ประเด็นเจรจาเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท ระหว่างประเทศ อันนี้จากข้อมูลที่ปรากฏก็พบว่าการเจรจาแบบนี้ทําให้ประเทศไทย ได้มีอํานาจต่อรองมากขึ้นโดยเฉพาะในสินค้าหลาย ๆ เรื่อง ดิฉันอยู่ที่ลพบุรีก็เปึนแหล่งผลิต สินค้าไก่ส่งออกเพื่อการแปรรูปก็จะพบว่าเหล่านี้ที่เราส่งไปอียูก็ดีก็จะมีข้อจํากัดในเรื่องของ ภาษีศุลกากรแล้วก็มีข้อพิพาทในเรื่องของไก่หมักเกลือที่ทางประเทศอียูได้ลดพิกัดอัตรา ภาษี เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้กรอบการเจรจานี้เปึนข้อต่อรองกับประเทศสมาชิกก็จะเปึน ประโยชน์อย่างยิ่ง ดิฉันจึงเห็นว่าในการที่ประเทศไทยเรา สภาของเราจะได้ผ่านกรอบ เหล่านี้ก็จะเปึนประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรแล้วก็ผู้ประกอบการนะคะ แต่ว่ามีข้อสังเกตที่ ในกรอบของเจรจานอกกลุ่มมันหายไป ๒ เรื่อง ๒ เรื่องแต่อยู่ในกรอบเจรจากับ ดับเบิลยูทีโอ ก็คือประเด็นเรื่องของการค้าและสิ่งแวดล้อม
ดิฉันขอเรียนถามรัฐบาลแล้วกันนะคะว่าทําไมในกรอบของการเจรจา กับประเทศนอกกลุ่มถึงไม่บัญญัติในเรื่องของประเด็นเกี่ยวกับการค้าและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ประเด็นเกี่ยวกับปฏิบัติการพิเศษ เรื่องของความแตกต่างระหว่างประเทศที่กําลัง พัฒนาแล้วก็การพัฒนาศักยภาพ อันนี้มันจะหายไป ๒ ประเด็นนะคะเมื่อเทียบระหว่าง ๒ กรอบ ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเปึนประเด็นที่สําคัญโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการค้าและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยเราก็มีปัญหามาก ยกตัวอย่าง เช่น ดิฉันได้รับเรื่องจากในคณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องของผู้ประกอบการที่ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารานะคะ ซึ่งมันจะ มีประเด็นกีดกันทางการค้าว่าถ้าหากว่ายางพาราถ้าปลูกอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หรืออะไรก็ตามก็อาจจะไปถูกกีดกันในข้อนี้ได้นะคะ อันนี้ก็จะเปึนปัญหา เพราะว่าประเทศเราก็รับทราบอยู่แล้วว่าปัญหาเอกสารสิทธิที่ดินทํากิน เปึนปัญหาสําหรับพี่น้องเกษตรกร ไม่เฉพาะยางพาราอย่างเดียวนะคะ แม้แต่ข้าวโพด อย่างที่จังหวัดลพบุรีก็มีหลายพื้นที่ที่ปลูกอยู่ในที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ถ้าไม่มีประเด็นเหล่านี้ ถ้าเขาอาจจะมาใช้เปึนข้อกีดกันทางการค้าได้หรือไม่ เพราะว่ามันจะไปเข้าข่ายเขา ไม่เข้าใจว่าประเทศเราไม่ได้ว่าประชากรไปบุกรุกพื้นที่ป์าสงวน แต่ว่าบางพื้นที่ราษฎรเขา อยู่อาศัยทํากินมาก่อน แต่ว่ามันจะมีพระราชกฤษฎีกาเขตหวงห้ามเข้ามาประกาศ ภายหลัง ก็ทําให้พี่น้องประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิ ดิฉันก็ขอฝากผู้เจรจาแล้วกันนะคะว่า ประเด็นนี้ในกรอบที่เจรจากับประเทศนอกกลุ่มก็ขอให้คํานึงในเรื่องของประเด็นการค้าและ สิ่งแวดล้อมนะคะ เพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้วเกษตรกรไทย รวมถึงชาวประมงที่เคยมีปรากฏ มาแล้วว่าต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเขาก็จะใช้ประเด็นการอนุรักษ์ เต่าทะเลมากีดกันการค้ากุ้งของเกษตรกรไทย เหล่านี้เปึนต้นนะคะ ถ้าหากเปึนไปได้ ก็อยากจะให้ทั้ง ๒ กรอบได้คํานึงถึงเรื่องนี้ด้วยนะคะ เพราะถึงแม้ว่ากรอบที่จะเจรจา นอกกลุ่มก็อาจจะใช้มาประเด็นในการกีดกันทางการค้าได้นะคะ อันนี้ก็ขอฝากเปึนประเด็น ให้กับทางรัฐบาลด้วย
นอกจากนั้นแล้วดิฉันก็เห็นว่ากรอบทั้งหมดรัฐบาลก็ได้ดูแล เปึนอย่างดีแล้ว แต่ว่าสิ่งที่น่าเปึนห่วงในระยะอันสั้นก็คือเรื่องของมาตรการปกปัอง แล้วก็เยียวยาสําหรับผู้ที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการเป่ดการค้าเสรีกับอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน อันนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในกรอบนี้ แต่ก็ขอฝากไว้ว่าดิฉันก็ชื่นชม รัฐบาลที่ได้เดินหน้าโครงการประกันรายได้ขั้นต่ําให้กับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็มีการจัดให้ มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร แต่สําหรับพืชหลัก ๆ ๓ ชนิดก็คือข้าว ข้าวโพด แล้วก็ มันสําปะหลัง อันนี้เปึนความกล้าหาญนะคะ เพราะถ้าหากว่ารัฐบาลไม่เดินหน้าแล้วก็ ทําตอนนี้เราก็จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพี่น้องเกษตรกรของเราปลูกอะไรแล้วก็อยู่ที่ไหนกันบ้าง ถ้าหากไม่เตรียมความพร้อม ต้นป้หน้าถ้าหากมีการเป่ดการค้าเสรี สินค้าเกษตรเหล่านี้ ก็อาจจะทะลักเข้ามานะคะ แล้วการช่วยเหลือก็อาจจะพลาดเปัา เพราะว่าถ้าหากมันเข้ามาแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเงินจะถึงมือพี่น้องเกษตรกรหรือไม่ เพราะเราจะมีข่าวว่ามีผู้ที่เข้ามาสวมสิทธิ มากมาย การขึ้นทะเบียนเกษตรกรก็จะทําให้ได้รับทราบว่ามีเกษตรกรตัวจริงอยู่ที่ไหน อย่างไร แล้วก็เงินช่วยเหลือที่รัฐบาลได้เริ่มจ่ายชดเชยออกไปแล้วก็จะถึงมือเกษตรกร อย่างแท้จริงนะคะ ในประเด็นนี้ดิฉันจึงขอชื่นชมรัฐบาลว่าที่ได้เริ่มต้นโครงการ ประกันรายได้ขั้นต่ําก็จะมีผลต่อเรื่องของกรอบการเจรจา แล้วก็การดูแลมาตรการปกปัอง เกษตรกรด้วย อย่างไรก็ตามก็ยังเห็นว่ารัฐบาลยังต้องเตรียมความพร้อมมากกว่านี้ เพราะว่านับถอยหลังยังเหลือเวลาอีกประมาณ ๒ เดือน มาตรการเยียวยา กองทุนเอฟทีเอ ที่มีอยู่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มเกษตรกรนะคะ แล้วมาตรการในการ ประชาสัมพันธ์ทําความเข้าใจกับประชาชนแล้วก็เกษตรกรอย่างกว้างขวาง ประชาชน ก็ต้องรับทราบในฐานะผู้บริโภคก็ยังไม่เพียงพอ ก็ขอฝากรัฐบาลด้วยนะคะ ได้ดําเนินการ มาตรการนี้ แล้วก็ขอสนับสนุนกรอบการเจรจาทั้ง ๒ กรอบนะคะ ก็ขอกราบขอบพระคุณค่ะ