รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

วรินทร์ เทียมจรัส หารือเรื่องการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้แจงว่ากฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นที่ผ่านไป 4 ฉบับไม่ได้มีการประชาพิจารณ์หรือการลงประชามติ และอาจผิดกฎหมายตามมาตรา 281 และมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่เหมาะสมที่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญขณะนี้

นายวรินทร์ เทียมจรัส สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวรินทร์ เทียมจรัส สมาชิกวุฒิสภา ประเภทสรรหา ภาคเอกชน รองประธานคนที่ ๔ ของคณะกรรมาธิการสามัญศึกษาบังคับใช้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และในฐานะสมาชิกรัฐสภา การอภิปรายวันนี้ คงต้องอยู่ที่น้ําหนัก อยู่ที่รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา คงจะเอาเรื่องอื่นมาพูดไม่ได้ เพราะเปึนเรื่องที่ ไม่งดงาม

คําถามข้อแรกที่ผมตั้งก็คือว่า คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีคําตอบหรือมีวิธีการสมานฉันท์อย่างไร ประชาชนทุกภาคส่วนจะมีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร ภาครัฐ มีมาตรการในการสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร ที่สําคัญที่สุดภาคการเมือง ภาคพรรคการเมืองเอง นักการเมืองเองมีมาตรการอย่างไรที่จะนําพาไปสู่การสมานฉันท์ หรือคิดว่าการเสนอเพียงแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะสร้างความสมานฉันท์ได้ ยังไม่เห็นเลย นะครับ ตั้งแต่ตั้งคณะกรรมการมาและมาตรการทั้งหมดยังไม่เห็นเลยว่ามีการทํา ความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นมา

คําถามข้อที่สองนะครับ คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีคําตอบหรือมีวิธีการพัฒนาการเมืองอย่างไร หรือตั้ง กฎเกณฑ์ว่าประชาชนทุกภาคส่วนจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาการเมืองอย่างไร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองของพลเมือง ผมยังไม่เห็นนะครับว่านักการเมืองและพรรคการเมืองทําสิ่งนี้มาแล้วอย่างไรบ้าง แต่ที่เห็นแน่ ๆ นะครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ทั้ง ๒ สภาได้ผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ไป ๔ ฉบับ ผ่านไปโดยปลดวาระที่ห้ามการดํารงตําแหน่งเกิน ๒ วาระออกไป ซึ่งรัฐบาล และภาคพลเมืองเองก็ไม่ได้สนใจให้มีการกระทําประชาพิจารณ์ หรือการลงประชามติ ให้อํานาจผูกขาดอยู่ในตําแหน่งโดยชั่วฟัาดินสลาย ซึ่งอํานาจที่ว่านี้ไม่ได้เปึนเรื่อง การบริหารสาธารณะหรือการแก้ปัญหาในท้องถิ่น เปึนการต้องห้ามตามมาตรา ๒๘๑ และจะเปึนการต้องห้ามตามมาตรา ๑ คือการแบ่งแยกราชอาณาจักร ซึ่งผมได้เห็นว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ต้องมีการพัฒนาทางการเมือง โดยการตรวจสอบการออกกฎหมาย จึงได้ส่งเรื่องนี้ไปให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อทําการ ชี้ขาดว่ากฎหมายทั้ง ๔ ฉบับที่ผ่านไปแล้วนั้น โดยไม่ให้น้ําหนักของประชาชน ผิดกฎหมายหรือไม่ ผมได้ความจริงจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นตอนที่มา ชี้แจงเรื่องงบประมาณว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่มีการประชาพิจารณ์ ไม่มีการลงประชามติ เพียงแต่สอบถามตัวแทนขององค์กรทั้ง ๔ องค์กรว่ามีมติให้ถอด ๒ วาระนี้ออก และสภา ทั้ง ๒ สภาก็ถอดวาระออกและผ่านเปึนกฎหมาย

คําถามข้อที่สามคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระผมมีข้อสงสัย และมีคําถามในใจมากมายนะครับ วุฒิสภาได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาขึ้นมาใช้เวลา ประมาณป้เศษ มีสมาชิกวุฒิสภาเปึนกรรมการอยู่ ๔๐ กว่าคน มีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้รู้เรื่องรัฐธรรมนูญมาชี้แจง เรายังหาข้อยุติ หาข้อสรุปมิได้ จึงเห็นว่าไม่เปึนการ สมควรและเปึนการไม่เหมาะสมที่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญขณะนี้ ข้อเสนอการแก้ รัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้สามารถทําได้หรือไม่ ผมเห็นว่าคําตอบอยู่ที่ มาตรา ๑๒๒ ที่ข้อความว่า จะทําหน้าที่โดยซื่อสัตย์สุจริตไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือประโยชน์ส่วนตัว และคําตอบอยู่ที่มาตรา ๑๒๓ ที่ว่าจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ การเสนอแก้รัฐธรรมนูญก็คือการล้มล้าง รัฐธรรมนูญไม่ให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การเสนอเพิ่มวาระการอยู่ในอํานาจก็คือ ประโยชน์ทับซ้อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ (๒) ทําได้หรือไม่ กระผมเห็นว่า มาตรา ๒๙๑ (๒) นั้นทําได้ภายใต้ข้อจํากัดแห่งมาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๒๓ ไม่ใช่ สมาชิกแห่งสภานี้จะนึกจะทําอะไรก็ได้ และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าการเสนอร่างกฎหมาย ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสภาแห่งนี้ไม่ควรจะต้องทําได้ เนื่องจากว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ข้อเสนอทั้ง ๖ ประการที่มีการเสนอเข้ามานั้น

ข้อที่ ๑ ว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นว่าเปึนเรื่องที่สภาคิดเอาเอง สภาไม่เคยถามประชาชนเลยว่าจะแก้หรือไม่แก้ ไม่มีการลงประชามติ ไม่มีการประชา พิจารณ์ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก่อนจะบังคับใช้ก็มีการลงประชามติ

ข้อ ๒ ข้อเสนอการแก้ไขเปึนประโยชน์ทับซ้อน และเปึนประโยชน์โดยตรง ของนักการเมือง และพรรคการเมืองโดยตรง และเปึนเรื่องที่มิใช่ประโยชน์ส่วนรวมของ ปวงชนชาวไทยที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๒ และมิใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๓

ข้อที่ ๓ ในมาตรา ๑๙๐ นั้น จากการศึกษาเราพบว่าไม่มีความจําเปึนต้อง แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะในมาตรา ๑๙๐ นั้นมีทางออกแล้ว คือการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ซึ่งกฎหมายปัจจุบันถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมา ป้กว่าแล้วยังไม่ได้ออก ส่วนมาตรา ๒๓๗ นั้นเปึนหลักสําคัญทางนิติศาสตร์ และหลัก สําคัญทางอาชญาวิทยา เพื่อเปึนการพัฒนาการเมืองบนพื้นฐานปรัชญาความเชื่อที่ว่า การเมืองที่สุจริตและเที่ยงธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ การกระทําความผิด ตามมาตรา ๒๗๓ ถือเปึนการประกอบอาชญากรรมทางการเมือง มิใช่การประกอบอาชญากรรมธรรมดา จึงไม่อาจนําเรื่องเจตนาในกฎหมายอาญาทั่วไป มาบังคับได้ เนื่องจากว่าการประกอบอาชญากรรมทางการเมืองนั้น ได้สร้างความเสียหาย รุนแรงให้เกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนโดยรวมมากกว่าผู้ร้ายที่ทําการปล้นทรัพย์ หรือข่มขืนกระทําชําเรา รวมถึงการโทรมหญิงด้วยซึ่งเปึนโทษธรรมดา เนื่องจากการได้รับ การเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมตามกฎหมายเลือกตั้ง ถือว่าเปึนการได้อํานาจ อธิปไตยของรัฐในการบริหาร ในนิติบัญญัติและตุลาการโดยไม่ชอบ จึงจําเปึนที่ให้ ผู้กระทําความผิด ผู้สนับสนุน ผู้รู้เห็นเปึนใจ หรือผู้ปล่อยปละละเลยต้องรับโทษด้วยกัน ทั้งหมด หลักการอันนี้มีมาแต่โบราณแม้ในกฎหมายลักษณะโจรเองก็กําหนดให้เอาผิดกับ องคโจร ผู้สมโจร ครูโจร ญาติของโจร รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปล่อยปละละเลยด้วย ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายโจรห้าเส้นด้วย ซึ่งหลักการนี้ไม่ใช่เปึนหลักการใหม่ ปัจจุบัน ก็มีกฎหมายเด็ดขาดอีกหลาย ๆ ฉบับ ที่กําหนดให้ผู้ที่ร่วมหรืออยู่ในกระบวนการกระทํา ความผิดต้องรับโทษร่วมด้วย ในทางการเมืองนั้นเราถือว่าผู้ที่อยู่ในกระบวนการกระทํา ความผิดกฎหมายเลือกตั้งนั้น ถือเปึนผู้ร่วมประกอบอาชญากรรมทางการเมือง และผมเห็นว่าจะเปึนการสมควรอย่างยิ่งที่จะเพิ่มโทษสําหรับตัวการผู้กระทําความผิด ถึงจําคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตเพื่อไม่ให้เหลือเชื้อความต่อไป ถ้าจะให้การ สมานฉันท์เปึนประโยชน์และมีคุณธรรมผมคิดว่าเราต้องคง มาตรา ๒๓๗ ไว้ ขออนุญาต นิดหนึ่งนะครับ ช่างทองที่จะทําทองเขาจะต้องไล่ขี้ทองออกไปก่อน แล้วก็ถึงขึ้นรูปทอง เปึนทองรูปพรรณเนื้อเก้า การเมืองก็เช่นกันจําเปึนต้องมีกระบวนการเข้าสู่อํานาจรัฐ ต้องทําให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรม พรรคการเมืองที่รู้เห็นเปึนใจก็ควรจะต้องรับโทษ ไปด้วย ผมคิดว่าหลายคนตั้งข้อสังเกต ข้อรังเกียจว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ควรจะเปึน รัฐธรรมนูญแต่ทุกคนก็มาสู่สภานี้ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอบคุณครับ