รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

สกลธี ภัททิยกุล ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเน้นย้ำว่าควรฟังความคิดเห็นของประชาชน และไม่เห็นว่าการแก้ไขดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน แต่จะเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาอื่นๆ ที่ต้องการการแก้ไข

นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานคงทราบดี ครับที่ผ่านมา ๒-๓ ป้ มีความขัดแย้งและแตกแยกในความคิดของคนในประเทศไทย อย่างไม่เคยเปึนมาก่อน และปัญหาดังกล่าวได้ขยายลุกลามไปจนทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีการแบ่งฝักแบ่งฝ์ายกันอย่างชัดเจนและไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จึงนําไปสู่การชุมนุมต่อต้านขับไล่ประท้วงรัฐบาลหลายชุดจากหลายกลุ่มบุคคลจนเกิด วิกฤติความรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งกระทบต่อภาพลักษณ์ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเปึนอย่างมาก ท่านประธานครับที่ผ่านมาได้มีบุคคล และกลุ่มบุคคลหลายกลุ่ม ล้วนแล้วแต่โยนความผิดของวิกฤติความรุนแรงที่ผ่านมานั้น ว่ามีต้นเหตุมาจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ทั้งนี้โดยอ้างว่าเปึนผลพวงมาจากบทบัญญัติ และการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว จนนําไปสู่ข้อสรุปของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ท่านดิเรก ถึงฝัืง เปึนประธานนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน โดยคณะกรรมการประกอบไปด้วย ส.ส. ทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล และ ส.ว. รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างเร่งด่วน ๖ ประเด็น ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป โดยเหตุผลในการเสนอแก้ไข ของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดนี้ ได้ให้เหตุผลว่า เพื่อเปึนการแก้ไขและลดความขัดแย้งเฉพาะหน้าในสังคมอันจะนําไปสู่ การสมานฉันท์และแก้วิกฤติในชาติได้อย่างรวดเร็วนะครับ ในส่วนตัวของผมต้อง ขออนุญาตว่าผมไม่เห็นด้วยเลยอย่างยิ่งกับข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการ ปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดนี้ ที่สรุปว่าให้มีการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เพราะตัวผมเองไม่คิดว่าลําพังเพียงแค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะทําให้ บ้านเมืองของเรากลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประชาชนในชาติกลับมาสู่ความสมานฉันท์กัน ช่างง่ายดายอย่างนั้นเลย เพราะความคิดของผมคิดว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ค่อนข้าง มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากตัวของบุคคลมากกว่า ที่ไม่ยอมรับผลของกฎหมาย โดยในประเด็นของการยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ ผมคิดว่า คณะกรรมการชุดนี้ก็ยังทําได้ไม่ดีนักนะครับ ทุกท่านคงทราบว่าคณะกรรมการชุดนี้ ก็ประกอบไปด้วยทางฝ์ายการเมืองแล้วก็บุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองทั้งสิ้น แต่ว่าไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยตรงเลย ต้องอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ตอนบังคับใช้ได้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนชาวไทยเกือบ ๑๕ ล้านเสียง ที่เห็นชอบให้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ใช้ เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมการ ควรจะต้องให้เกียรติเสียงทั้งเกือบ ๑๕ ล้านเสียงด้วยให้มีความส่วนร่วม ซึ่งจะเปึนทางใด ก็ตามนะครับ เพราะเนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายสูงสุดของชาติ เพราะฉะนั้น ในการแก้ไขหรือว่าการคิดที่จะปรับปรุงพัฒนาควรจะต้องฟังความคิดเห็นจากประชาชน ทุกภาคส่วนอย่างวงกว้างให้มาถกเถียงสาธารณะกัน ไม่ใช่เปึนการกระทํากันเอง ของนักการเมืองครับ ส่วนประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขมี ๖ ประเด็น ซึ่งหลายท่านก็คงได้กล่าวไปแล้ว และในวันพรุ่งนี้ก็มีท่านสมาชิกทั้ง ส.ส. ส.ว. ก็คงจะได้กล่าวเพิ่มเติม ผมคง ไม่ลงรายละเอียดนะครับ แต่ว่าจะพูดคร่าว ๆ ว่าจะมีประเด็นใดบ้าง

ประเด็นแรก ก็คือมีประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคนะครับ

ประเด็นที่สอง ก็คือที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นที่สาม คือที่มาของสมาชิกวุฒิสภา

ประเด็นที่สี่ คือประเด็นการทําหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐบาล

ประเด็นที่ห้า การดํารงตําแหน่งทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นที่หก สุดท้ายคือประเด็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ ประชาชน

ท่านประธานจะเห็นได้เลยนะครับว่า เกือบทุกประเด็นทั้งหมดที่ทาง คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอให้ แก้ไขเปึนการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น ทางประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศแทบจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากการแก้ไข ทั้ง ๖ ประเด็นดังกล่าวได้เลย นี่จะให้ประชาชนเขาไม่ระแวงสงสัยได้อย่างไรครับว่า เปึนการกระทําการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเล็ก ๆ เฉพาะทางฝ์าย การเมืองเท่านั้นเอง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างผลสํารวจสัก ๒-๓ สํานัก เกี่ยวกับ เรื่องความคิดเห็นของประชาชนกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้นะครับ

อันแรกเปึนการสํารวจตัวอย่างของสํานักวิจัยเอแบคโพล (ABAC Poll) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปึนการสํารวจประชาชนพี่น้องคนไทยใน ๑๗ จังหวัดทุกภาค ทั่วประเทศนะครับ เมื่อเดือนพฤษภาคมป้นี้เองครับ ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ ถึงร้อยละ ๗๓.๓ เปอร์เซ็นต์เห็นว่ากลุ่มนักการเมืองหรือกลุ่มที่เสียอํานาจ เปึนกลุ่มคนที่ จะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน มีเพียงร้อยละ ๒๔.๒ เท่านั้นครับ ท่านประธานที่เห็นว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเมื่อถามถึง ความกังวลต่อผลที่จะตามมาหลังจากแก้ไขแล้ว ร้อยละ ๕๗.๗ ยังกังวลว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อกับประโยชน์กับคนบางกลุ่มยังทําให้บ้านเมืองยังเกิดความวุ่นวาย จะเปึนต้นเหตุให้ประชาชนต้องออกมาทะเลาะเบาะแว้งกันตามท้องถนนอีก

ส่วนประเด็นสําคัญที่ทางเอแบคโพลได้ทําเขาได้สอบถามถึงผู้ตอบ แบบสอบถามว่า ถ้าท่านเปึนคนหนึ่งซึ่งมีอํานาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านจะแก้ไข หรือไม่ แค่ ๑๙.๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ที่ตอบว่าจะทําการแก้ไขในทันที มีถึง ร้อยละ ๔๔.๔ บอกว่าจะแก้แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เพราะไม่ใช่ปัญหาสําคัญ แล้วก็ ร้อยละ ๓๖.๓ จะไม่แก้อะไรเลยเพราะคิดว่ามันดีอยู่แล้ว นี่คือตัวอย่างของเอแบคโพล นะครับ ลองมาดูอีกสักการสํารวจนะครับ เปึนการสํารวจความคิดเห็นจากของศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพนะครับ หรือกรุงเทพโพลเปึนการสุ่มตัวอย่างจากบุคคล ในกรุงเทพมหานครทุกสาขาอาชีพเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี่เองนะครับ เกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าร้อยละ ๕๓.๓ ไม่ต้องการให้เร่งรีบดําเนินการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ อยากให้ทําด้วยความรอบคอบนะครับ มีเพียงร้อยละ ๔๑.๗ เท่านั้นที่อยากจะให้แก้ไขภายในสมัยประชุมสภานี้นะครับ นอกจากนั้นร้อยละ ๕๐ ยัง เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่สามารถยุติความขัดแย้งในสังคมได้เลย ระหว่างประชาชนในชาติ มีเพียงร้อยละ ๒๖.๕ เท่านั้นที่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้จะนําประเทศกลับมาสู่ความสมานฉันท์ โดยท้ายของผลสํารวจของ กรุงเทพโพลยังได้กล่าวหมายเหตุประกอบด้วยว่า ต้นเหตุของความขัดแย้งของคนในชาติ ประชาชนเขาคิดว่าเกิดจากตัวบุคคลไม่ได้เกิดจากตัวบทกฎหมายแต่อย่างใด อีกทั้งความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมในปัจจุบันนี้ได้ไปไกลเกินกว่าที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยได้ ท่านประธานครับ จากผลสํารวจดังกล่าวครับท่านประธาน ย่อมชี้ให้เห็นถึงความรู้สึก นึกคิดของประชาชนกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งกระผมส่วนตัวก็ไม่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ประชาชนจะได้ประโยชน์ อะไร เพราะว่าเรามีปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม อีกมากมายที่ต้องการการแก้ไข อัตราคน ว่างงานถึงแม้จะลดลงจากป้ ๒๕๕๑ ภายหลังที่ท่านอภิสิทธิ์มาเปึนนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ว่าคนว่างงานก็ยังมีอีกหลายแสนคนนะครับ ต่างชาติก็ยังคงไม่เชื่อมั่นกับประเทศไทย การลงทุนจากต่างชาติก็ยังน้อยอยู่ ท่านกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ยังต้อง ทํางานหนักต่อไปนะครับ อีกทั้งยังไม่มีใครรับรองได้ว่าเมื่อเราแก้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แล้วประชาชนในชาติที่เผชิญความแตกแยกอยู่จะกลับมาสมานฉันท์กันเหมือนเดิม แต่ในทางกลับกันครับ กลับจะยิ่งแตกแยกกันมากขึ้นถ้าประชาชนเขาเชื่อว่าเราจะแก้ รัฐธรรมนูญเพื่อตัวของพวกเราเอง พวก ส.ส. ส.ว. จะทําให้ประชาชนไม่พอใจ และอาจจะ นําไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรงนะครับ อย่างไรก็ตามที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่า ผมจะไม่เห็นด้วยเลยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เพราะเราก็ต้องยอมรับว่า บทบัญญัติกฎหมายป้ ๒๕๕๐ ถึงแม้ว่าจะเปึนบทบัญญัติที่ดี แต่ว่าในบางมาตราก็ยังมี ปัญหาในการบังคับใช้อยู่ ซึ่งไม่มีกฎหมายฉบับใดครับที่จะมีความสมบูรณ์แบบ ไปเสียทั้งหมด เพียงแต่สถานการณ์ในปัจจุบัน ณ ขณะนี้ กระผมคิดว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แล้วก็ไม่ใช่การแก้วิกฤติความแตกแยกของคนในชาติ หากแต่มีปัญหาอีกมากมายที่รอการแก้ไขอยู่ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจที่ผมได้กล่าว ไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่สําคัญที่สุดครับ อายุของรัฐบาลเพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งเทอมครับ ยังมีเวลาอีกตั้ง ๒ ป้กว่านะครับ เราจะรอให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ลุล่วงไปก่อน แล้วก็รอไปช่วงสุดท้ายปลายป้ของรัฐบาลค่อยแก้ก็ยังไม่สายนะครับ

ในขณะนี้ส่วนตัวผมเองก็ขอสรุปว่าตัวผมยังไม่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๒๕๐ จะเปึนทางออกของประเทศไทย แล้วคิดว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ไม่เปึน อุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย แล้วก็ไม่ใช่เปึนตัวต้นเหตุวิกฤติ ความขัดแย้งของประชาชนในสังคมไทย ขอบคุณครับท่านประธาน